อิหร่านยัน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ยังเปิดเดินเรือ ห้ามผ่านเฉพาะเรือศัตรู !
สถานการณ์เหนือเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลกยังคงตึงเครียดจัด! เมื่อกองทัพเรืออิหร่านออกมาปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการ “ปิดตาย” ช่องแคบฮอร์มุซ โดยยืนยันว่า เส้นทางยังเปิดปกติสำหรับนานาชาติยกเว้นเรือจากสหรัฐฯ อิสราเอล และพันธมิตร ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์เร่งกดดันกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันให้ส่งกองเรือเข้ามาช่วยรักษาความปลอดภัยในพื้นที่
อาลีเรซา ทังสีรี (Alireza Tangsiri) ผู้บัญชาการกองทัพเรือแห่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) แถลงเมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2026 ยืนยันสถานะของช่องแคบยุทธศาสตร์แห่งนี้ โดยระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ถูกปิดกั้นทางการทหาร แต่ยอมรับว่า “อยู่ภายใต้การควบคุม” ของกองทัพอิหร่านอย่างเบ็ดเสร็จ
ขณะที่ อับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเสริมว่า เรือทุกลำสัญจรได้อิสระ ยกเว้น เรือบรรทุกน้ำมันหรือเรือพาณิชย์ของสหรัฐฯ อิสราเอล และประเทศที่ให้ความช่วยเหลือในการโจมตีอิหร่าน
ด้าน โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านประกาศกร้าวในแถลงการณ์ฉบับแรกว่า อิหร่านจะใช้คันโยกการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือต่อรองตราบเท่าที่สหรัฐฯ ยังไม่หยุดการโจมตี
ทรัมป์โต้กลับ เรียกร้องความร่วมมือระดับโลก “เราจะช่วยแต่ทุกคนต้องรับผิดชอบ”
ฝั่งทำเนียบขาว โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ผ่าน Truth Social เรียกร้องให้ประเทศที่ต้องพึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบแห่งนี้ (เช่น จีน, ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และอังกฤษ) ออกมาแสดงบทบาทมากกว่านี้:
ความรับผิดชอบร่วมกัน: ทรัมป์ชี้ว่าการรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซควรเป็น “ภารกิจร่วมของทีม” ไม่ใช่ภาระของสหรัฐฯ เพียงผู้เดียว โดยระบุว่า “สหรัฐฯ จะช่วย… ช่วยอย่างมาก! แต่ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันต้องส่งเรือรบเข้ามาดูแลทางผ่านนี้ด้วยตนเอง”
สถานะปัจจุบัน: แม้ทรัมป์จะสั่งทำลายเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านไปแล้วหลายลำ แต่เจ้าหน้าที่เพนตากอนยอมรับว่าสหรัฐฯ ยังไม่พร้อมที่จะจัดกองเรือคุ้มกัน (Escort) ให้เรือพาณิชย์ทุกลำในทันที เนื่องจากกำลังหลักยังมุ่งเน้นไปที่การทำลายฐานการผลิตอาวุธของอิหร่าน
แม้จะมีการประกาศว่าเส้นทาง “เปิด” แต่ตัวเลขจริงกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง ข้อมูลจาก Lloyd’s List นิตยสารด้านการเดินเรือที่ตั้งอยู่ในลอนดอน เผยว่า ในเดือน มี.ค.นี้ มีเรือผ่านช่องแคบเพียง 77 ลำ ลดลงมหาศาลจากเดิมที่เคยสูงถึง 1,229 ลำในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI พุ่งทะลุ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทันทีที่มีข่าวการวางทุ่นระเบิดและการปิดช่องแคบบางส่วน โดยบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่หลายแห่งยังคงระงับการเดินเรือผ่านพื้นที่นี้เพราะมองว่าเป็น “เขตสงคราม” ที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป.
ที่มา : Xinhua News Agency
สำรวจประเด็นร้อน วิกฤตสงครามอิหร่าน สหรัฐ อิสราเอล ล่าสุด