โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทริส ปรับแนวโน้มเรทติ้ง TRUE เป็นบวก ความสามารถทำกำไร กระแสเงินสดแกร่ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 17.25 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 10.25 น.

ทริส คงอันดับเครดิตองค์กร-หุ้นกู้ TRUE ที่ระดับ “A+” ปรับแนวโน้มเป็น “บวก” จาก “คงที่” ความสามารถทำกำไร กระแสเงินสดแกร่ง หลังควบรวมกิจการ คาดผลดำเนินงานดีต่อเนื่องใน 3 ปีข้างหน้า

วันที่ 18 มี.ค. 2569 ทริสเรทติ้ง ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ที่ระดับ “A+” และปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “Positive” หรือ “บวก” จาก “Stable” หรือ “คงที่”

การเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตในเชิงบวกสะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรและกระแสเงินสดของบริษัทที่แข็งแกร่งขึ้นจากการรับรู้ผลประโยชน์จากการผสานพลังทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องภายหลังจากความสำเร็จในการควบรวมกิจการ ทริสเรทติ้งคาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีข้างหน้าพร้อมทั้งการมีรายจ่ายลงทุนที่มีวินัยและมีภาระหนี้สินในระดับที่ยังคงสอดคล้องกับประมาณการของทริสเรทติ้ง

ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1.8 หมื่นล้านบาทซึ่งไถ่ถอนภายใน 10 ปีของบริษัทที่ระดับ “A+” ด้วย โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ดังกล่าวไปใช้ชำระหนี้ที่มีอยู่

อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงสถานะผู้นำทางการตลาดของบริษัทในธุรกิจโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลของประเทศไทย รวมถึงการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งมีโครงข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ การถือครองคลื่นความถี่ที่หลากหลาย และการมีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตยังคงมีข้อจำกัดจากภาระหนี้สินที่อยู่ในระดับสูงของบริษัท

ในปี 2568 EBITDA ของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยมาอยู่ที่ระดับประมาณ 1.07 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.03 แสนล้านบาทในปี 2567 โดยมี EBITDA Margin ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 54.4% จากเดิมที่ 49.7% ทั้งนี้ ความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากการรับรู้ผลประโยชน์อย่างต่อเนื่องภายหลังจากการควบรวมกิจการ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และต้นทุนค่าเช่าโครงข่ายที่ลดลง นอกจากนี้ บริษัทยังประสบความสำเร็จในการพลิกฟื้นกลับมามีผลกำไรโดยมีกำไรสุทธิที่จำนวน 9.2 พันล้านบาทหลังจากหักรายการค่าใช้จ่ายเพียงครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการด้อยค่าของสินทรัพย์อีกด้วย

ทริสเรทติ้งคาดว่าความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจะยังคงแข็งแกร่งโดย EBITDA Margin จะอยู่ที่ระดับ 59%-61% ในช่วงปี 2569-2571 ทั้งนี้ อัตรากำไรที่สูงนี้มีปัจจัยสนับสนุนจากการรับรู้ผลประโยชน์ที่มีอย่างต่อเนื่องจากการควบรวมกิจการ รวมทั้งการเร่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ร่วมกับความพยายามในการปรับปรุงกระบวนการทำงานและควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การสิ้นสุดของข้อตกลงการใช้คลื่นความถี่กับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ก็จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการเช่าคลื่นความถี่หมดไปแบบเต็มปีตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดได้อย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ทริสเรทติ้ง จึงคาดว่า EBITDA ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 1.12-1.19 แสนล้านบาทต่อปีในช่วงประมาณการในขณะที่เงินทุนจากการดำเนินงานก็คาดว่าจะอยู่ในช่วง 9.1-9.8 หมื่นล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ ในช่วงประมาณการดังกล่าวทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากการให้บริการของบริษัทซึ่งไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (Interconnection Charges -- IC) และรายได้จากการให้เช่าโครงข่ายจะเติบโตในระดับเล็กน้อยในช่วง 3 ปีข้างหน้า การเติบโตนี้จะมีปัจจัยหนุนทั้งจากการขยายฐานผู้ใช้บริการและแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (Average Revenue Per User -- ARPU) ทั้งในส่วนของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง นอกจากนี้ การเติบโตจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้ข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนการจัดแพ็กเกจบริการแบบรวมกลุ่ม และกลยุทธ์การขายสินค้าและบริการเพิ่มเติม (Cross-selling/Upselling) ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่สมเหตุสมผลด้วยเช่นกัน

บริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบครบวงจรชั้นนำในประเทศไทย โดยบริษัทเป็นผู้นำในตลาดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรายใหญ่อันดับที่สองของประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังมีบทบาทสำคัญในตลาดให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก (Pay-TV) และตลาดให้บริการด้านการแพร่ภาพและกระจายเสียงอีกด้วย

ตลาดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมีลักษณะเฉพาะคือมีผู้ให้บริการจำนวนน้อยรายซึ่งเป็นผลจากการควบรวมกิจการภายในอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยตลาดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศเป็นตลาดที่มีผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2 รายคือบริษัทเองและคู่แข่งสำคัญคือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) ในขณะที่ผู้ให้บริการรายอื่น ๆ เช่น NT และผู้ให้บริการโครงข่ายเสมือน (Mobile Virtual Network Operator -- MVNO) รายย่อย ๆ นั้นมีส่วนแบ่งทางการตลาดค่อนข้างเล็ก ในขณะเดียวกัน ตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้เกิดการควบรวมกิจการครั้งสำคัญในช่วงปลายปี 2566 และส่งผลให้จำนวนผู้ให้บริการรายหลักลดลงจาก 4 รายเหลือเพียง 3 ราย ซึ่งทำให้โครงสร้างการแข่งขันมีความสมดุลมากขึ้นและทำให้แรงกดดันด้านราคาลดลง

ความได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานด้านโครงข่ายที่ครอบคลุม การมีคลื่นความถี่ที่หลากหลาย และการมีผลงานซึ่งเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรม บริษัทยังได้รับประโยชน์จากฐานผู้ใช้บริการจำนวนมากในตลาดโทรคมนาคมซึ่งช่วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ แบรนด์ “TRUE” ยังเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในหมู่ลูกค้าชาวไทยอีกด้วย ทั้งนี้ บริษัทมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่และฐานรายได้ที่แข็งแกร่งซึ่งสร้างรายได้จากการดำเนินงานรวมจากทุกสายธุรกิจที่จำนวน 1.97 แสนล้านบาทในปี 2568

หลังจากมีการปรับโครงสร้างการถือหุ้นเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งรวมถึงการขายหุ้นบางส่วนโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPG) และ Telenor Thailand Investment Pte. Ltd. (Telenor) แล้ว CPG จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทแม้ว่าจะมีการลดสัดส่วนการถือหุ้นลงไปไม่เกิน 10% ก็ตาม บริษัทยังคงได้ประโยชน์จากการสนับสนุนของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ซึ่งได้แก่ CPG และ China Mobile International Holdings Ltd. เนื่องจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่เหล่านี้มีเครือข่ายธุรกิจที่กว้างขวาง ประกอบกับมีความสามารถด้านเทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญในด้านโทรคมนาคมและการสื่อสารแบบไร้สาย

นอกจากนี้ บริษัท อะไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่หลังจากธุรกรรมการขายหุ้นของ Telenor เสร็จสิ้นลงก็มีแนวโน้มที่จะช่วยเสริมความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์เพิ่มเติมให้แก่บริษัทด้วย ความสัมพันธ์นี้คาดว่าจะช่วยกระชับความร่วมมือและส่งเสริมโอกาสในการผสานพลังในการดำเนินธุรกิจซึ่งรวมถึงการขยายฐานลูกค้าตลอดจนการขายสินค้าและให้บริการของธุรกิจภายในกลุ่มให้มากยิ่งขึ้น เช่น บริการศูนย์ข้อมูล บริการคลาวด์ (Cloud Services) รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลและการเงินแบบครบวงจรต่าง ๆ

