‘เราจะรู้ตัวไหมที่เอาความชอบของแฟน มาเป็นความชอบของตัวเอง’ เพราะหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ คือการแบ่งปันความชอบของกันและกัน โดยที่ยังไม่ทิ้งตัวตนความเป็นเรา
เคยสังเกตตัวเองไหมว่า หลังจากคบกับใครสักพัก เราเริ่มฟังเพลงแนวที่ไม่เคยชอบ เข้าร้านอาหารที่ไม่เคยกิน เริ่มใช้วลีแปลกๆ ตามเขา หรือแม้แต่หันมาสนใจศิลปะแบบเดียวกับที่เขาหลงใหล สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และอาจไม่ใช่แค่การตามใจแฟน แต่คือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Self-Expansion หรือการขยายอัตลักษณ์ตัวตนของเรา
Thairath Plus จะพาไปสำรวจว่าการที่เรา ‘กลายเป็นเขา’ ในบางส่วนนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร เราจะรู้ตัวไหม และเส้นกั้นระหว่าง ‘ความรักที่เติบโต’ กับ ‘การสูญเสียตัวตน’ เราควรอยู่ตรงไหนถึงจะพอดี
ทำไมความชอบของเขาถึงกลายเป็นความชอบของเรา?
ทฤษฎี Self-Expansion Model ถูกนำเสนอโดย Dr. Arthur Aron นักจิตวิทยาชื่อดัง เขาอธิบายว่ามนุษย์มีความต้องการพื้นฐานที่จะขยายขีดความสามารถและตัวตนให้กว้างขึ้น เมื่อเราตกหลุมรักใครสักคน เราไม่ได้เพียงแค่รักในตัวตนของเขา แต่เรายังดึงเอาตัวตนของแฟนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา (Inclusion of Other in the Self) ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องกาแฟ ทักษะการเล่นกีฬา สถานที่ท่องเที่ยว หรือแม้แต่ทัศนคติทางการเมืองที่แปลกใหม่
เราจึงซึมซับเอาความรู้ ความสนใจ และทัศนคติของเขามาเป็นของเราโดยอัตโนมัติ จนเกิดสภาวะที่เรียกว่า Cognitive Overlap หรือการทับซ้อนกัน เพื่อให้เรารู้สึกว่าตัวตนของเรานั้น ‘ใหญ่ขึ้น’ และมีขีดความสามารถในการจัดการกับโลกใบนี้ได้ดีกว่าเดิม
เรา ‘รู้ตัว’ ไหม? เมื่อเราเริ่มกลมกลืนไปกับตัวตนของคนรัก
ในช่วงแรกของความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นในช่วง Honeymoon Phase หรือมีสถานะแบบ Situationship ส่วนใหญ่เรามักจะ ‘ไม่รู้ตัว’ งานวิจัยทางสมองพบว่าในช่วงนี้ ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุขอย่าง โดพามีน (Dopamine) และออกซิโทซิน (Oxytocin) ออกมาในปริมาณมาก สารเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนม่านบังตาที่ทำให้เราเกิดการ ‘เลียนแบบ’ (Mirroring) โดยสัญชาตญาณ
ในระยะนี้ เราจะรู้สึกสนุกไปกับกิจกรรมที่เขาชอบจริงๆ เช่น จากคนที่ไม่เคยตื่นเช้า แต่พอแฟนชวนไปวิ่งตอนตีห้า เรากลับรู้สึกสดชื่นและอยากไป นั่นเป็นเพราะสมองนำความสุขจากการที่ ‘ได้อยู่กับเขา’ ไปผูกติดกับ ‘กิจกรรม’ นั้นๆ จนเราแยกไม่ออกว่าเราชอบวิ่งจริงๆ หรือแค่ชอบคนข้างๆ กันแน่
แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนความสัมพันธ์เริ่มเข้าสู่ช่วงที่มั่นคงและพ้นจากความตื่นเต้นในระยะแรกไปแล้ว สารเคมีในสมองจะเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติ เราจะเริ่มกลับมา ‘รู้ตัว’ มากขึ้น และแยกแยะได้ชัดเจนขึ้นว่า สิ่งไหนคือความชอบส่วนตัวของเราจริงๆ และสิ่งไหนที่เราทำไปเพียงเพราะอยากเอาใจหรืออยากใช้เวลาร่วมกับเขา
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือการที่เราอาจค้นพบในภายหลังว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้อินกับการดูฟุตบอลเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่เราโหยหาและชอบจริงๆ คือ ‘บรรยากาศ’ ความอบอุ่นในตอนที่ได้นั่งดูฟุตบอลอยู่ข้างๆ เขาต่างหาก การได้มีกิจกรรมร่วมกัน หรือชอบที่เห็นเขามีความสุขมากกว่าตัวกิจกรรมนั้นๆ ซึ่งการรู้ตัวในจุดนี้คือจุดเริ่มต้นของการหา ‘จุดสมดุล’ ระหว่างความเป็นเราของเราทั้งสองคน
เมื่อเราตกหลุมรักใครสักคน เราไม่ได้เพียงแค่รักในตัวตนของเขา แต่เรายังดึงเอาตัวตนของแฟนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา
สร้างความสัมพันธ์ให้มั่นคงด้วยการเปิดรับตัวตนของกันและกัน
การที่เราซึมซับเอาความสนใจของแฟนมาเป็นของตนเองนั้น อาจไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไร และมันก็ไม่ใช่การสูญเสียตัวตนไปในทุกกรณี เพราะนักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น ‘กาวใจ’ ชั้นดีที่จะช่วยประคองความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยเช่นกัน โดยงานวิจัยจาก Journal of Personality and Social Psychology มายืนยันว่าคู่รักที่มีระดับแนวคิด Self-Expansion สูง หรือมีการทำกิจกรรมใหม่ๆ ร่วมกันและแบ่งปันความชอบให้กัน จะมี Relationship Satisfaction หรือความพึงพอใจในความสัมพันธ์ที่สูงกว่าคู่รักทั่วไป
ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากความใกล้ชิด (Intimacy) ที่ลึกซึ้งขึ้น เมื่อเราเริ่มเรียนรู้และอินไปกับสิ่งที่แฟนชอบ พื้นที่ทับซ้อนระหว่างโลกสองใบจะค่อยๆ ขยายใหญ่จนกลายเป็น ‘โลกใบเดียวกัน’ มากขึ้น เราจะมีหัวข้อสนทนาที่เข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง มีกิจกรรมที่ทำร่วมกันได้โดยไม่รู้สึกเคอะเขิน ซึ่งความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันนี้เอง ที่เป็นรากฐานของความผูกพันที่มั่นคงขึ้น
รวมถึงเป็นการได้ลดความน่าเบื่อในชีวิตคู่ เพราะปัญหาใหญ่ของความสัมพันธ์ระยะยาวคือความจำเจ แต่การที่เรายอมกลมกลืนเข้าไปเรียนรู้โลกใบใหม่ของแฟน ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกที่แปลกตาหรือรสนิยมที่ไม่คุ้นเคย จะช่วยให้ชีวิตคู่มีสีสันและมีความตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ซ้ำซากและเต็มไปด้วยพลังงานบวกในทุกๆ วัน
จุดไหนที่เรียกว่ามากเกินไป เมื่อการขยายตัวตนจน ‘สูญเสียความเป็นตัวเอง’
แม้ว่าการปรับตัวเข้าหากันจะเป็นเสมือนกาวใจที่จะช่วยประคองความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ทุกอย่างย่อมมีขีดจำกัดที่พอดี ในทางจิตวิทยา หากเราขยายตัวตนเพื่อไปรวมกับอีกฝ่ายมากเกินไปจน ‘เนื้อหา’ ของตัวเราเริ่มบางลง หรือที่เรียกว่า Over-incorporation นั่นคือสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าเรากำลังเริ่มสูญเสียความเป็นตัวเองไปอย่างช้าๆ
สัญญาณแรกที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการที่ ‘ความชอบเดิมเลือนหายไปจนหมดสิ้น’ หากเราพบว่ากิจกรรมที่เราเคยหลงรักหรืองานอดิเรกที่เคยสร้างความสุขให้เราหายไป เพียงเพื่อจะเอาเวลาทั้งหมดไปทุ่มเทกับสิ่งที่เขาชอบ นั่นไม่ใช่การแลกเปลี่ยนตัวตน แต่คือการถูกกลืนกินไปกับสิ่งที่เขาชอบ
นอกจากนี้ หากแรงจูงใจในการทำกิจกรรมเหล่านั้นไม่ได้มาจากความเต็มใจ แต่ทำไปเพียงเพื่อ ‘หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง’ หรือเป็นการทำเพราะเอาใจ เพราะกลัวว่าถ้าไม่ทำตามเขาจะไม่รัก หรือกลัวการถูกทอดทิ้ง ซึ่งมักเกิดในกลุ่มที่มีความกังวลในความสัมพันธ์สูง หรือ Anxious Attachment สิ่งนี้จะกลายเป็นระเบิดเวลาที่สร้างความเหนื่อยล้าในระยะยาว
และสภาวะที่น่ากังวลที่สุดคือความรู้สึก ‘อึดอัดจากการกดทับตัวตน’ หรือความรู้สึกเหมือนต้องสวมหน้ากากอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นในสิ่งที่เขาอยากให้เป็น จนวันหนึ่งเราอาจจะตื่นมาแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘แท้จริงแล้วเราคือใครกันแน่?’
ความสัมพันธ์ดีจึงควรมี ‘พื้นที่ตรงกลาง’ ที่ทั้งคู่สร้างขึ้นมาร่วมกัน และต้องไม่ใช่การที่ใครคนใดคนหนึ่งยอมถูกลบหายไป เพื่อให้เหลือเพียงตัวตนของเขาเพียงอย่างเดียว
ท้ายที่สุดแล้ว การเปิดรับตัวตนของคนรักเข้ามา ไม่ใช่การสูญเสียตัวเอง แต่คือการ ‘ขยายขอบเขตของตนเอง’ ให้กว้างขึ้นผ่านการเรียนรู้สิ่งใหม่ หัวใจสำคัญคือการรักษาจุดสมดุลระหว่างการเติบโตไปพร้อมกับเขา โดยที่ยังไม่ทิ้งความเป็นเรา เพราะความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด คือการที่คนสองคนช่วยกันทำให้โลกของกันและกันกว้างใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
อ้างอิง
Self-Expansion Theory: Origins, Current Evidence, and Future Horizons
บทความต้นฉบับได้ที่ : ‘เราจะรู้ตัวไหมที่เอาความชอบของแฟน มาเป็นความชอบของตัวเอง’ เพราะหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ คือการแบ่งปันความชอบของกันและกัน โดยที่ยังไม่ทิ้งตัวตนความเป็นเรา
บทความที่เกี่ยวข้อง
- จาก ‘ซากีกุน’ เพลงติดหูสู่ดนตรี ‘ทร็อต’ สำรวจแนวดนตรีลูกทุ่งเกาหลี ที่เป็นรากฐานของ K-pop
- ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ อาจส่งผลถึงเซลล์ภายใน มาเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดทางใจ เมื่อเรายิ่งแก่ไว หากต้องทนอยู่กับคนที่น่ารำคาญ
- เสียงสะท้อนคนต่างแดน เจอวิกฤตน้ำมันเหมือนกันหรือไม่? ชวนคนต่างแดนคุยว่า ในวันที่คนไทยหวั่นพลังงานหมด และบางปั๊มไม่มีน้ำมันให้เติม ชีวิตประจำวันในอีกซีกโลกเป็นอย่างไร
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath