ทริส ปรับแนวโน้มเรทติ้ง TRUE เป็นบวก ความสามารถทำกำไร กระแสเงินสดแกร่ง
ทริส คงอันดับเครดิตองค์กร-หุ้นกู้ TRUE ที่ระดับ “A+” ปรับแนวโน้มเป็น “บวก” จาก “คงที่” ความสามารถทำกำไร กระแสเงินสดแกร่ง หลังควบรวมกิจการ คาดผลดำเนินงานดีต่อเนื่องใน 3 ปีข้างหน้า
วันที่ 18 มี.ค. 2569 ทริสเรทติ้ง ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ที่ระดับ “A+” และปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “Positive” หรือ “บวก” จาก “Stable” หรือ “คงที่”
การเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตในเชิงบวกสะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรและกระแสเงินสดของบริษัทที่แข็งแกร่งขึ้นจากการรับรู้ผลประโยชน์จากการผสานพลังทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องภายหลังจากความสำเร็จในการควบรวมกิจการ ทริสเรทติ้งคาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีข้างหน้าพร้อมทั้งการมีรายจ่ายลงทุนที่มีวินัยและมีภาระหนี้สินในระดับที่ยังคงสอดคล้องกับประมาณการของทริสเรทติ้ง
ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1.8 หมื่นล้านบาทซึ่งไถ่ถอนภายใน 10 ปีของบริษัทที่ระดับ “A+” ด้วย โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ดังกล่าวไปใช้ชำระหนี้ที่มีอยู่
อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงสถานะผู้นำทางการตลาดของบริษัทในธุรกิจโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลของประเทศไทย รวมถึงการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งมีโครงข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ การถือครองคลื่นความถี่ที่หลากหลาย และการมีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตยังคงมีข้อจำกัดจากภาระหนี้สินที่อยู่ในระดับสูงของบริษัท
ในปี 2568 EBITDA ของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยมาอยู่ที่ระดับประมาณ 1.07 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.03 แสนล้านบาทในปี 2567 โดยมี EBITDA Margin ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 54.4% จากเดิมที่ 49.7% ทั้งนี้ ความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากการรับรู้ผลประโยชน์อย่างต่อเนื่องภายหลังจากการควบรวมกิจการ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และต้นทุนค่าเช่าโครงข่ายที่ลดลง นอกจากนี้ บริษัทยังประสบความสำเร็จในการพลิกฟื้นกลับมามีผลกำไรโดยมีกำไรสุทธิที่จำนวน 9.2 พันล้านบาทหลังจากหักรายการค่าใช้จ่ายเพียงครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการด้อยค่าของสินทรัพย์อีกด้วย
ทริสเรทติ้งคาดว่าความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจะยังคงแข็งแกร่งโดย EBITDA Margin จะอยู่ที่ระดับ 59%-61% ในช่วงปี 2569-2571 ทั้งนี้ อัตรากำไรที่สูงนี้มีปัจจัยสนับสนุนจากการรับรู้ผลประโยชน์ที่มีอย่างต่อเนื่องจากการควบรวมกิจการ รวมทั้งการเร่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ร่วมกับความพยายามในการปรับปรุงกระบวนการทำงานและควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การสิ้นสุดของข้อตกลงการใช้คลื่นความถี่กับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ก็จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการเช่าคลื่นความถี่หมดไปแบบเต็มปีตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดได้อย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ทริสเรทติ้ง จึงคาดว่า EBITDA ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 1.12-1.19 แสนล้านบาทต่อปีในช่วงประมาณการในขณะที่เงินทุนจากการดำเนินงานก็คาดว่าจะอยู่ในช่วง 9.1-9.8 หมื่นล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ ในช่วงประมาณการดังกล่าวทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากการให้บริการของบริษัทซึ่งไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (Interconnection Charges -- IC) และรายได้จากการให้เช่าโครงข่ายจะเติบโตในระดับเล็กน้อยในช่วง 3 ปีข้างหน้า การเติบโตนี้จะมีปัจจัยหนุนทั้งจากการขยายฐานผู้ใช้บริการและแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (Average Revenue Per User -- ARPU) ทั้งในส่วนของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง นอกจากนี้ การเติบโตจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้ข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนการจัดแพ็กเกจบริการแบบรวมกลุ่ม และกลยุทธ์การขายสินค้าและบริการเพิ่มเติม (Cross-selling/Upselling) ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่สมเหตุสมผลด้วยเช่นกัน
บริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบครบวงจรชั้นนำในประเทศไทย โดยบริษัทเป็นผู้นำในตลาดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรายใหญ่อันดับที่สองของประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังมีบทบาทสำคัญในตลาดให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก (Pay-TV) และตลาดให้บริการด้านการแพร่ภาพและกระจายเสียงอีกด้วย
ตลาดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมีลักษณะเฉพาะคือมีผู้ให้บริการจำนวนน้อยรายซึ่งเป็นผลจากการควบรวมกิจการภายในอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยตลาดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศเป็นตลาดที่มีผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2 รายคือบริษัทเองและคู่แข่งสำคัญคือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) ในขณะที่ผู้ให้บริการรายอื่น ๆ เช่น NT และผู้ให้บริการโครงข่ายเสมือน (Mobile Virtual Network Operator -- MVNO) รายย่อย ๆ นั้นมีส่วนแบ่งทางการตลาดค่อนข้างเล็ก ในขณะเดียวกัน ตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้เกิดการควบรวมกิจการครั้งสำคัญในช่วงปลายปี 2566 และส่งผลให้จำนวนผู้ให้บริการรายหลักลดลงจาก 4 รายเหลือเพียง 3 ราย ซึ่งทำให้โครงสร้างการแข่งขันมีความสมดุลมากขึ้นและทำให้แรงกดดันด้านราคาลดลง
ความได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานด้านโครงข่ายที่ครอบคลุม การมีคลื่นความถี่ที่หลากหลาย และการมีผลงานซึ่งเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรม บริษัทยังได้รับประโยชน์จากฐานผู้ใช้บริการจำนวนมากในตลาดโทรคมนาคมซึ่งช่วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ แบรนด์ “TRUE” ยังเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในหมู่ลูกค้าชาวไทยอีกด้วย ทั้งนี้ บริษัทมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่และฐานรายได้ที่แข็งแกร่งซึ่งสร้างรายได้จากการดำเนินงานรวมจากทุกสายธุรกิจที่จำนวน 1.97 แสนล้านบาทในปี 2568
หลังจากมีการปรับโครงสร้างการถือหุ้นเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งรวมถึงการขายหุ้นบางส่วนโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPG) และ Telenor Thailand Investment Pte. Ltd. (Telenor) แล้ว CPG จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทแม้ว่าจะมีการลดสัดส่วนการถือหุ้นลงไปไม่เกิน 10% ก็ตาม บริษัทยังคงได้ประโยชน์จากการสนับสนุนของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ซึ่งได้แก่ CPG และ China Mobile International Holdings Ltd. เนื่องจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่เหล่านี้มีเครือข่ายธุรกิจที่กว้างขวาง ประกอบกับมีความสามารถด้านเทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญในด้านโทรคมนาคมและการสื่อสารแบบไร้สาย
นอกจากนี้ บริษัท อะไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่หลังจากธุรกรรมการขายหุ้นของ Telenor เสร็จสิ้นลงก็มีแนวโน้มที่จะช่วยเสริมความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์เพิ่มเติมให้แก่บริษัทด้วย ความสัมพันธ์นี้คาดว่าจะช่วยกระชับความร่วมมือและส่งเสริมโอกาสในการผสานพลังในการดำเนินธุรกิจซึ่งรวมถึงการขยายฐานลูกค้าตลอดจนการขายสินค้าและให้บริการของธุรกิจภายในกลุ่มให้มากยิ่งขึ้น เช่น บริการศูนย์ข้อมูล บริการคลาวด์ (Cloud Services) รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลและการเงินแบบครบวงจรต่าง ๆ