TRUE ยังคงเป็นผู้นำในตลาดให้บริการสื่อสารแบบไร้สายของประเทศไทยในแง่ของฐานผู้ใช้บริการ โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 บริษัทมีผู้ใช้บริการทั้งสิ้นจำนวน 47.5 ล้านรายซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของส่วนแบ่งทางการตลาดทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ฐานผู้ใช้บริการของบริษัทลดลง 4.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งเป็นผลจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนการเกิดเหตุขัดข้องชั่วคราวของโครงข่ายและสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บริการมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นใน ไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ทั้งในส่วนของลูกค้าแบบเติมเงินและลูกค้าในระบบรายเดือน

ในปี 2568 มูลค่าตลาดโดยรวมของบริการสื่อสารแบบไร้สายซึ่งไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายขยายตัว 2.5% มาอยู่ที่ 2.61 แสนล้านบาท โดยการเติบโตมีปัจจัยหนุนจาก ARPU ที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ARPU ของทั้งอุตสาหกรรมยังคงมีแนวโน้มไปในทิศทางบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของระบบเติมเงินโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการใช้ข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นและการใช้บริการ 5G ที่แพร่หลายมากขึ้น ทั้งนี้ ในแง่ของส่วนแบ่งทางการตลาดด้านรายได้นั้น บริษัทมีส่วนแบ่งในสัดส่วน 49.8% ในขณะที่ AIS มีส่วนแบ่งในสัดส่วน 50.2%

ในอนาคตทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะค่อย ๆ สร้างฐานลูกค้ากลับมามากยิ่งขึ้นโดยผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายฐานลูกค้าเดิมและการขยายการให้บริการเพิ่มเติมนอกเหนือจากบริการเชื่อมต่อหลัก ในการนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างคุณภาพโครงข่ายให้แข็งแกร่งและการใช้ประโยชน์จากจำนวนคลื่นความถี่ที่กว้างขวางและครอบคลุมเพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของปริมาณการรับส่งข้อมูล

บริษัทยังคงสถานะเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงชั้นนำโดยมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งจำนวน 3.26 ล้านราย ณ เดือนธันวาคม 2568 แม้จะมีการแข่งขันจากผู้ให้บริการรายสำคัญในอุตสาหกรรม แต่รายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของบริษัทก็เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามาอยู่ที่จำนวน 2.57 หมื่นล้านบาทโดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ทริสเรทติ้งเชื่อว่าตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงยังคงมีโอกาสขยายตัวได้อีกเมื่อพิจารณาจากอัตราการเข้าถึงบริการในประเทศไทยที่ยังอยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าสภาวะการแข่งขันจะยังคงอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลเนื่องจากการแข่งขันด้านราคาลดความรุนแรงลง ซึ่งช่วยให้ผู้ให้บริการหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพการให้บริการและการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น

ในอนาคตทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เติบโตอย่างต่อเนื่องโดยได้รับแรงหนุนจากการใช้สื่อดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการปรับปรุงคุณภาพบริการในพื้นที่ให้บริการที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น และการขยายพื้นที่ให้บริการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าการเติบโตจะได้รับประโยชน์จากรายได้จากกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ขยายตัวมากขึ้น ตลอดจนการขายผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์เพิ่มเติม ส่วน ARPU นั้นคาดว่าจะค่อย ๆ เติบโตขึ้นจากการลดลงของการให้ส่วนลดในการส่งเสริมการขายและการใช้บริการเสริมที่เพิ่มมากขึ้น

ณ เดือนธันวาคม 2568 บริษัทมีหนี้สินรวมซึ่งไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่าและภาระหนี้จากค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่จำนวนทั้งสิ้น 3.26 แสนล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทมีหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนในสัดส่วนประมาณ 11% ของหนี้สินรวม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...