สงครามดันราคาปุ๋ยยูเรียพุ่ง เวียดนามหวั่นต้นทุนสูง 20%
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ รายงานว่า ภาคธุรกิจปุ๋ยและภาคเกษตรกรรมกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ความผันผวนของตลาดปุ๋ยโลกอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าราคาปุ๋ยอาจมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำหรับการขนส่งพลังงานและวัตถุดิบสำคัญของโลก
ทั้งนี้ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ดังกล่าวเริ่มส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยราคาปุ๋ยยูเรีย (Urea) ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตหลักของภาคการเกษตร ได้ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 13% ภายในช่วงระยะเวลาสั้น สู่ระดับประมาณ 550 เหรียญดอลลาร์ต่อตัน
ทว่าโครงสร้างตลาด ในปี 2568 ตลาดปุ๋ยของเวียดนามมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเวียดนามมีการนำเข้าปุ๋ยรวมประมาณ 6.19 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 2,190 ล้านเหรียญดอลลาร์ ทั้งนี้ ประเทศจีนยังคงเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายสำคัญสู่ตลาดเวียดนาม โดยมีสัดส่วนมากกว่า 48% ของปริมาณและมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ปี 2569 ภาคอุตสาหกรรมปุ๋ยของเวียดนามเริ่มเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าปุ๋ยตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน สมาคมปุ๋ยแห่งเวียดนาม ประเมินว่าปัจจัยเสี่ยงสำคัญในระยะปัจจุบันอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของโลก โดยมีสัดส่วนประมาณ 31% ของปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลทั่วโลก หากการขนส่งในเส้นทางดังกล่าวเกิดการหยุดชะงักในระดับรุนแรง อาจส่งผลให้อุปทานพลังงานและวัตถุดิบในตลาดโลกหดตัวลงอย่างรวดเร็ว และก่อให้เกิดแรงกดดันต่อราคาปุ๋ยและสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในตลาดระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจปุ๋ยได้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดโลก โดยให้ความสำคัญกับการคงระดับการผลิตภายในประเทศให้มีเสถียรภาพ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านการจัดหาวัตถุดิบล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม สำหรับปุ๋ยบางประเภท เช่น แอมโมเนียมซัลเฟต และปุ๋ยโพแทสเซียม เวียดนามยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนค่อนข้างสูง ส่งผลให้การบริหารจัดการด้านแหล่งจัดหาและการวางแผนสำรองสินค้าเป็นประเด็นสำคัญในการบรรเทาความเสี่ยง
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วงปี 2568–2569 ได้กลายเป็นปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะต่อภาคพลังงานและอุตสาหกรรมปุ๋ยซึ่งมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด โดยภูมิภาคตะวันออกกลางในฐานะแหล่งผลิตและศูนย์กลางการขนส่งวัตถุดิบปุ๋ยที่สำคัญ
โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ละเดือนมีการขนส่งปุ๋ยยูเรียประมาณ 1.2–1.5 ล้านตันจากประเทศผู้ผลิตในตะวันออกกลางไปยังตลาดสำคัญในเอเชีย ขณะเดียวกันในแต่ละปียังมีการขนส่งแอมโมเนียประมาณ 15–20 ล้านตัน และกำมะถันเกือบ 20 ล้านตันผ่านเส้นทางดังกล่าว
นอกจากนี้ ภูมิภาคตะวันออกกลางยังมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะการผลิตปุ๋ยยูเรียซึ่งมีปริมาณรวมประมาณ 20 ล้านตันต่อปี ประเทศผู้ผลิตสำคัญประกอบด้วย อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน โดยเฉพาะกาตาร์ซึ่งมีกำลังการผลิตยูเรียประมาณ 5–6 ล้านตันต่อปี และมีแผนขยายกำลังการผลิตเป็นประมาณ 12 ล้านตันภายในช่วงปลายทศวรรษนี้
สำหรับเวียดนาม แม้ว่าประเทศจะสามารถพึ่งพาแหล่งก๊าซธรรมชาติภายในประเทศเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยยูเรียผ่านผู้ผลิตรายสำคัญ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบโดยตรงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตลาดปุ๋ยของเวียดนามมีความเชื่อมโยงกับการค้าและราคาปุ๋ยในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด ราคาปุ๋ยภายในประเทศจึงยังคงได้รับอิทธิพลจากแนวโน้มของตลาดโลกอยู่มาก
โดยในช่วงที่ผ่านมา ราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดเวียดนามได้ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 200–300 ด่งต่อกิโลกรัม หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาปุ๋ยในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอีก 10–20%