เป็นได้มากกว่ารัก | Not Just a Maid
ข้อมูลเบื้องต้น
คุยก่อนอ่าน : เปิดเรื่องใหม่ค่ะ ตบพลอตอยู่นาน จนมาลงตัวที่พลอตนี้ค่ะ อาจไม่คอเมดี้เท่าที่คิดไว้ เพราะไม่ถนัด เอาเป็นรอมคอม เรียกยิ้ม เบา ๆ ฟีลกู้ดละกันนะคะ แต่จะไม่เน้นดราม่าเพราะคนอ่านอยากอ่านเบา ๆ >
บทที่ 1 (2)
++
กลางดึกของ ‘วังเทวาธร’ เงียบสงบจนได้ยินแม้แต่เสียงปลายใบไม้เสียดกันอยู่ภายนอกกระจกบานสูง แสงไฟจากโคมผนังสองข้างทางเดินทอดอ่อนลงบนพื้นหินสีงาช้าง เงาของเสาเรียวยาวทอดซ้อนกันเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่ในความนิ่งงันของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่หลับใหลมานานหลายชั่วอายุคน
ภายนอก หน้าต่างบานสูงเปิดรับความมืดของสวนด้านหน้า ต้นปีบเก่าแก่ที่ยืนอยู่คู่สนามมาตั้งแต่รุ่นก่อนขยับไหวเบา ๆ ตามแรงลมดึก กลีบดอกสีขาวร่วงหล่นลงบนทางเดินหินเป็นระยะ จนมองเห็นเป็นแต้มจางใต้แสงไฟสนามที่ส่องอยู่ไกล ๆ
ภายใน ทุกอย่างยังคงเป็นระเบียบสมบูรณ์อย่างที่วังเทวาธรเป็นมาเสมอ
แจกันดอกไม้สดกลางโถงยังตั้งตรงไม่คลาดแม้เพียงองศาเดียว นาฬิกาเรือนสูงข้างบันไดไม้ส่งเสียงเดินสม่ำเสมอ เข็มยาวค่อย ๆ ขยับผ่านตัวเลขอย่างไม่รีบร้อน ราวกับเวลาของบ้านหลังนี้ไม่เคยจำเป็นต้องไล่ตามสิ่งใด
แต่ในความเงียบที่ควรเป็นปกติของคืนเช่นนี้ กลับมีเสียงสะอื้นเล็ก ๆ ลอดออกมาจากห้องปลายระเบียงชั้นบน
เบาเสียจนคนทั่วไปอาจไม่ได้ยิน แต่สำหรับคนที่ยังไม่ได้นอน บวกกับติดตั้งกล้องไว้เฝ้าระวังห้องเด็กไว้ เสียงนั้นดังแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์ ชัดพอจะทำให้ฝีเท้าหยุดลงทันที
‘หม่อมราชวงศ์ราเมศ เทวาธร’ ยืนอยู่หน้าประตูห้องเด็กเพียงครู่หนึ่ง ก่อนยกมือผลักบานประตูเข้าไปอย่างเบาที่สุด ราวกับไม่ต้องการให้เสียงบานพับไปรบกวนความเงียบของทั้งวัง
ภายในห้องมีเพียงไฟหัวเตียงดวงเล็กส่องแสงสีอุ่นอ่อนอยู่มุมหนึ่ง
บนเตียงกว้าง เด็กหญิงตัวเล็กในชุดนอนสีครีมนั่งกอดตุ๊กตาลูกแกะน้อยแนบอก ผมเส้นนิ่มยุ่งเล็กน้อยจากการพลิกตัว ดวงตากลมแดงนิด ๆ เงยขึ้นมองทันทีที่เห็นเขา
“คุณพ่อ…”
เสียงเล็กสั่นนิด ๆ เหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้มาไม่นาน
ก่อนร่างเล็กจะรีบคลานลงจากเตียงโดยยังอุ้มตุ๊กตาไว้แน่น แล้วเดินโผเข้าหาเต็มแรง ราวกับกลัวว่าหากช้าไปเพียงนิด คนตรงหน้าจะหายไปอีกครั้ง
คุณชายรับตัวเด็กไว้แทบไม่ทัน
แรงกระแทกเล็ก ๆ จากตัวเด็กทำให้เขาเซถอยไปครึ่งก้าว สองแขนเล็กกอดรอบคอเขาแน่น แน่นเสียจนเขาชะงักไปชั่วขณะ
“คุณพ่อรณขา”
“มีนา…” น้ำเสียงทุ้มต่ำยังเรียบเหมือนเดิม แต่ช้ากว่าปกติเล็กน้อย คล้ายกำลังเลือกถ้อยคำอย่างระมัดระวัง อุ้งมือใหญ่ประคองแก้มกลมของคนตัวน้อย “นี่อารามนะคะ”
เด็กหญิงส่ายหน้าแรงทันทีจนปอยผมเล็ก ๆ ข้างแก้มสะบัด
“นี่คุณพ่อ คุณพ่อรณ”
เสียงตอบกลับมาเร็วทันที ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมรับ
ชื่อพี่ชายดังซ้ำอีกครั้งในเสียงเล็ก ๆ ของเด็กหญิง ชื่อที่เขายังไม่ชินจะรับแทนใคร
คุณชายนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ พูดใหม่ด้วยน้ำเสียงเดิม
“ไม่ใช่ค่ะ มองดี ๆ สิ นี่อาราม น้องชายของคุณพ่อรณ”
แต่คราวนี้เด็กหญิงยิ่งซบหน้าลงกับไหล่เขาแน่นกว่าเดิม
“คุณพ่อ…นี่คุณพ่อรณค่ะ” น้ำเสียงเริ่มงอแง ปลายคำสั่นเล็กน้อย แก้มอุ่นแนบอยู่กับไหล่เขาแน่นขึ้น ราวกับกลัวว่าจะถูกดึงออกจากอ้อมแขนนี้ “คุณพ่อรณของน้องมีนากลับมาแล้ว…มาหาน้องแล้ว”
ประโยคสุดท้ายเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ แต่กลับหนักพอจะทำให้มือที่ประคองหลังเล็กอยู่หยุดนิ่งไปชั่วขณะ มืออีกข้างของเขาค้างอยู่กลางอากาศ คล้ายไม่แน่ใจว่าควรแตะปลอบโยนอย่างไร ในสถานการณ์ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ถนัดรับมือ
จนเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นตรงหน้าประตู
‘หม่อมเจ้าวรรณวดี เทวาธร’ อยู่ในชุดคลุมบางสีอ่อนทรงยืนอยู่ตรงนั้น สีพระพักตร์สงบนิ่งอย่างคนที่ผ่านเรื่องหนักกว่านี้มาแล้วมากพอจะไม่ปล่อยให้อารมณ์ขึ้นถึงพระเนตร
เพียงสบตากัน ท่านทรงพยักพระพักตร์แผ่วเบา
ตามน้ำไปก่อน
ความหมายชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา
เด็กหญิงในอ้อมแขนเริ่มสะอื้นอีกครั้งแล้ว ไหล่เล็กสั่นน้อย ๆ อยู่กับอกเขา
คุณชายจึงหลับตาลงชั่วครู่ คล้ายปล่อยลมหายใจยาวที่กักไว้ตั้งแต่ต้นออกมาอย่างช้า ๆ
ก่อนก้มลงพูดใกล้หูเด็ก “…พ่อรณอยู่นี่แล้วค่ะ”
ร่างเล็กในอ้อมแขนเงียบลงแทบจะทันที เหมือนเพียงแค่ได้ยินคำที่เฝ้ารอ โลกทั้งใบของเด็กคนหนึ่งก็กลับเข้าที่เดิมได้ชั่วคราว
เมื่อ ‘หม่อมหลวงรมิดา เทวาธร’ หลับสนิทอีกครั้ง และถูกวางลงบนเตียงอย่างเบามือ คุณชายราเมศจึงเดินออกมาที่ระเบียงด้านนอก
อากาศดึกเย็นลงกว่าตอนหัวค่ำเล็กน้อย กลิ่นปีบจากสวนลอยขึ้นมาตามลม
ท่านหญิงวรรณดำเนินตามออกมาเงียบ ๆ โดยไม่ได้เอ่ยอะไรทันที ท่านเห็นหลานชายยกมือขึ้นกดปลายนิ้วลงบนขมับตัวเองเบา ๆ เหมือนคนที่กำลังจัดระเบียบความคิดซึ่งซับซ้อนเกินกว่าจะเรียบเรียงได้ในคราวเดียว
คุณชายนิ่งอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่ง มองกลีบปีบที่ปลิวผ่านแสงระเบียงลงไปยังพื้นหินเบื้องล่าง เหมือนปล่อยให้ความเงียบช่วยเรียบเรียงคำพูดที่ไม่ง่ายนักออกจากใจ
“ผมอยู่แบบนี้ไม่ได้ครับท่านป้า”
เสียงนั้นต่ำ เรียบ แต่หนักกว่าปกติ
ท่านหญิงทอดพระเนตรหลานชายเงียบ ๆ ไม่เร่ง ไม่ขัด ปล่อยให้เขาพูดต่อในจังหวะของตัวเอง
คุณชายหันกลับมาเผชิญพระพักตร์ท่านหญิงอย่างสุภาพ
แสงจากโคมระเบียงทอดลงบนใบหน้าด้านหนึ่ง ทำให้แนวกรามยิ่งคมชัดขึ้นในความเงียบของคืนดึก
“ผมตอบรับเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยไปแล้วครับ” เขาหยุดเพียงครู่เดียว สายตาเหลือบกลับไปยังประตูห้องเด็กที่เพิ่งปิดลงด้านหลัง ก่อนเอ่ยต่อช้า ๆ “อาทิตย์หน้าผมต้องไปสอนแล้ว”
น้ำเสียงช่วงท้ายเบาลงนิดหนึ่ง คล้ายกำลังชั่งน้ำหนักคำถัดไป
“ผมว่า…เราควรบอกความจริงเรื่องพี่รณกับน้องมีนาได้แล้ว”
ลมกลางคืนพัดผ่านระเบียงอีกครั้ง กลิ่นปีบชัดขึ้นกว่าเดิม
“ผมไม่คิดว่าเราควรยื้อแบบนี้ต่อไป”
คราวนี้เขาพูดชัดกว่าเดิม สายตานิ่งตรงไปข้างหน้า
“ยิ่งปล่อยไว้นาน น้องจะยิ่งแยกไม่ออก” ปลายนิ้วที่กดขมับเมื่อครู่คลายลงช้า ๆ “แล้วสุดท้าย…มันจะยิ่งทำให้น้องแย่”
ท่านหญิงวรรณไม่ได้เอ่ยตอบทันที สายพระเนตรของท่านทอดออกไปยังสวนด้านล่าง กลีบปีบสีขาวยังคงร่วงลงช้า ๆ ตามแรงลมดึก ราวกับคืนทั้งคืนกำลังค่อย ๆ เคลื่อนไปโดยไม่เร่งรีบ
“เด็กเพิ่งสามขวบยังไม่เข้าใจความจริงแบบที่ผู้ใหญ่เข้าใจกันหรอก” กระแสพระสุรเสียงนั้นเรียบ เบา แต่ชัดทุกถ้อยคำ “โดยเฉพาะความจริงที่เกี่ยวกับการหายไปของคนเป็นพ่อ โดยเฉพาะเด็กที่ไม่มีแม่”
คุณชายนิ่งฟัง มือที่เคยยกกดขมับลดลงช้า ๆ ข้างลำตัว
