โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘อรรถพล’ เคลียร์ปม ทำไม ‘ค่าการกลั่น’ พุ่งแรงไป 6 บาท พร้อมเปิดสูตรขึ้นราคาดีเซล สู่เพดาน 33 บาท มีขั้นตอนอย่างไร

THE STANDARD

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
‘อรรถพล’ เคลียร์ปม ทำไม ‘ค่าการกลั่น’ พุ่งแรงไป 6 บาท พร้อมเปิดสูตรขึ้นราคาดีเซล สู่เพดาน 33 บาท มีขั้นตอนอย่างไร

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น สร้างความกังวลต่อความมั่นคงทางพลังงานทั่วโลก รวมถึงไทย ล่าสุดกระทรวงพลังงานได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล มีเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร แต่จะทยอยปรับครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันนี้ รัฐบาล มีแผนการบริหารจัดการผลกระทบ ตลอดจนการดูแลค่าครองชีพ ทั้งราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า รวมไปถึงการชี้แจงในประเด็นร้อนเรื่อง ‘ค่าการกลั่น’ ที่สังคมตั้งคำถามว่าพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ ว่ารัฐบาลจะจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า กระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิดแทบจะทุกชั่วโมง โดยไทยได้ดำเนินกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางลงอย่างต่อเนื่อง จากอดีตที่เคยพึ่งพาในสัดส่วนสูงถึง 70% ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 50% กว่าเท่านั้น

ในระยะสั้น รัฐบาลได้เร่งจัดหาแหล่งพลังงานทดแทน โดยอาศัยศักยภาพของหน่วยงานการค้าระหว่างประเทศ หรือ Trading ของ ปตท. ที่มีเครือข่ายคู่ค้าอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถเจรจาดึงปริมาณน้ำมันกลับเข้ามาในประเทศไทยได้ทันที ล่าสุดมีการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งใหม่ๆ เช่น แองโกลา เกือบ 2 ล้านบาร์เรล สหรัฐอเมริกาอีกราว 600,000 – 700,000 บาร์เรล รวมถึงแอฟริกาใต้และมาเลเซีย ซึ่งจะทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ยืนยันมีน้ำมันสำรองเกิน 100 วัน สั่งโรงกลั่นเดินเครื่องผลิต 100%

จากกรณีสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งไม่มีน้ำมันให้เติม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยืนยันว่า ภาพรวมระดับประเทศมีน้ำมันเพียงพออย่างแน่นอน โดยปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันสำรองสะสมไว้มากกว่า 100 วันแล้ว และโรงกลั่นน้ำมันในประเทศก็ได้รับการยืนยันว่ายังคงเดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง 100% ซึ่งกำลังการกลั่นของไทยมีมากกว่าความต้องการใช้ในประเทศอยู่เล็กน้อย

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ คอขวดด้านการขนส่ง เนื่องจากประชาชนตื่นตระหนกและแห่เติมน้ำมันมากกว่าปกติเกือบ 2 เท่า ทำให้ปริมาณน้ำมันในถังใต้ดินของปั๊มหมดอย่างรวดเร็ว ขณะที่รถบรรทุกน้ำมันต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการวิ่งขนส่ง เพื่อแก้ปัญหานี้ กระทรวงพลังงานได้ขอความร่วมมือให้ผู้ค้าน้ำมันเปิดคลังจ่ายน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมงทั้ง 7 วัน และผ่อนปรนกฎเกณฑ์ด้านอายุของรถบรรทุกให้เข้ามาวิ่งรอบได้มากขึ้นภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย

เปิดสูตรขึ้นดีเซล ทยอยขึ้น 50 สตางค์ ลดแรงกระชากค่าครองชีพ

สำหรับการบริหารจัดการด้านราคาเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน รัฐบาลได้วางแนวทางอย่างรัดกุม โดยเฉพาะประเด็นราคาน้ำมันดีเซลที่เป็นต้นทุนสำคัญของภาคการขนส่ง

