โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปฏิกิริยา อารมณ์ เงาสะท้อน 'จีน' โพ้นทะเล ต่อ รัฐบาลสยาม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 02.05 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 02.05 น.

บทความพิเศษ

ปฏิกิริยา อารมณ์

เงาสะท้อน ‘จีน’ โพ้นทะเล

ต่อ รัฐบาลสยาม

ในเดือนเมษายน 1928 กงสุลอเมริกันได้ส่งหนังสือชื่อ “ปัญหาคนเข้าเมืองของสยาม” รายงานว่า กำลังมีการพิจารณาพระราชบัญญัติใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม

และได้วิเคราะห์นโยบายคนเข้าเมืองของไทยว่า

“การเข้าเมืองของชาวจีนไม่ได้ทำให้ชาวสยามไร้ที่อยู่ และไม่ได้ทำให้เกิดการแข่งขันในด้านการทำมาหากินร้ายแรง

ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่า ให้ผลในทางตรงกันข้าม

และกลับมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจและแรงงาน และการดำเนินธุรกิจที่คนไทยไม่ยอมทำด้วยซ้ำไป มันเป็นการเสริมซึ่งกันและกันมากกว่าการแข่งขันกัน

ไม่ว่าการควบคุมการเข้าเมืองจะเป็นแบบใดก็ตาม วัตถุประสงค์ที่ต้องการก็คือไม่ใช่เพื่อปกป้องไม่ให้เจ้าของประเทศไร้ที่อยู่หรือล้มละลายทางเศรษฐกิจ แต่เป็นความเร่งด่วนทางการเมืองในการรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของเชื้อชาติ….

ราชอาณาจักรเล็กๆ นี้ตกอยู่ในอันตรายจากการถูกครอบงำโดยสิ้นเชิง

หรืออย่างน้อยก็จะทำให้ความสุขสงบถูกทำลายไป และราชอาณาจักรจะถูกกลืนด้วยคนต่างชาติที่มีแต่ความชัดแย้งและสนใจแต่รัฐบาลที่เป็นระบบสาธารณรัฐ”

Batson อ้างเอกสาร US,892.5593/1, 21 April 1928

ระบุว่า ความหวั่นวิตกเกี่ยวกับอนาคตของชนชาวไทยนั้นเป็นเรื่องที่คนไทยหลายคนเป็นกังวล ในจำนวนนี้มีหม่อมเจ้าสกล วรวรรณ พระเชษฐาของพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร

และข้าราชการระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุขรวมอยู่ด้วย

ท่าที ของ ชาวจีน

กฎหมาย เข้าเมือง

ส่วนหนี่งของการที่พระราชบัญญัติสยามนี้ไม่เป็นไปดังคาดหวังก็เพราะแรงต่อต้านจากชาวจีนกลุ่มต่างๆ ที่รู้สึกว่าถูกกีดกัน

มีรายงานฉบับหนึ่งส่งมายังรัฐบาลเมื่อต้นปี 1928

ตั้งข้อสังเกตว่า “รู้สึกว่ารัฐบาลสยามกำลังทำตามพวก” ประเทศจักรวรรดินิยม”

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งตอบไปว่า “ที่จริงแล้ว สยามอาจจะต้อง” ทำตามประเทศจักรวรรดินิยม” เพราะชาวจีนนั้นจะเรียกทุกอย่างที่ขัดกับผลประโยชน์ของพวกตนว่า “จักรวรรดินิยม” (กจช. ร.7 ม.18/4 คำพูดในเครื่องหมายคำพูดนั้นในต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ)

ในเดือนกรกฎาคม 1928 กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ได้รายงานว่า

ถิ่นที่พำนักอาศัยของชาวจีนนั้นขยายอย่างรวดเร็วไปตามเส้นทางรถไฟเหมือนจะเป็น “อาณานิคม” ของจีนทีเดียว

จากเอกสาร กจช. ร.7 พ.5.2/3 ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งข้อสังเกตที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ว่า ไม่มีอะไรน่าวิตกที่ชาวจีนตั้งร้านค้าหรือเริ่มเป็นพ่อค้าคนกลาง

เพราะถ้าพวกเขาไม่ทำ “อาจไม่มีใครทำก็ได้”

แต่เมื่อไรพวกคนจีนเริ่มซื้อที่ดินทำไร่ไถนา เมื่อนั้นแหละที่ควรวิตกว่าเราจะกลายเป็น “เมืองขึ้น” ของจีน

ข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการกับปัญหาชาวจีนโดยไม่ให้กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในที่ประชุมคณะรัฐบาลเสมอๆ แต่ไม่มีผลที่สร้างสรรค์ใดๆ เกิดขึ้น

ต้นปี 1930 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสังเกตอย่างอ่อนพระทัยว่า ปัญหาชาวจีนคงจะอยู่อีก 1 ปีแน่

และถ้าเราปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็เป็นการ “ฆ่าตัวตาย” นั่นเอง จึงมีรับสั่งให้ส่งจำนวนตัวเลขของชาวจีนที่อพยพเข้ามาแต่ละเดือนให้คณะเสนาบดีพิจารณาในที่ประชุมเสนาบดีในเดือนมิถุนายน

ทรงชี้ให้เห็นว่า ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในสยามตอนนี้เป็น “จีนแท้ๆ”

