ปรับราคาเป้าหมายหุ้น ‘GULF’ จากผู้ผลิตไฟฟ้า สู่แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน
ในช่วงที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าไทยอาจไม่ได้เป็นกลุ่มที่โดดเด่นที่สุดในสายตานักลงทุน แต่สำหรับ GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อบทวิเคราะห์ล่าสุดจาก บล. เมย์แบงก์ ได้ปรับราคาเป้าหมายขึ้นแรงจาก 50 บาท เป็น 68 บาทต่อหุ้น พร้อมคงคำแนะนำ "ซื้อ" หุ้น GULF โดยมี Upside อยู่ที่ประมาณ 14% จากราคาหุ้นปัจจุบัน
คำถามสำคัญก็คืออะไรทำให้มูลค่าของ GULF ถูกยกระดับขึ้นในรอบนี้ คำตอบอาจไม่ใช่แค่ผลกำไรที่เติบโต แต่อยู่ที่การเปลี่ยนสถานะของธุรกิจที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยปกติแล้วการปรับราคาเป้าหมายของหุ้น มักเกิดจากการเพิ่มประมาณการกำไร แต่ในกรณีของ GULF สิ่งที่เกิดขึ้นลึกกว่านั้น
นักวิเคราะห์ไม่ได้เพียงปรับกำไรขึ้น แต่ยังปรับลด WACC ลงเหลือ 6.0% และใช้วิธีประเมินมูลค่าแบบ SOTP (Sum-of-the-Parts) สิ่งนี้สะท้อนว่าตลาดไม่ได้มอง GULF เป็นธุรกิจเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มแยกมูลค่าเป็น ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจดิจิทัล
โดยธรรมชาติแล้ว ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน จะได้ Valuation สูงกว่า เพราะมีรายได้ระยะยาว และความผันผวนต่ำ นี่คือจุดเริ่มต้นของการ Re-rating หุ้น GULF ที่ตลาดกำลังให้น้ำหนักในขณะนี้
PDP 2026 เครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโต
หนึ่งในปัจจัยที่นักวิเคราะห์ บล. เมย์แบงก์ ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026
โดยมีการปรับประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) จะเพิ่มขึ้น 31% ไปอยู่ที่ 71–77 กิกะวัตต์ (จากเดิม55 กิกะวัตต์) ซึ่งขับเคลื่อนโดยความต้องการจาก EV และ Data Center ทำให้กำลังการผลิตติดตั้งต้องเพิ่มขึ้น 36% เป็น 153 กิกะวัตต์
ประเมินว่าการจัดสรรกำลังผลิตใหม่ทั้งหมดอาจสูงถึง 88 กิกะวัตต์ โดยในจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าหลัก (Conventional) ถึง 18 กิกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดสรรให้แก่ IPP ภาคเอกชน ตอกย้ำสถานะของ GULF ในฐานะผู้ได้รับประโยชน์หลัก
ทั้งนี้ ทุก 1 GW ที่ได้ คาดจะทำให้กำไรเพิ่ม 5% หนุนราคาเป้าหมายเพิ่ม 1.4% และในกรณีดีที่สุด อาจสร้าง Upside ต่อราคาเป้าหมายได้ถึง 29% พูดได้เลยว่าแผน PDP 2026 อาจเป็นรอบการเติบโตใหม่ของ GULF
จาก "โรงไฟฟ้า" สู่ "Infrastructure Platform"
หัวใจสำคัญที่สุดของบทวิเคราะห์นี้ คือ GULF กำลังวิวัฒนาการตัวเองจากผู้ผลิตไฟฟ้า ไปสู่แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจร ซึ่งธุรกิจที่ขยายออกไป ได้แก่
LNG Terminal (นำเข้า LNG), โครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 (สัมปทาน 35 ปี), ธุรกิจโทรคมนาคม ผ่านการถือหุ้นใน ADVANC, โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น Data Center, Cloud และ AI
ดังนั้น GULF ไม่ได้เติบโตจากกำลังการผลิตไฟฟ้าอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังเชื่อมโยงพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และดิจิทัล เข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับบริษัท Infrastructure ระดับโลก ทำให้โครงสร้างรายได้ใหม่มีความเสถียรและเติบโตพร้อมกัน
จุดเด่นคือ เป็นได้ทั้ง "หุ้นเติบโต" และ "หุ้นเชิงรับ" ในตัวเดียวกัน
เพราะราว 65% ของกำลังการผลิตอยู่ภายใต้สัญญา IPP ที่สามารถส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงได้(Cost Pass-through) ขณะที่โครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศ ซึ่งจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 24% ภายในปี 2573 จะได้รับประโยชน์จากอัตราค่าไฟฟ้าคงที่ ทำให้ความอ่อนไหวของกำไรต่อราคาก๊าซอยู่ในระดับต่ำมากเพียง -0.6% ต่อราคาก๊าซที่เปลี่ยนไปทุก 10 บาท/mmbtu
ประกอบกับด้วยอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Net IBD/E) ที่ 0.86 เท่า ทำให้งบดุลยังคงแข็งแกร่ง พร้อมรองรับการลงทุนในอนาคตภายใต้แผน PDP 2026 แปลว่า GULF ยังมีกระสุนสำหรับลงทุนเพิ่มอีกมาก
GULF ในวันนี้ ไม่ใช่บริษัทเดิมที่ตลาดเคยรู้จัก แต่กำลังพัฒนาไปสู่เจ้าของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และเมื่อธุรกิจเปลี่ยน มลค่าก็ต้องเปลี่ยนตาม และเป็นการสะท้อนว่าตลาดกำลังเริ่มให้มูลค่าใหม่กับ GULF ในฐานะ "Infrastructure Platform" ที่มีทั้งการเติบโต เสถียรภาพ และ Upside ระยะยาวในตัวเดียวกัน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- กลยุทธ์ลดความเสี่ยง เลี่ยงขาดทุน ด้วยหุ้น Beta ต่ำกว่า 1 ปันผลสูง
- 'CPALL' ดีแล้ว ดีได้อีก ! การเติบโตยังแข็งแกร่ง แม้เผชิญต้นทุนด้านพลังงาน
- ส่อง 10 หุ้นไทย ต่างชาติซื้อสะสมมากที่สุดช่วง 1 เดือน
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram:https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg