สวนดุสิตโพลเผยคนไทยอ่วม! ร้อนนี้ทนแทบไม่ไหว ผวา "ค่าไฟพุ่ง" จี้รัฐช่วยตรึงราคา
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับอากาศร้อน”กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,306 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 21-24 เมษายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่าจากอากาศร้อนในช่วงนี้กลุ่มตัวอย่างรู้สึกได้ว่าร้อนมากจนทนแทบไม่ไหว ร้อยละ 68.22 ขณะเดียวกันมีวิธีรับมือกับอากาศร้อนด้วยการดื่มน้ำเย็นมากขึ้น ร้อยละ 82.01 ประเด็นที่กังวลจากอากาศร้อนในช่วงนี้ คือค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 85.22 ในภาพรวมมองว่าคนไทยควรปรับวิถีชีวิตประจำวันเพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างจริงจัง ร้อยละ 72.13นอกจากนี้ยังเห็นว่าภาครัฐควรดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในช่วงอากาศร้อนจัดด้วยการลดหรือตรึงค่าไฟฟ้า ร้อยละ 77.95
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า อากาศร้อนกลายเป็นปัญหาใกล้ตัวที่กระทบชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างรุนแรงโดยไม่ใช่เพียงความไม่สบายตัวแต่เชื่อมโยงไปถึงภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่กังวลอย่างมากสะท้อนว่าการรับมือของประชาชนต้องแลกมากับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและคาดหวังว่ารัฐบาลจะมีมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายควบคู่กับการวางแผนระยะยาวเพื่อเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ดร.พรธิดา เทพประสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ท่ามกลางปรากฏการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญ ไม่ใช่เพียงแค่ “อากาศร้อน” ตามฤดูกาล แต่กำลังเข้าสู่สภาวะ “Extreme Heat” หรือสภาพอากาศสุดขั้วรวมถึงปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งใหม่ที่กำลังจะเริ่มในเดือนมิถุนายน 2569 และอาจลากยาวถึงปี 2570 ผลสำรวจสะท้อนชัดถึงวิกฤตความร้อนที่คนไทยส่วนใหญ่ยอมรับว่าพุ่งสูงจนเกือบถึงขีดจำกัดซึ่งไม่ได้เพียงสร้างความวิตกกังวลต่อภาระค่าไฟ แต่ยังพ่วงมาด้วยความกังวลต่อสุขภาพและในเชิงสิ่งแวดล้อมความร้อนจะเกิดขึ้นควบคู่กับสภาวะอากาศที่กักขังฝุ่น PM 2.5 ให้สะสมตัวจนเป็นอันตราย กลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตที่ทำให้ประชาชนต้องปรับวิถีชีวิตเพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป
ขณะเดียวกันสภาพอากาศสุดขั้วนี้ยังส่งสัญญาณไปถึงภาครัฐให้เร่งบริหารจัดการน้ำและพลังงานเพื่อรับมือกับภัยแล้งที่ยาวนานกว่าปกติ การปรับตัวของคนไทยในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ “การซื้อน้ำแข็งหรือเปิดแอร์” แต่คือการปรับวิถีชีวิตสู่การเป็นพลเมืองที่พร้อมรับมือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปการที่ผลโพลชี้ว่าประชาชนต้องการเห็นการจัดการจากภาครัฐ สะท้อนว่านี่คือ “วาระแห่งชาติ”ที่ต้องบูรณาการทั้งเรื่องพลังงาน สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของครัวเรือนไทยในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