TRUE ยังคงเป็นผู้นำในตลาดให้บริการสื่อสารแบบไร้สายของประเทศไทยในแง่ของฐานผู้ใช้บริการ โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 บริษัทมีผู้ใช้บริการทั้งสิ้นจำนวน 47.5 ล้านรายซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของส่วนแบ่งทางการตลาดทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ฐานผู้ใช้บริการของบริษัทลดลง 4.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งเป็นผลจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนการเกิดเหตุขัดข้องชั่วคราวของโครงข่ายและสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บริการมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นใน ไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ทั้งในส่วนของลูกค้าแบบเติมเงินและลูกค้าในระบบรายเดือน
ในปี 2568 มูลค่าตลาดโดยรวมของบริการสื่อสารแบบไร้สายซึ่งไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายขยายตัว 2.5% มาอยู่ที่ 2.61 แสนล้านบาท โดยการเติบโตมีปัจจัยหนุนจาก ARPU ที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ARPU ของทั้งอุตสาหกรรมยังคงมีแนวโน้มไปในทิศทางบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของระบบเติมเงินโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการใช้ข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นและการใช้บริการ 5G ที่แพร่หลายมากขึ้น ทั้งนี้ ในแง่ของส่วนแบ่งทางการตลาดด้านรายได้นั้น บริษัทมีส่วนแบ่งในสัดส่วน 49.8% ในขณะที่ AIS มีส่วนแบ่งในสัดส่วน 50.2%
ในอนาคตทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะค่อย ๆ สร้างฐานลูกค้ากลับมามากยิ่งขึ้นโดยผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายฐานลูกค้าเดิมและการขยายการให้บริการเพิ่มเติมนอกเหนือจากบริการเชื่อมต่อหลัก ในการนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างคุณภาพโครงข่ายให้แข็งแกร่งและการใช้ประโยชน์จากจำนวนคลื่นความถี่ที่กว้างขวางและครอบคลุมเพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของปริมาณการรับส่งข้อมูล
บริษัทยังคงสถานะเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงชั้นนำโดยมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งจำนวน 3.26 ล้านราย ณ เดือนธันวาคม 2568 แม้จะมีการแข่งขันจากผู้ให้บริการรายสำคัญในอุตสาหกรรม แต่รายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของบริษัทก็เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามาอยู่ที่จำนวน 2.57 หมื่นล้านบาทโดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
ทริสเรทติ้งเชื่อว่าตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงยังคงมีโอกาสขยายตัวได้อีกเมื่อพิจารณาจากอัตราการเข้าถึงบริการในประเทศไทยที่ยังอยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าสภาวะการแข่งขันจะยังคงอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลเนื่องจากการแข่งขันด้านราคาลดความรุนแรงลง ซึ่งช่วยให้ผู้ให้บริการหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพการให้บริการและการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น
ในอนาคตทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เติบโตอย่างต่อเนื่องโดยได้รับแรงหนุนจากการใช้สื่อดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการปรับปรุงคุณภาพบริการในพื้นที่ให้บริการที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น และการขยายพื้นที่ให้บริการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าการเติบโตจะได้รับประโยชน์จากรายได้จากกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ขยายตัวมากขึ้น ตลอดจนการขายผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์เพิ่มเติม ส่วน ARPU นั้นคาดว่าจะค่อย ๆ เติบโตขึ้นจากการลดลงของการให้ส่วนลดในการส่งเสริมการขายและการใช้บริการเสริมที่เพิ่มมากขึ้น
ณ เดือนธันวาคม 2568 บริษัทมีหนี้สินรวมซึ่งไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่าและภาระหนี้จากค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่จำนวนทั้งสิ้น 3.26 แสนล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทมีหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนในสัดส่วนประมาณ 11% ของหนี้สินรวม