โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เอกนิติ เปิดเหตุผล ลดอุดหนุนราคาน้ำมัน หวั่นไทยเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 05.10 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. เวลา 08.12 น.

“เอกนิติ” เผยรัฐใช้เครื่องมือที่แก้วิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ย้ำลดอุดหนุนราคาน้ำมัน หวั่นประเทศไทยเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ซ้ำรอยต้มยำกุ้ง

ที่ตึกสันติไมตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน Meet the Press “1 เดือนในวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”ว่า วิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้ เป็นวิกฤตของโลก เป็นวิกฤตพลังงานที่กระทบทั้งโลก เป็นวิกฤตที่ไม่ได้มีใครคาดมาก่อน และเป็นวิกฤตที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะจบอย่างไร ซึ่งรัฐบาลพยายามชะลอผลกระทบกับประชาชนให้ได้มากที่สุด หลังเกิดสงคราม 1 เดือน สิ่งแรกที่ทำคือดูแลประชาชนให้ปลอดภัยที่สุด และกระทรวงการต่างประเทศได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

“ต่อมาคือผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสงครามตะวันออกกลางกระทบกับพลังงานทั่วโลก และพลังงานที่สำคัญคือน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เป็นปัจจัยหลักในการผลิต ซึ่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้น นำมาสู่ผลกระทบคนทั้งโลกคือด้านพลังงาน”

ใช้กองทุนน้ำมันชะลอผลกระทบ

สิ่งแรกที่ทำคือ ใช้เครื่องมือทุกอย่างที่รัฐบาลมี ใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปดูแลรักษาเสถียรภาพ ชะลอผลกระทบกับประชาชนอย่างเต็มที่ 15 วันแรก เมื่อสถานการณ์ผ่านไป 1 เดือน เป็นที่ชัดเจนสงครามไม่ได้จบเร็ว ทุกประเทศได้รับผลกระทบเช่นกัน สิ่งที่ทำคือจะชะลอผลกระทบกับประชาชนอย่างไรให้ได้มากที่สุด บนเครื่องมือที่รัฐบาลและเงินที่รัฐบาลมี ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน และใช้ให้คุ้มค่าที่สุด

“ประเทศส่วนใหญ่เลือกไม่ฝืนสภาพความเป็นจริง หลายประเทศปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวตามตลาด แต่ไทยเราเลือกไม่ปล่อยตามกลไกตลาดทั้งหมด ใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพเท่าที่ทำได้อย่างเต็มที่ ให้กองทุนน้ำมันขาดทุนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ “

ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผลกระทบของราคาน้ำมันในตลาดโลก ไปกระทบกับประชาชนรุนแรง จึงอุดหนุนอย่างเต็มที่ในช่วงแรก และค่อยๆ ลดการอุดหนุน เพราะถ้าเราไม่ลดการอุดหนุนกองทุนน้ำมันจะขาดทุนโดยไม่จำกัด ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงไม่ใช่แค่วิกฤตพลังงาน แต่จะเกิดเหมือนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ขณะนั้นมีการแทรกแซงค่าเงินบาท ไม่ให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด สูญเสียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด เกิดผลกระทบวงกว้าง ประชาชนเดือดร้อน เราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นไม่ได้

หวั่นไทยเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต

“จึงต้องตัดสินใจบริหารจัดการบนเครื่องมือ เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยตัดสินใจเลิกอุดหนุนราคาน้ำมัน แต่วันนี้เรายังอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ ต่างจากประเทศอื่นในอาเซียนที่ปล่อยลอยตัวไปแล้ว ทำให้ราคาน้ำมันในไทยยังต่ำกว่าประเทศในอาเซียน ในชีวิตผมไม่เคยเห็นน้ำมันไทยราคาต่ำกว่ามาเลเซีย แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพราะเราใช้กองทุนน้ำมันฯมาอุดหนุนไม่ใช้กระทบประชาชนมาก แต่เราต้องปรับตัว ต้องลดการอุดหนุน ขณะที่รัฐบาลต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน เพราะไม่รู้ว่าวิกฤตครั้งนี้จะนานเท่าไร เราต้องเตรียมความพร้อม”

อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีงบประมาณจำกัด ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่เงินของรัฐบาล จึงต้องใช้ให้คุ้มค่าสำหรับการดูแลประชาชน จึงเลือกตัดสินใจใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดดูแลกลุ่มเปราะบาง คือกลุ่มคนที่รายได้น้อย โดยใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการดูแล เมื่อมีรัฐบาลชุดเต็มเข้ามา ต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอาจจะรุนแรงมากกว่าคนอื่นเพื่อชะลอผลกระทบ และจะใช้ทุกเครื่องมือกลไกที่สามารถทำได้ชะลอผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้

รัฐ-เอกชน-ประชาชนต้องช่วยกันฝ่าวิกฤต

“วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตโลก เราต้องช่วยกันทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาชน เราต้องร่วมมือกัน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน”

แม้ว่ากองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือเดียวที่ดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันสูงเกินไป แต่ยังมีกลุ่มคนอีกมาก ที่ไม่ได้ใช้รถ หรือไม่ได้ใช้น้ำมันโดยตรง แต่ได้รับผลกระทบ ถ้าเอาเงินทั้งหมดไปอุ้มหรือไปแทรกแซงราคาน้ำมัน กลุ่มคนที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือกลุ่มคนใช้รถ และใช้น้ำมันในการผลิต แต่ยังมีกลุ่มคนที่เขาไม่ได้ใช้ ฉะนั้น ต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ดูแลประชาชนทุกกลุ่ม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอกนิติ เปิดเหตุผล ลดอุดหนุนราคาน้ำมัน หวั่นไทยเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...