  • การขยับเพดานราคาน้ำมันดีเซล โดยรัฐบาลได้ตัดสินใจปรับเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจากเดิม 30 บาทต่อลิตร ขึ้นไปเป็น 33 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดการกระชากของราคาและกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง การปรับขึ้นจะไม่ทำในคราวเดียว แต่จะใช้วิธี ทยอยปรับขึ้นทีละ 50 สตางค์
  • ไม่มีกรอบเวลาตายตัว ซึ่งกระทรวงพลังงานไม่ได้ระบุจำนวนวันหรือกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนในการปรับขึ้นแต่ละครั้ง แต่จะใช้วิธีประเมินตามสถานการณ์เป็นระยะไป
  • ต้นทุนสินค้าไม่ควรแพงกว่าปีก่อน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้ข้อสังเกตว่า ระดับราคาดีเซลที่ 33 บาท ถือเป็นระดับเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นแล้วในปีที่ผ่านมา ดังนั้น ภาคสินค้าจึงไม่ควรนำประเด็นนี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อปรับขึ้นราคาสินค้าให้สูงกว่าสถิติของปีที่แล้ว
  • ไทยปรับตัวช้ากว่าเพื่อนบ้าน หากเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซีย ซึ่งปกติจะมีราคาน้ำมันต่ำกว่าไทยมาตลอด ปัจจุบันมาเลเซียได้ขยับราคาขึ้นไปใกล้เคียงกับระดับเพดาน 33 บาทแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเลือกใช้วิธีค่อยๆ ขยับเพื่อดูแลประชาชน
  • ผลักดันพลังงานทางเลือก ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ โดยสร้างส่วนต่างราคาเพื่อจูงใจ เช่น มีทางเลือก B10 ซึ่งถูกกว่า B7 อยู่ 2 บาท และ B20 สำหรับรถบรรทุก ถูกกว่า B7 5 บาท รวมถึงน้ำมันเบนซิน E20 ที่มีราคาถูกกว่า E10 ถึง 5 บาท นอกจากนี้ ผู้ที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่บ้านไม่เกิน 200,000 บาท สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้
  • ด้านค่าไฟฟ้า รัฐบาลพยายามบริหารจัดการต้นทุนโดยดึงแหล่งเชื้อเพลิงที่ราคาถูกที่สุดมาใช้ก่อน เช่น ก๊าซจากอ่าวไทย ก๊าซจากเมียนมา และพลังงานน้ำจากลาว ส่งผลให้ ค่าไฟฟ้ารอบปัจจุบันถึงสิ้นเดือนเมษายน จะไม่มีการปรับขึ้นราคาอย่างแน่นอน ส่วนรอบพฤษภาคมเป็นต้นไป อยู่ระหว่างการบริหารจัดการไม่ให้ปรับขึ้นเช่นกัน
  • สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งแม้ตัวเลขทางบัญชีจะติดลบวันละประมาณ 2,000 ล้านบาท และมียอดสะสมทะลุหมื่นล้านบาท แต่สภาพคล่องยังเดินหน้าได้ เพราะกองทุนฯ มีกรอบวงเงินอยู่ประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท ประกอบกับผู้ค้าน้ำมันจะเป็นผู้รับภาระขายน้ำมันในราคาต่ำกว่าต้นทุนไปก่อน แล้วจึงนำหลักฐานมาเบิกชดเชยกับกองทุนในรอบเดือนถัดๆ ไป หรือระบบเครดิต ซึ่งจะช่วยพยุงสภาพคล่องจนกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาบริหารจัดการได้ทัน

เคลียร์ปม ทำไม ‘ค่าการกลั่น’ ทำไม พุ่งแรง 6 บาท

สำหรับประเด็นที่สังคมตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ค่าการกลั่นของโรงกลั่นปรับตัวสูงขึ้นผิดปกติจาก 2 บาท เป็น 6 บาทต่อลิตรนั้น กระทรวงพลังงานได้เข้าไปตรวจสอบ อย่างละเอียด และอธิบายว่าตัวเลขดังกล่าวเกิดจากความคลาดเคลื่อนของกลไกตลาดในช่วงสงคราม

โดยปกติ สูตรคำนวณค่าการกลั่น ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ จะนำตัวเลขของราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก ที่อ้างตลาดน้ำมันสิงคโปร์ มาลบด้วยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปิดในแต่ละวัน ซึ่งสูตรราคาของไทยทั้งเบนซินและดีเซล ผูกติดกับตลาดสิงคโปร์โดยตรง ไม่ได้ผูกกับน้ำมันดิบ ในภาวะปกติ กำไรขั้นต้นของโรงกลั่นจึงมาจากส่วนต่างตรงนี้ ซึ่งยังไม่รวมค่าบริหารจัดการอื่นๆ ของโรงกลั่น ทั้งนี้ ธุรกิจโรงกลั่นไม่สามารถกำหนดราคาซื้อน้ำมันดิบ หรือราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปได้เอง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกลไกตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสงคราม ช่องว่างของสูตรคำนวณนี้กว้างขึ้นจนดูเหมือนค่าการกลั่นพุ่งไปถึง 6 บาท แต่โลกความเป็นจริงของการซื้อขายไม่ได้เป็นเช่นนั้น:

