ปฏิกิริยา อารมณ์ เงาสะท้อน 'จีน' โพ้นทะเล ต่อ รัฐบาลสยาม
บทความพิเศษ
ปฏิกิริยา อารมณ์
เงาสะท้อน ‘จีน’ โพ้นทะเล
ต่อ รัฐบาลสยาม
ในเดือนเมษายน 1928 กงสุลอเมริกันได้ส่งหนังสือชื่อ “ปัญหาคนเข้าเมืองของสยาม” รายงานว่า กำลังมีการพิจารณาพระราชบัญญัติใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม
และได้วิเคราะห์นโยบายคนเข้าเมืองของไทยว่า
“การเข้าเมืองของชาวจีนไม่ได้ทำให้ชาวสยามไร้ที่อยู่ และไม่ได้ทำให้เกิดการแข่งขันในด้านการทำมาหากินร้ายแรง
ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่า ให้ผลในทางตรงกันข้าม
และกลับมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจและแรงงาน และการดำเนินธุรกิจที่คนไทยไม่ยอมทำด้วยซ้ำไป มันเป็นการเสริมซึ่งกันและกันมากกว่าการแข่งขันกัน
ไม่ว่าการควบคุมการเข้าเมืองจะเป็นแบบใดก็ตาม วัตถุประสงค์ที่ต้องการก็คือไม่ใช่เพื่อปกป้องไม่ให้เจ้าของประเทศไร้ที่อยู่หรือล้มละลายทางเศรษฐกิจ แต่เป็นความเร่งด่วนทางการเมืองในการรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของเชื้อชาติ….
ราชอาณาจักรเล็กๆ นี้ตกอยู่ในอันตรายจากการถูกครอบงำโดยสิ้นเชิง
หรืออย่างน้อยก็จะทำให้ความสุขสงบถูกทำลายไป และราชอาณาจักรจะถูกกลืนด้วยคนต่างชาติที่มีแต่ความชัดแย้งและสนใจแต่รัฐบาลที่เป็นระบบสาธารณรัฐ”
Batson อ้างเอกสาร US,892.5593/1, 21 April 1928
ระบุว่า ความหวั่นวิตกเกี่ยวกับอนาคตของชนชาวไทยนั้นเป็นเรื่องที่คนไทยหลายคนเป็นกังวล ในจำนวนนี้มีหม่อมเจ้าสกล วรวรรณ พระเชษฐาของพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร
และข้าราชการระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุขรวมอยู่ด้วย
ท่าที ของ ชาวจีน
กฎหมาย เข้าเมือง
ส่วนหนี่งของการที่พระราชบัญญัติสยามนี้ไม่เป็นไปดังคาดหวังก็เพราะแรงต่อต้านจากชาวจีนกลุ่มต่างๆ ที่รู้สึกว่าถูกกีดกัน
มีรายงานฉบับหนึ่งส่งมายังรัฐบาลเมื่อต้นปี 1928
ตั้งข้อสังเกตว่า “รู้สึกว่ารัฐบาลสยามกำลังทำตามพวก” ประเทศจักรวรรดินิยม”
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งตอบไปว่า “ที่จริงแล้ว สยามอาจจะต้อง” ทำตามประเทศจักรวรรดินิยม” เพราะชาวจีนนั้นจะเรียกทุกอย่างที่ขัดกับผลประโยชน์ของพวกตนว่า “จักรวรรดินิยม” (กจช. ร.7 ม.18/4 คำพูดในเครื่องหมายคำพูดนั้นในต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ)
ในเดือนกรกฎาคม 1928 กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ได้รายงานว่า
ถิ่นที่พำนักอาศัยของชาวจีนนั้นขยายอย่างรวดเร็วไปตามเส้นทางรถไฟเหมือนจะเป็น “อาณานิคม” ของจีนทีเดียว
จากเอกสาร กจช. ร.7 พ.5.2/3 ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งข้อสังเกตที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ว่า ไม่มีอะไรน่าวิตกที่ชาวจีนตั้งร้านค้าหรือเริ่มเป็นพ่อค้าคนกลาง
เพราะถ้าพวกเขาไม่ทำ “อาจไม่มีใครทำก็ได้”
แต่เมื่อไรพวกคนจีนเริ่มซื้อที่ดินทำไร่ไถนา เมื่อนั้นแหละที่ควรวิตกว่าเราจะกลายเป็น “เมืองขึ้น” ของจีน
ข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการกับปัญหาชาวจีนโดยไม่ให้กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในที่ประชุมคณะรัฐบาลเสมอๆ แต่ไม่มีผลที่สร้างสรรค์ใดๆ เกิดขึ้น
ต้นปี 1930 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสังเกตอย่างอ่อนพระทัยว่า ปัญหาชาวจีนคงจะอยู่อีก 1 ปีแน่
และถ้าเราปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็เป็นการ “ฆ่าตัวตาย” นั่นเอง จึงมีรับสั่งให้ส่งจำนวนตัวเลขของชาวจีนที่อพยพเข้ามาแต่ละเดือนให้คณะเสนาบดีพิจารณาในที่ประชุมเสนาบดีในเดือนมิถุนายน
ทรงชี้ให้เห็นว่า ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในสยามตอนนี้เป็น “จีนแท้ๆ”
ที่ไม่ต้องการทำตัวให้กลมกลืนกับคนสยามและทรงเสริมว่า ปัญหานี้ควรจะคิดจัดการกันเมื่อ 10 ปีมาแล้ว มาทำตอนนี้นับว่าสายไป 10 ปี (กจช. ร.7 พ.5.2/3 วลีว่า “ฆ่าตัวตาย” นั้นต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ
บทเรียน จากรัชกาลที่ 5
บทเรียน จากรัชกาลที่ 6
ขณะที่สมัยรัชกาลที่ 7 มีความพยายามที่จะควบคุมจำนวนชาวจีนอพยพเข้ามาในประเทศที่จริงจังเป็นครั้งแรก แต่แถลงการณ์ของรัฐสมัยนี้ก็ไม่คล้ายกับในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งได้ทรงเขียนบทความวิจารณ์ชาวจีนไว้หลายบทความ
แต่กลับคล้ายสมัยของรัชกาลที่ 5
ในการเสด็จประพาสโรงเรียนของคนจีนในกรุงเทพมหานครต้นปี 1928 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงย้ำถึงความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างชาวจีนกับชาวสยามเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน
และการปฏิบัติต่อชาวจีนโพ้นทะเลโดยเน้นที่ความยุติธรรม ปราศจากอคติซึ่งเป็นนโยบายที่เคยใช้มาในสมัยรัชกาลที่ 5
สาระสำคัญของพระราชดำรัส 1928 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นมีเป็นภาษาไทยในเรื่องเดิมของพระองค์เจ้าธานีนิวัต
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคิดว่า
การที่พระองค์เสด็จประพาสโรงเรียนจีนนั้นมีผลดีเกิดขึ้นบ้างในหน้าหนังสือพิมพ์จีน แต่ทรงเสียดายอยู่นิดหน่อยที่มันไม่แพร่หลายมากกว่านี้ (กจช. ร.7 รล.19.1/2)
ข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการควบคุมโรงเรียนจีนนี้หาดูได้ในรายงานเดือนพฤษภาคม 1927 ของพระองค์เจ้าธานีนิวัต
ใน กจช. สบ.2.42/398 พระองค์เจ้าธานีนิวัติ ทรงตั้งข้อสังเกตว่า
พระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องโรงเรียนนั้นเอกสารร่างขึ้นเมื่อปี 1918/19 เมื่อเกิดปัญหาเรื่องโรงเรียนของคณะมิชชันนารี และเนื่องจากมีสนธิสัญญาต่างประเทศที่ยังไม่ได้ปรับปรุงใหม่
ทำให้รัฐบาลถูกกำจัดเสรีภาพในเรื่องนี้
และขณะนั้นชาวจีนไม่ต้องการให้ลูกหลานเป็นไทยแล้ว และในโรงเรียนพวกเขาก็มักจะวิพากษ์วิจารณ์ว่า
คนไทยนั้น “ถูกกดขี่” โดยพวก “ล่าอาณานิคม”
ในความเห็นของ Batson การที่สยามมีชาวจีนเป็นชนกลุ่มน้อยในอัตราที่สูงเป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวพันทางด้านการต่างประเทศของสยาม ด้วยเมื่อประเทศจีนกลับมามีการปกครองโดยรัฐบาลกลางที่ค่อนข้างจะมีความมั่นคงในช่วงปี 1927-8
พรรคก๊กมินตั๋งและตัวแทนของพรรคต่างก็หยิบยกปัญหาของการกลับมามีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสยามกับจีนอีกครั้งหนึ่ง
รัฐบาลจีนสมัยต่างๆ ล้วนแต่ได้พยายามยื่นข้อเสนอขอมีสัมพันธไมตรีด้วย ซึ่งรัฐบาลสยามได้พยายามหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงเรื่อยมาเพราะไม่ต้องการให้ชนกลุ่มน้อยซึ่งมีจำนวนมากและมีอำนาจมากอยู่แล้ว
มีตัวแทนทางการทูตที่จะเป็นปากและเสียงแทนพวกเขาซึ่งหลายๆ คนในกลุ่มนี้สยามก็เห็นว่าเป็นชาวสยามไปแล้ว
พัฒนาการ ความคิด
รัฐบาลสยาม ต่อจีน
จากนี้จึงเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับชาวจีนในประเทศ ไม่ว่าจะเรียกว่าชาวจีนอพยพ ชาวจีนโพ้นทะเล เป็นปัญหาอย่างต่อเนื่องและยาวนานยิ่ง
ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์และในเรื่องการเมือง
จุดเริ่มต้น การมาของชาวจีนอาจเพื่อต้องการแรงงานในการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์
ต่อมาก็กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในทางการเมือง
ไม่ว่าจะเนื่องแต่กรณีของ “ไท้ผิงเทียนกว่อ” ในยุคของหงซิ่วฉวน ไม่ว่าจะเนื่องแต่กรณีของ “เก๊กเหม็ง” ในยุคของซุน ยัดเซ็น
และที่ตามมาติดๆ ก็คือ การเข้ามาของ “กงฉานตั๋ง”
เพียงเห็นกลิ่นอายแห่งการเน้นในเรื่อง “อาณานิคม” ประสานกับการตั้งข้อสังเกตในเรื่อง “จักรวรรดินิยม” ก็อ่อนไหวอย่างยิ่ง
จำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปฏิกิริยา อารมณ์ เงาสะท้อน ‘จีน’ โพ้นทะเล ต่อ รัฐบาลสยาม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly