โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เราจะรู้ตัวไหมที่เอาความชอบของแฟน มาเป็นความชอบของตัวเอง’ เพราะหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ คือการแบ่งปันความชอบของกันและกัน โดยที่ยังไม่ทิ้งตัวตนความเป็นเรา

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

เคยสังเกตตัวเองไหมว่า หลังจากคบกับใครสักพัก เราเริ่มฟังเพลงแนวที่ไม่เคยชอบ เข้าร้านอาหารที่ไม่เคยกิน เริ่มใช้วลีแปลกๆ ตามเขา หรือแม้แต่หันมาสนใจศิลปะแบบเดียวกับที่เขาหลงใหล สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และอาจไม่ใช่แค่การตามใจแฟน แต่คือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Self-Expansion หรือการขยายอัตลักษณ์ตัวตนของเรา

Thairath Plus จะพาไปสำรวจว่าการที่เรา ‘กลายเป็นเขา’ ในบางส่วนนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร เราจะรู้ตัวไหม และเส้นกั้นระหว่าง ‘ความรักที่เติบโต’ กับ ‘การสูญเสียตัวตน’ เราควรอยู่ตรงไหนถึงจะพอดี

ทำไมความชอบของเขาถึงกลายเป็นความชอบของเรา?

ทฤษฎี Self-Expansion Model ถูกนำเสนอโดย Dr. Arthur Aron นักจิตวิทยาชื่อดัง เขาอธิบายว่ามนุษย์มีความต้องการพื้นฐานที่จะขยายขีดความสามารถและตัวตนให้กว้างขึ้น เมื่อเราตกหลุมรักใครสักคน เราไม่ได้เพียงแค่รักในตัวตนของเขา แต่เรายังดึงเอาตัวตนของแฟนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา (Inclusion of Other in the Self) ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องกาแฟ ทักษะการเล่นกีฬา สถานที่ท่องเที่ยว หรือแม้แต่ทัศนคติทางการเมืองที่แปลกใหม่

เราจึงซึมซับเอาความรู้ ความสนใจ และทัศนคติของเขามาเป็นของเราโดยอัตโนมัติ จนเกิดสภาวะที่เรียกว่า Cognitive Overlap หรือการทับซ้อนกัน เพื่อให้เรารู้สึกว่าตัวตนของเรานั้น ‘ใหญ่ขึ้น’ และมีขีดความสามารถในการจัดการกับโลกใบนี้ได้ดีกว่าเดิม

เรา ‘รู้ตัว’ ไหม? เมื่อเราเริ่มกลมกลืนไปกับตัวตนของคนรัก

ในช่วงแรกของความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นในช่วง Honeymoon Phase หรือมีสถานะแบบ Situationship ส่วนใหญ่เรามักจะ ‘ไม่รู้ตัว’ งานวิจัยทางสมองพบว่าในช่วงนี้ ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุขอย่าง โดพามีน (Dopamine) และออกซิโทซิน (Oxytocin) ออกมาในปริมาณมาก สารเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนม่านบังตาที่ทำให้เราเกิดการ ‘เลียนแบบ’ (Mirroring) โดยสัญชาตญาณ

ในระยะนี้ เราจะรู้สึกสนุกไปกับกิจกรรมที่เขาชอบจริงๆ เช่น จากคนที่ไม่เคยตื่นเช้า แต่พอแฟนชวนไปวิ่งตอนตีห้า เรากลับรู้สึกสดชื่นและอยากไป นั่นเป็นเพราะสมองนำความสุขจากการที่ ‘ได้อยู่กับเขา’ ไปผูกติดกับ ‘กิจกรรม’ นั้นๆ จนเราแยกไม่ออกว่าเราชอบวิ่งจริงๆ หรือแค่ชอบคนข้างๆ กันแน่

แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนความสัมพันธ์เริ่มเข้าสู่ช่วงที่มั่นคงและพ้นจากความตื่นเต้นในระยะแรกไปแล้ว สารเคมีในสมองจะเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติ เราจะเริ่มกลับมา ‘รู้ตัว’ มากขึ้น และแยกแยะได้ชัดเจนขึ้นว่า สิ่งไหนคือความชอบส่วนตัวของเราจริงๆ และสิ่งไหนที่เราทำไปเพียงเพราะอยากเอาใจหรืออยากใช้เวลาร่วมกับเขา

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือการที่เราอาจค้นพบในภายหลังว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้อินกับการดูฟุตบอลเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่เราโหยหาและชอบจริงๆ คือ ‘บรรยากาศ’ ความอบอุ่นในตอนที่ได้นั่งดูฟุตบอลอยู่ข้างๆ เขาต่างหาก การได้มีกิจกรรมร่วมกัน หรือชอบที่เห็นเขามีความสุขมากกว่าตัวกิจกรรมนั้นๆ ซึ่งการรู้ตัวในจุดนี้คือจุดเริ่มต้นของการหา ‘จุดสมดุล’ ระหว่างความเป็นเราของเราทั้งสองคน

เมื่อเราตกหลุมรักใครสักคน เราไม่ได้เพียงแค่รักในตัวตนของเขา แต่เรายังดึงเอาตัวตนของแฟนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา

สร้างความสัมพันธ์ให้มั่นคงด้วยการเปิดรับตัวตนของกันและกัน

การที่เราซึมซับเอาความสนใจของแฟนมาเป็นของตนเองนั้น อาจไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไร และมันก็ไม่ใช่การสูญเสียตัวตนไปในทุกกรณี เพราะนักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น ‘กาวใจ’ ชั้นดีที่จะช่วยประคองความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยเช่นกัน โดยงานวิจัยจาก Journal of Personality and Social Psychology มายืนยันว่าคู่รักที่มีระดับแนวคิด Self-Expansion สูง หรือมีการทำกิจกรรมใหม่ๆ ร่วมกันและแบ่งปันความชอบให้กัน จะมี Relationship Satisfaction หรือความพึงพอใจในความสัมพันธ์ที่สูงกว่าคู่รักทั่วไป

ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากความใกล้ชิด (Intimacy) ที่ลึกซึ้งขึ้น เมื่อเราเริ่มเรียนรู้และอินไปกับสิ่งที่แฟนชอบ พื้นที่ทับซ้อนระหว่างโลกสองใบจะค่อยๆ ขยายใหญ่จนกลายเป็น ‘โลกใบเดียวกัน’ มากขึ้น เราจะมีหัวข้อสนทนาที่เข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง มีกิจกรรมที่ทำร่วมกันได้โดยไม่รู้สึกเคอะเขิน ซึ่งความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันนี้เอง ที่เป็นรากฐานของความผูกพันที่มั่นคงขึ้น

รวมถึงเป็นการได้ลดความน่าเบื่อในชีวิตคู่ เพราะปัญหาใหญ่ของความสัมพันธ์ระยะยาวคือความจำเจ แต่การที่เรายอมกลมกลืนเข้าไปเรียนรู้โลกใบใหม่ของแฟน ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกที่แปลกตาหรือรสนิยมที่ไม่คุ้นเคย จะช่วยให้ชีวิตคู่มีสีสันและมีความตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ซ้ำซากและเต็มไปด้วยพลังงานบวกในทุกๆ วัน

จุดไหนที่เรียกว่ามากเกินไป เมื่อการขยายตัวตนจน ‘สูญเสียความเป็นตัวเอง’

แม้ว่าการปรับตัวเข้าหากันจะเป็นเสมือนกาวใจที่จะช่วยประคองความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ทุกอย่างย่อมมีขีดจำกัดที่พอดี ในทางจิตวิทยา หากเราขยายตัวตนเพื่อไปรวมกับอีกฝ่ายมากเกินไปจน ‘เนื้อหา’ ของตัวเราเริ่มบางลง หรือที่เรียกว่า Over-incorporation นั่นคือสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าเรากำลังเริ่มสูญเสียความเป็นตัวเองไปอย่างช้าๆ

สัญญาณแรกที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการที่ ‘ความชอบเดิมเลือนหายไปจนหมดสิ้น’ หากเราพบว่ากิจกรรมที่เราเคยหลงรักหรืองานอดิเรกที่เคยสร้างความสุขให้เราหายไป เพียงเพื่อจะเอาเวลาทั้งหมดไปทุ่มเทกับสิ่งที่เขาชอบ นั่นไม่ใช่การแลกเปลี่ยนตัวตน แต่คือการถูกกลืนกินไปกับสิ่งที่เขาชอบ

นอกจากนี้ หากแรงจูงใจในการทำกิจกรรมเหล่านั้นไม่ได้มาจากความเต็มใจ แต่ทำไปเพียงเพื่อ ‘หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง’ หรือเป็นการทำเพราะเอาใจ เพราะกลัวว่าถ้าไม่ทำตามเขาจะไม่รัก หรือกลัวการถูกทอดทิ้ง ซึ่งมักเกิดในกลุ่มที่มีความกังวลในความสัมพันธ์สูง หรือ Anxious Attachment สิ่งนี้จะกลายเป็นระเบิดเวลาที่สร้างความเหนื่อยล้าในระยะยาว

และสภาวะที่น่ากังวลที่สุดคือความรู้สึก ‘อึดอัดจากการกดทับตัวตน’ หรือความรู้สึกเหมือนต้องสวมหน้ากากอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นในสิ่งที่เขาอยากให้เป็น จนวันหนึ่งเราอาจจะตื่นมาแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘แท้จริงแล้วเราคือใครกันแน่?’

ความสัมพันธ์ดีจึงควรมี ‘พื้นที่ตรงกลาง’ ที่ทั้งคู่สร้างขึ้นมาร่วมกัน และต้องไม่ใช่การที่ใครคนใดคนหนึ่งยอมถูกลบหายไป เพื่อให้เหลือเพียงตัวตนของเขาเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุดแล้ว การเปิดรับตัวตนของคนรักเข้ามา ไม่ใช่การสูญเสียตัวเอง แต่คือการ ‘ขยายขอบเขตของตนเอง’ ให้กว้างขึ้นผ่านการเรียนรู้สิ่งใหม่ หัวใจสำคัญคือการรักษาจุดสมดุลระหว่างการเติบโตไปพร้อมกับเขา โดยที่ยังไม่ทิ้งความเป็นเรา เพราะความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด คือการที่คนสองคนช่วยกันทำให้โลกของกันและกันกว้างใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

อ้างอิง

Self-Expansion Theory: Origins, Current Evidence, and Future Horizons

บทความต้นฉบับได้ที่ : ‘เราจะรู้ตัวไหมที่เอาความชอบของแฟน มาเป็นความชอบของตัวเอง’ เพราะหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ คือการแบ่งปันความชอบของกันและกัน โดยที่ยังไม่ทิ้งตัวตนความเป็นเรา

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...