  • ต้นทุนน้ำมันดิบที่แท้จริงสูงกว่าราคาประกาศ: เมื่อโรงกลั่นไปซื้อน้ำมันดิบในตลาด ผู้ขายไม่ได้ขายในราคาตามป้ายประกาศ แต่มีการบวกสิ่งที่เรียกว่า War Premium หรือ ค่าพรีเมียมความเสี่ยงจากสงคราม เพิ่มเข้าไปอีกถึง 10-15 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
  • ค่าระวางเรือ และค่าขนส่งต่างๆ พุ่งทะลุเพดาน ซึ่งผู้รับจ้างขนส่งทางเรือไม่ยอมคิดราคาตามตารางค่าขนส่งปกติ แต่ขอปรับราคาเพิ่มขึ้นจากความกลัวภัยสงคราม

ปัจจัยทั้งสองนี้ถือเป็นต้นทุนที่แท้จริงที่พุ่งสูงขึ้น และเข้าไป กินส่วนต่าง ที่คำนวณได้จากสูตรปกติจนหมด

ยิ่งไปกว่านั้น สูตรของไทยไม่อนุญาตให้บวกพรีเมียม: ในขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกมีการบวกค่าพรีเมียมเข้าไปในการซื้อขายระหว่างประเทศเช่นกัน แต่สูตรราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย “ไม่อนุญาต” ให้โรงกลั่นนำค่าพรีเมียมดังกล่าวมาบวกเพิ่มในราคาขายในประเทศ

ผลลัพธ์คือ โรงกลั่นต้องแบกรับต้นทุนค่า War Premium จากฝั่งน้ำมันดิบ แต่ไม่สามารถนำมาเรียกเก็บคืนจากราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศได้ ดังนั้น เมื่อหักลบต้นทุนที่แท้จริงที่แฝงมากับช่วงสงครามแล้ว ส่วนต่างค่าการกลั่นที่ดูเหมือนจะกว้างถึง 6 บาทต่อลิตร จึงหดตัวลงมาเหลือเพียงประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงปกติ

รัฐบาลจึงปล่อยให้กลไกนี้เป็นไปตามการค้าเสรี เพราะค่าการกลั่นมีขึ้นมีลงตามจริง บางครั้งก็เคยปรับลดลงไปเหลือเพียง 1 บาทต่อลิตร หรือกระทั่งในบางช่วงโรงกลั่นต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนก็มีมาแล้ว

เปิดสถานะกองทุนน้ำมันฯ ติดลบไปแล้ว 16,500 ล้านบาท

ขณะที่วานนี้ (17 มีนาคม) ได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ออกมาระบุว่า จากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง จนทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกภายในประเทศกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น

ทั้งนี้หากนำมาเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน จะพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินน้อยที่สุด และเป็นประเทศเดียวที่ยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้เท่าเดิมตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน

อย่างไรก็ตาม การอุดหนุนราคาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ปัจจุบันกองทุนฯ ต้องแบกรับภาระและติดลบไปแล้ว 16,500 ล้านบาท

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล โดยกำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร แต่จะทยอยปรับครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันนี้ (18 มีนาคม) เป็นต้นไป ซึ่งหลังจากนี้ทางกระทรวงพลังงาน จะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อพิจารณาแนวทางปรับขึ้นราคาที่เหมาะสมในระยะต่อไป รวมทั้งเตรียมแผนที่จะเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลเป็นทางเลือก ซึ่งจะมีราคาต่ำ ได้แก่ น้ำมันดีเซล B10 สำหรับรถยนต์ทั่วไป (คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการระยะแรกประมาณ 1 เดือน) และ B20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ (คาดว่าจะใช้เวลาเริ่มในระยะแรกภายใน 1 สัปดาห์)

นอกจากนี้ จะมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดในอัตราลิตรละ 1 บาท และปรับลดราคาน้ำมัน E20 ลิตรละ 79 สตางค์ ส่งผลให้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ กับ E20 มีส่วนต่าง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งการปรับราคาครั้งนี้ก็เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาเติม E20 มากขึ้น เนื่องจาก E20 เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอล ซึ่งผลิตได้เองภายในประเทศ เป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและจะทำให้ลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบที่มาจากต่างประเทศ และจะทำให้ปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น

ส่วนปัญหาสถานีบริการขาดแคลนน้ำมันนั้น กระทรวงพลังงาน ได้เร่งให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มจำนวนรถขนส่งน้ำมัน เพิ่มรอบการวิ่ง สั่งการให้เปิดคลังน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง และขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร ผ่อนปรนระยะเวลารถขนส่งน้ำมัน เพื่อเร่งกระจายน้ำมันเข้าสู่ปั๊มต่างๆ ให้รวดเร็ว เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด รวมถึงการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการยกเว้นข้อจำกัดบางประการเพื่อให้รถขนน้ำมันที่ติดขัดเรื่อง spec ให้สามารถนำมาขนน้ำมันเพิ่มเติมได้ แต่ก็ต้องมีความปลอดภัย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...