ท่านหญิงจึงหันกลับมามองหลานชายตรง ๆ
“น้องมีนาไม่ได้เรียกเราว่าพ่อเพราะจำผิดอย่างเดียว”
ลมเย็นพัดชายผ้าคลุมบางของท่านไหวเบา ๆ
“เด็กคนนั้นกำลังเกาะสิ่งสุดท้ายที่ทำให้เขายังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ถูกทิ้งไว้ลำพัง”
ประโยคสุดท้ายทำให้ความเงียบระหว่างทั้งสองทอดยาวขึ้นเล็กน้อย
คุณชายมองประตูห้องด้านหลังโดยไม่รู้ตัว เหมือนยังรับรู้ได้ถึงน้ำหนักเบา ๆ ของร่างเด็กหญิงในอ้อมแขนเมื่อครู่
“แต่ผมไม่ใช่พี่รณ” เขาพูดช้า ๆ คราวนี้น้ำเสียงต่ำลงกว่าเดิม “ยิ่งปล่อยไว้ น้องมีนาจะยิ่งผูกกับภาพที่ไม่มีอยู่จริง”
ท่านหญิงทรงรับฟังโดยไม่แทรก ก่อนตอบกลับด้วยพระสุรเสียงเดิม
“ไม่มีใครขอให้เราเป็นแทนใคร” คราวนี้สายตาของท่านอ่อนลงเพียงเล็กน้อย “แต่อย่างน้อย คืนนี้…เราคือคนที่ทำให้เด็กคนหนึ่งยอมนอนต่อได้ โดยไม่ร้องหาพ่อจนตัวสั่นเหมือนคืนก่อน ๆ”
ลมพัดกลิ่นปีบขึ้นมาชัดกว่าเดิม
เสียงนาฬิกาจากโถงกลางดังลอดขึ้นมาจากชั้นล่างเป็นจังหวะช้า ๆ
ท่านหญิงจึงเอ่ยต่อ โดยยังทอดพระเนตรหลานชายตรงหน้า
“เรื่องความจริง สักวันก็ต้องบอกอยู่แล้ว” ท่านเว้นเพียงนิดเดียว “แต่ไม่ใช่ในคืนที่หลานยังสะดุ้งตื่นขึ้นมาเรียกหาพ่อทั้งน้ำตา”
คุณชายเงียบไปอีกครั้ง แนวกรามคมชัดภายใต้แสงระเบียงยิ่งนิ่งกว่าเดิม เหมือนคนที่เข้าใจเหตุผลทุกคำ แต่ยังยอมรับมันได้ไม่เต็มที่นัก
ท่านหญิงจึงเปลี่ยนกระแสพระสุรเสียงเบาลงอีกนิด
“อีกอย่าง…” คราวนี้มุมพระโอษฐ์ของท่านขยับบางเบาแทบมองไม่เห็น “เราเพิ่งกลับมาอยู่บ้านเอง ยังไม่ครบเดือน ให้เวลาหลานอีกหน่อย”
ประโยคนั้นไม่ได้หนัก แต่ทำให้คนฟังนิ่งได้พอ ๆ กัน
ก่อนท่านจะเอ่ยต่ออย่างช้า ๆ
“ส่วนเรื่องงาน…จะรีบไปถึงไหน”
สายพระเนตรของท่านทอดออกไปยังเงามืดของสวนอีกครั้ง
“ทรัพย์สมบัติของเทวาธร ต่อให้ไม่ทำอะไรเลยทั้งชีวิต ก็ยังพอเลี้ยงคนในบ้านได้อีกหลายรุ่น” คราวนี้ท่านหันกลับมา “หรือก่อนกลับมา เราไม่ได้บอกป้าเองหรือว่าจะอยู่ดูแลป้า…แล้วก็ดูน้องมีนา เพราะสัญญากับพี่ชายไว้”
ประโยคนั้นทำให้คุณชายหันกลับมามองทันที
“ครับ…แต่การสอนหนังสือคือสิ่งที่ผมรัก”
น้ำเสียงเขานิ่ง แต่ชัดขึ้น ท่านหญิงทรงรับฟัง
“พอมีโอกาสเข้ามา ผมก็ไม่อยากทิ้ง”