ที่ไม่ต้องการทำตัวให้กลมกลืนกับคนสยามและทรงเสริมว่า ปัญหานี้ควรจะคิดจัดการกันเมื่อ 10 ปีมาแล้ว มาทำตอนนี้นับว่าสายไป 10 ปี (กจช. ร.7 พ.5.2/3 วลีว่า “ฆ่าตัวตาย” นั้นต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ

บทเรียน จากรัชกาลที่ 5

บทเรียน จากรัชกาลที่ 6

ขณะที่สมัยรัชกาลที่ 7 มีความพยายามที่จะควบคุมจำนวนชาวจีนอพยพเข้ามาในประเทศที่จริงจังเป็นครั้งแรก แต่แถลงการณ์ของรัฐสมัยนี้ก็ไม่คล้ายกับในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งได้ทรงเขียนบทความวิจารณ์ชาวจีนไว้หลายบทความ

แต่กลับคล้ายสมัยของรัชกาลที่ 5

ในการเสด็จประพาสโรงเรียนของคนจีนในกรุงเทพมหานครต้นปี 1928 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงย้ำถึงความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างชาวจีนกับชาวสยามเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

และการปฏิบัติต่อชาวจีนโพ้นทะเลโดยเน้นที่ความยุติธรรม ปราศจากอคติซึ่งเป็นนโยบายที่เคยใช้มาในสมัยรัชกาลที่ 5

สาระสำคัญของพระราชดำรัส 1928 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นมีเป็นภาษาไทยในเรื่องเดิมของพระองค์เจ้าธานีนิวัต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคิดว่า

การที่พระองค์เสด็จประพาสโรงเรียนจีนนั้นมีผลดีเกิดขึ้นบ้างในหน้าหนังสือพิมพ์จีน แต่ทรงเสียดายอยู่นิดหน่อยที่มันไม่แพร่หลายมากกว่านี้ (กจช. ร.7 รล.19.1/2)

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการควบคุมโรงเรียนจีนนี้หาดูได้ในรายงานเดือนพฤษภาคม 1927 ของพระองค์เจ้าธานีนิวัต

ใน กจช. สบ.2.42/398 พระองค์เจ้าธานีนิวัติ ทรงตั้งข้อสังเกตว่า

พระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องโรงเรียนนั้นเอกสารร่างขึ้นเมื่อปี 1918/19 เมื่อเกิดปัญหาเรื่องโรงเรียนของคณะมิชชันนารี และเนื่องจากมีสนธิสัญญาต่างประเทศที่ยังไม่ได้ปรับปรุงใหม่

ทำให้รัฐบาลถูกกำจัดเสรีภาพในเรื่องนี้

และขณะนั้นชาวจีนไม่ต้องการให้ลูกหลานเป็นไทยแล้ว และในโรงเรียนพวกเขาก็มักจะวิพากษ์วิจารณ์ว่า

คนไทยนั้น “ถูกกดขี่” โดยพวก “ล่าอาณานิคม”

ในความเห็นของ Batson การที่สยามมีชาวจีนเป็นชนกลุ่มน้อยในอัตราที่สูงเป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวพันทางด้านการต่างประเทศของสยาม ด้วยเมื่อประเทศจีนกลับมามีการปกครองโดยรัฐบาลกลางที่ค่อนข้างจะมีความมั่นคงในช่วงปี 1927-8

พรรคก๊กมินตั๋งและตัวแทนของพรรคต่างก็หยิบยกปัญหาของการกลับมามีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสยามกับจีนอีกครั้งหนึ่ง

รัฐบาลจีนสมัยต่างๆ ล้วนแต่ได้พยายามยื่นข้อเสนอขอมีสัมพันธไมตรีด้วย ซึ่งรัฐบาลสยามได้พยายามหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงเรื่อยมาเพราะไม่ต้องการให้ชนกลุ่มน้อยซึ่งมีจำนวนมากและมีอำนาจมากอยู่แล้ว

มีตัวแทนทางการทูตที่จะเป็นปากและเสียงแทนพวกเขาซึ่งหลายๆ คนในกลุ่มนี้สยามก็เห็นว่าเป็นชาวสยามไปแล้ว

พัฒนาการ ความคิด

รัฐบาลสยาม ต่อจีน

จากนี้จึงเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับชาวจีนในประเทศ ไม่ว่าจะเรียกว่าชาวจีนอพยพ ชาวจีนโพ้นทะเล เป็นปัญหาอย่างต่อเนื่องและยาวนานยิ่ง

ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์และในเรื่องการเมือง

จุดเริ่มต้น การมาของชาวจีนอาจเพื่อต้องการแรงงานในการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์

ต่อมาก็กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในทางการเมือง

ไม่ว่าจะเนื่องแต่กรณีของ “ไท้ผิงเทียนกว่อ” ในยุคของหงซิ่วฉวน ไม่ว่าจะเนื่องแต่กรณีของ “เก๊กเหม็ง” ในยุคของซุน ยัดเซ็น

และที่ตามมาติดๆ ก็คือ การเข้ามาของ “กงฉานตั๋ง”

เพียงเห็นกลิ่นอายแห่งการเน้นในเรื่อง “อาณานิคม” ประสานกับการตั้งข้อสังเกตในเรื่อง “จักรวรรดินิยม” ก็อ่อนไหวอย่างยิ่ง

จำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปฏิกิริยา อารมณ์ เงาสะท้อน ‘จีน’ โพ้นทะเล ต่อ รัฐบาลสยาม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...