โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ญาติเหยื่อโศกนาฏกรรมตึก สตง.ถล่ม ร่วมจัดพิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี

The Reporters

อัพเดต 28 มี.ค. เวลา 04.19 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. เวลา 04.19 น.

ยังรอคอยคนผิดมารับโทษ หวังกาลเวลาช่วยเยียวยาจิตใจ วอนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องออกมาบอกความจริงให้ประชาชนได้รู้

วันนี้ (28 มี.ค.69) บรรดาญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พังถล่มลงมา เดินทางมาร่วมพิธีทำบุญให้กับผู้เสียชีวิตภายในตึก สตง.ภายหลังครบรอบ 1 ปี โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 93 ศพ และผู้สูญหาย 3 ราย รวมถึงผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า

ทั้งนี้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตที่เข้ามาภายในตึก ต่างเห็นซากความเสียหายที่ยังหลงเหลืออยู่ บางคนร่ำไห้ออกมาด้วยความเสียใจและคิดถึง หลายคนยังทำใจไม่ได้และเสียใจกับการต้องสูญเสียคนใกล้ชิดในเหตุการณ์ดังกล่าว

สำหรับพิธีทำบุญครบรอบ 1 ปีในวันนี้ ทางญาติของผู้เสียชีวิตได้ร่วมกันจัดพิธีถวายภัตตาหารเพล โดยนิมนต์พระ 9 รูปจากวัดยานนาวามาประกอบพิธี ซึ่งมีนายคณพศ หงสาวรางกูร รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะตัวแทนของ สตง.เดินทางมาร่วมทำบุญและอำนวยความสะดวกให้กับญาติของผู้เสียชีวิตอีกด้วย

ด้าน นางสาวเฉลิมศรี พรมสา แม่ของนายปรเมศวร์ รอดน้อย คนงานออกแบบที่เสียชีวิตขณะควบคุมงานทำราวบันไดของตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ซึ่งมาทำงานได้เพียง 2 วันก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนสูญเสียลูกชาย ซึ่งวันนี้จึงได้มีการจัดทำบุญครบรอบ 1 ปี แต่เมื่อได้โทรไปหาสำนักงานเขตและ สตง.ก็ทราบว่าไม่ได้มีการจัดกิจกรรมทำบุญอะไร ตนจึงอยากจะขออนุญาตเข้าพื้นที่ เนื่องจากอยากจะทำบุญให้กับลูกชาย เพราะเป็นวันที่เราสูญเสียลูกไป จึงได้ขออนุญาต เจ้าหน้าที่ก็มาคอยอำนวยความสะดวกให้

นางสาวเฉลิมศรี กล่าวต่อว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ญาติและครอบครัวของผู้สูญเสียทุกคนไม่สามารถบรรยายความรู้สึกได้จนถึงตอนนี้ และยังไม่รู้ความจริงว่าสรุปแล้วเรื่องเกิดจากอะไร ซึ่งเราอยากได้คำตอบจากคนที่รู้หรือคนที่กำลังทำงานอยู่ ช่วยชี้แจงให้ทางครอบครัวทราบบ้างว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ส่วนตัวเชื่อว่าคนทั้งประเทศก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น

“วันที่ 28 เมื่อปีที่แล้ว เรารู้สึกถึงแผ่นดินไหว เป็นวันที่รู้สึกเจ็บปวด ทุกคนรู้ทั้งประเทศ แต่คนที่ผิดไม่รู้อะไรเลย จึงอยากให้เป็นกระบอกเสียงช่วยบอกพวกเราหน่อยว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง เหตุการณ์มันเกิดจากอะไร มีคนผิดหรือไม่ หรือมีอะไรช่วยบอกเราหน่อย”

นางสาวเฉลิมศรี กล่าวถึงการขอความเป็นธรรมว่า เราอยากหาคนผิดก่อนในเบื้องต้น ซึ่งเรื่องที่ลูกชายเสียชีวิต เราส่งเสียเขา ก็อยากให้เขามาดูแลเรา ขออย่ามองว่าเราเป็นก่อสร้าง ไม่ใช่ว่าตายแล้วให้เท่านี้ ทำไมถึงมาดูถูกว่าคนก่อสร้าง ให้เงินฟาดหัวแค่นี้ถึงจะจบ ใช้เงินฟาดหัวเราแค่นี้หรือ แต่เราส่งเสียลูกเราตั้งแต่เรียนไม่ว่าเงินจำนวนไหนก็ประเมินค่าชีวิตของคนไม่ได้

ส่วนตัวเลขเงินที่ได้รับชดเชยนั้น เราได้รับจากหลายหน่วยงาน และยังมีทางบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ให้เงินเยียวยาครอบครัวของผู้สูญเสียบริษัทละ 5 แสนบาท รวมเป็น 1 ล้านบาทต่อ 1 ครอบครัว

“ตอนนี้ก็ผ่านมาปีนึงแล้ว ทุกคนก็เหมือนกับเดินไปเรื่อย ๆ กับคำว่าชิน ชา และเฉย เราก็ยังคุยแชทกับลูกเรา ถึงเขาจะตอบหรือไม่ตอบเหมือนที่เราคุยกันอยู่ทุกวัน วันนี้กินข้าวหรือยัง แม่มาหานะ แม่มาทำบุญนะ เหมือนเราเป็นบ้า คนอื่นก็มองว่าเราคงเป็นบ้าไปแล้ว เป็นโรคจิตคุยโทรศัพท์กับลูก แต่เราก็อยากคุย เพราะทั้งชีวิตเราก็มีลูกแค่คนเดียว”

สำหรับสิ่งที่จะช่วยให้หลุดออกจากความเสียใจนี้ได้ นางสาวเฉลิมศรี ตอบว่า คงเป็นกาลเวลา เพราะเวลาจะเยียวยาเราเอง และความถูกต้องที่คนทำผิดจะต้องมารับโทษตรงนั้นมากกว่า และที่มาในวันนี้เราก็มองหาว่าลูกอยู่ตรงไหน เขาจะเจ็บแค่ไหน หรือว่าเขาไม่เจ็บเลย ลูกและเพื่อน ๆ ที่อยู่ตรงนี้เขาจะได้รับรู้ไหมว่าคนที่ผิดมันมีอยู่จริง ๆ มีอยู่จริง แต่ทำไมไม่ออกมารับโทษบ้าง

นางสาวเฉลิมศรี ระบุด้วยว่า ที่ลูกชายของตนมารับงานเสริมดูแลผู้รับเหมาก่อสร้าง 5 คน ซึ่งลูกชายทำงานได้ 2 วัน และวันที่ 3 ก็เกิดเหตุ ซึ่งตนไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำว่าลูกมารับงานเสริม โดยสาเหตุที่ลูกชายมารับงานเสริมที่นี่เป็นเพราะว่าอยากจะหาเงินมาดูแลครอบครัว และโดยประโยคสุดท้ายที่ลูกชายบอกกับตนคือ “รักแม่นะ” เพราะเราบอกรักกัน กอดกันทุกวันที่เจอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...