แต่ยังไม่ทันสิ้นประโยค ท่านหญิงก็มีรับสั่งแทรกอย่างคนรู้ทัน โดยไม่ได้ใช้กระแสพระสุรเสียงตำหนิแม้แต่น้อย
“ไม่ใช่เพราะรักงานอย่างเดียวหรอก”
ลมกลางคืนพัดผ่านระเบียงอีกครั้ง
“เรากำลังหาที่อยู่ให้ตัวเองมากกว่า”
คราวนี้หลานชายเงียบจริง
เพราะรู้ดีว่าปฏิเสธไปก็ไม่มีประโยชน์
ท่านหญิงทอดพระเนตรเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้าลงกว่าเดิม
“จะไปทำงาน ป้าก็ไม่ว่า” กระแสพระสุรเสียงนั้นนุ่มลงอย่างคนยอมถอยครึ่งก้าว “แต่ขอเวลาอีกหน่อยเถอะนะราม”
เพียงชื่อสั้น ๆ ที่เรียกกันในบ้าน ก็ทำให้บรรยากาศเบาลงอย่างประหลาด
“คิดเสียว่าป้าขอ”
สายพระเนตรของท่านเหลือบไปทางประตูห้องเด็กหญิง
“อย่างน้อย…ก็ขอให้ถึงวันที่มีคนที่น้องมีนายอมเปิดใจให้อีกสักคน ป้ากำลังหาครูพี่เลี้ยงมาดูแลอยู่”
มีรับสั่งแล้วจึงหันกลับมาสบตาหลานชายอีกครั้ง
“ถึงวันนั้น ป้าจะไม่ห้ามเราเลย”
แม้คุณชายจะไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศหลายปี แต่ก็เคยชินกับระเบียบของวังเทวาธร รู้หน้าที่ รู้ขอบเขต และเข้าใจดีว่าหลายเรื่องในบ้านหลังนี้ ต่อให้คิดต่างเพียงใด สุดท้ายเมื่อกลับเข้ามา ก็ยังต้องเดินตามจังหวะของผู้ใหญ่ก่อนเสมอ นั่นคือสิ่งที่เขาต้องพยายามท่องและทำให้ได้ ถ้าเลือกแล้วว่าจะกลับมารักษาที่นี้ไว้ต่อจากพี่ชาย
"ครับ ท่านป้า"
++
คุยท้ายตอน: ตอนนี้มาเปิดซีนฝั่งพระเอกแล้ว เป็นไงบ้างคะ ส้มผักอาจจะไม่เก่งเรื่องราชาศัพท์และเขียนแนวนี้ มีอะไรแนะนำได้นะคะ แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด ใช้แบบกึ่ง ๆ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ หวังว่าจะชอบ เจอกันตอนหน้าค่ะ อาจจะไม่ได้มาเร็ว แต่มาทุกวันไม่ให้คิดถึงนานแน่นอนค่ะ >
บทที่ 1 (3)
เช้าของ ‘บ้านเบาใจ’ เริ่มก่อนแดดจะพ้นยอดกล้วยหลังบ้านเสมอ
แสงอ่อนสีทองค่อย ๆ ไต่ผ่านระแนงไม้ด้านข้างเรือน ทาบลงบนพื้นกระดานเก่าที่ถูกขัดจนสะอาดเป็นเงาบาง ๆ รอยไม้เดิมยังเห็นอยู่ชัดตามอายุของบ้าน แต่ทุกแผ่นให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนผ่านการเหยียบย่ำของคนในครอบครัวมาหลายสิบปี
ลมเช้าพัดกลิ่นดินชื้นจากแปลงผักหลังบ้านเข้ามาปะปนกับกลิ่นข้าวสวยร้อนและกระเทียมเจียวจากครัวด้านใน เสียงครกตำพริกดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอจากใต้ถุนครัว ตามด้วยเสียงฝาหม้อกระทบกันเบา ๆ และเสียงน้ำเดือดจากกาต้มน้ำที่ตั้งอยู่ข้างเตา
“ตาชื่น อย่าคิดว่าฉันไม่เห็นนะ” เสียงยายทองดังขึ้นจากครัวทันที โดยไม่ต้องหันมองก็รู้ว่ากำลังพูดกับใคร
“เห็นอะไร” เสียงตอบกลับมาพร้อมความนิ่งเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ
“ขนมตาลในมือ”
“ไม่ได้กิน แค่ดู กลัวมันมีมด”
“ดูแล้วมันจะละลายเข้าปากเองหรือไง ฉันเห็นนะเหลือง ๆ ติดปากแกน่ะ”
เสียงหัวเราะแหบ ๆ ของตาชื่นดังตามมาเบา ๆ ก่อนเงาร่างผอมสูงของชายชราจะโผล่พ้นเสาไม้ขึ้นมาบนชานบ้าน พร้อมถุงขนมที่รีบซ่อนไว้ด้านหลังอย่างคนถูกจับได้คาหนังคาเขา
อรุณญาที่กำลังนั่งพับผ้าเช็ดมืออยู่ข้างตะกร้าพลาสติกเงยหน้าขึ้นทันที
“ตา” น้ำเสียงนั้นทั้งเรียกทั้งขำ “โดนยายดุแต่เช้าเลยนะ ห้ามไม่เคยฟัง”
ตาชื่นทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนยกถุงในมือขึ้นมานิดหนึ่ง
“ฟัง ไม่ได้กิน ตาซื้อมาให้หลาน ๆ โดยเฉพาะเจ้าอุ่น ต้องกินเยอะ ๆ เหลนตาจะได้แข็งแรง”
“แต่ทั้งหลานทั้งเหลนยังไม่ได้กิน ตาจะกินหมดก่อนน่ะสิคะ ของโปรดด้วย” อรุณญาวางผ้าผืนสุดท้ายลง ก่อนลุกเข้าไปหา “รู้ว่าชอบ แต่อย่ากินเยอะนะคะ น้ำตาลในขนมสูงมาก ไปตรวจรอบนี้หมอจะดุเอาอีก”
ชายชราหัวเราะเหมือนไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองถูกจับผิดจริงจังนัก
“ตาไม่ได้กิน แค่ชิมนิดเดียว มันหอมเลยอดใจไม่ไหว” พูดพลางส่งถุงขนมให้หลานสาวอย่างยอมจำนน “ครั้นจะไม่ซื้อก็อยากให้หลานกิน เจ้าอุ่นบ่นว่าอยากกินเมื่อวันก่อน”
อรุณญายิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ รับถุงขนมมาเปิดดูเล็กน้อย กลิ่นหอมของมะพร้าวกับแป้งข้าวเจ้าลอยขึ้นทันที เธอสูดกลิ่นเบา ๆ ก่อนรีบปิดถุง เพราะรู้ดีว่าถ้าเปิดไว้นาน ตาจะเปลี่ยนใจหยิบอีกแน่
ตาชื่นเห็นท่าทางนั้นก็หัวเราะ
“ไม่กิน ๆ ช่วงนี้ตางดหวาน” พูดพลางยกมือขึ้นเหมือนสาบาน “หมอคนใหม่ที่มาตรวจดุมาก ตาขี้เกียจฟังบ่น”
ด้านในบ้าน อาทิตยาค่อย ๆ เดินออกมาช้า ๆ มือหนึ่งประคองท้องโตใกล้คลอด อีกมือแตะขอบประตูไว้เล็กน้อย
“ตาแอบกินขนมหวานอีกแล้วเหรอจ๊ะ”
“พี่อุ่น!” อรุณญาลุกขึ้นทันทีแทบไม่ต้องคิด ตรงเข้าไปหาพี่สาวอย่างเคยชิน “เดินเองทำไม จะเอาอะไรบอก เดี๋ยวอายหยิบให้”
“น้ำขิงใช่มั้ย” ตาชื่นรู้ทันที รีบเป็นฝ่ายเดินไปหยิบแก้วใส่น้ำขิงร้อนที่วางพักไว้บนโต๊ะเล็กข้างครัวมาส่งให้ด้วยตัวเอง “ระวังร้อนนะลูก”
อาทิตยายิ้มบาง ๆ ขณะนั่งลงบนโซฟาไม้ตัวเดิม โดยมีอรุณญาประคองข้อศอกไว้อย่างระวัง
“ขอบคุณค่ะตา” เธอรับแก้วน้ำขิงไว้ จิบเพียงนิดก่อนเงยหน้าขึ้นมองชายชรา “ตาอย่ากินหวานมากนะจ๊ะ ไม่ดี เดี๋ยวหมอจะดุอีก”
ยังไม่ทันสิ้นประโยค เสียงยายทองก็ดังแทรกมาจากครัวทันที
“เอ็ดให้หนักเลยลูก ยายพูดก็ไม่ฟัง โดนตัดนิ้วไปสองนิ้วแล้วยังไม่เข็ด”
“โอ๊ย บ่นฉันคนเดียวไม่พอ จะลากหลานมาบ่นอีกเหรอยายทอง” ตาชื่นหันไปโวยแบบไม่มีน้ำหนักจริงจังนัก
“ทำไมล่ะตาชื่น หรือจะเถียง” เสียงตอบจากครัวดังกลับมาทันควัน
ชายชรายกมือขึ้นอย่างคนยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
“ไม่หรอกจ้ะ ใครจะกล้าเถียงเมียบังเกิดเกล้า”
เสียงหัวเราะดังขึ้นแทบพร้อมกันเหมือนทุกเช้า
ลมเช้าพัดชายผ้าม่านขาวบางเบา ๆ ให้ไหวตามจังหวะลม เสียงช้อนกระทบจานจากครัวดังต่อเนื่อง ไก่บ้านข้างรั้วขันแทรกเข้ามาไกล ๆ
บ้านทั้งหลังเล็ก แต่เต็มไปด้วยเสียงที่ทำให้รู้ว่าทุกคนยังอยู่ตรงนี้
อรุณญาก้มมองโทรศัพท์บนโต๊ะไม้ข้างตัว ตารางงานวันนี้ยังเปิดค้างอยู่ตั้งแต่เมื่อคืน
แต่ก่อนจะหยิบขึ้นมา เสียงตาชื่นก็ดังขึ้นอีก
“วันนี้หลานฉันสวยนะ” ชายชรามองหลานสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างตั้งใจ “เหมือนเมียฉันตอนสาว ๆ”
ยายทองสวนจากครัวทันทีโดยไม่ต้องรอให้จบประโยค
“อย่าเพิ่งชม เดี๋ยวได้ใจ มัวแต่เขิน แล้วออกบ้านสายอีก”
คราวนี้อรุณญาหัวเราะจริง อาทิตยาก็หลุดหัวเราะตามไปด้วย สองพี่น้องสบตากันเพียงครู่เดียว ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นตาชื่นเดินเข้าไปช่วยหยิบจานในครัว ทั้งที่ยายทองยังบ่นไม่หยุดเรื่องให้วางเดี๋ยวทำตก
ภาพเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นแทบทุกวัน แต่ไม่เคยธรรมดาสำหรับอรุณญาเลยสักครั้ง และนั่นเองคือเหตุผลที่ทำให้เธอยอมเหนื่อย ยอมทำงานมากกว่าที่ร่างกายควรรับไหว เพียงเพื่อให้คนเหล่านี้ยังหัวเราะอยู่ในบ้านหลังนี้ได้เหมือนเดิม
เช้าของ เบาใจ เซอร์วิส โฮมแคร์ แอนด์ คลีน ไม่เคยเริ่มช้าเลยสักวัน ตั้งแต่ยังไม่แปดโมงดี ลานหน้าร้านเล็ก ๆ ด้านหน้าตึกแถวที่ดัดแปลงเป็นออฟฟิศก็เต็มไปด้วยเสียงคนคุยกันปนเสียงสตาร์ตรถดังต่อเนื่องเป็นระยะ
ประตูเหล็กม้วนถูกเปิดค้างไว้ครึ่งหนึ่ง ด้านในมองเห็นชั้นวางอุปกรณ์ทำความสะอาดเรียงเป็นระเบียบ มีทั้งถังน้ำสีฟ้า ถังเล็กสำหรับผสมน้ำยา เครื่องดูดฝุ่นขนาดพกพา และผ้าหลายสีที่ถูกพับไว้เป็นตั้ง ๆ ตามประเภทงาน
หน้าร้าน รถตู้เก่าจอดเปิดประตูรออยู่แล้วตั้งแต่เช้า
สีขาวเดิมของตัวรถซีดลงไปตามอายุการใช้งาน แต่ตัวหนังสือ เบาใจ เซอร์วิส ที่ติดอยู่ข้างรถยังเห็นชัด เพราะต้นน้ำเป็นคนยืนยันว่าจะต้องลอกใหม่ทุกครั้งที่เริ่มซีด
ด้านข้างรถมีลังพลาสติกวางเรียงเป็นชุด ไม้ถูพื้น ผ้าไมโครไฟเบอร์ ถุงมือยาง ถุงขยะ และกล่องน้ำยาถูกแยกตามบ้านลูกค้าแต่ละหลังอย่างเรียบร้อยจนคนไม่รู้จักอาจคิดว่าเป็นบริษัทใหญ่กว่าที่เห็น
ต้นน้ำยืนถือแฟ้มอยู่หน้ารถ เสื้อโปโลบริษัทสีอ่อนถูกสอดชายเข้ากางเกงเรียบร้อยกว่าทุกวันเพราะเจ้าตัวประกาศตั้งแต่เช้าว่า “วันนี้ลูกค้าบ้านใหญ่หลายหลัง ภาพลักษณ์ต้องมาก่อน”
มือหนึ่งของเขาชี้รายชื่อในแฟ้ม อีกมือเท้าเอวอย่างคนคุมกองถ่ายมากกว่าคุมแม่บ้าน
“บ้านลาดพร้าววันนี้ระวังแจกันจีนด้วยนะพี่เดือน รอบก่อนถ้าหล่น ฉันขายไตก็ยังซื้อคืนไม่ได้”
หญิงวัยสี่สิบกว่าที่กำลังก้าวขึ้นรถหันมายิ้มขำ “พูดทุกครั้งเลยนะคุณต้นน้ำ ฝังใจเหรอคะ”
“ไม่ฝังยังไงไหวพี่” ต้นน้ำยกมือแตะอกตัวเองเหมือนเจ็บจริง “วันนั้นดีนะรับทัน ไม่งั้นพวกเราได้ขายอีแก่คันนี้ชดใช้แน่ ถึงขายแล้วก็ยังซื้อไม่ได้อยู่ดี พูดถึงแล้วยังเสียวไตอยู่เลย”
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกันทั้งคันรถ
คนที่นั่งอยู่ด้านในถึงกับยื่นหน้าออกมาสมทบ “ถ้าขายรถจริงจะเอาอะไรไปส่งลูกค้า”
“ก็ผลัดกันปั่นจักรยานไงพี่ ภาพลักษณ์รักษ์โลก ลูกค้ารวยชอบ”
“พูดไปเรื่อย”
บรรยากาศเช้าหน้าร้านจึงคึกคักเหมือนทุกวัน อีกฝั่ง เมษายืนอยู่ข้างโต๊ะพับเล็ก ๆ ที่ตั้งชิดผนัง ถือโทรศัพท์มือถือไว้ข้างหนึ่ง อีกมือพลิกสมุดจดงานเร็ว ๆ
น้ำเสียงยังนิ่ง เร็ว และตรงเหมือนเดิม
“บ้านสุขุมวิทถึงแล้วส่งรูปหน้าบ้านเข้ากลุ่มด้วย”
“บ้านนนท์สามคนครบมั้ย”
“ใครยังไม่ถึงโทรกลับทันที”
คนในทีมตอบรับกันคล่องเหมือนผ่านระบบนี้มานานจนไม่ต้องอธิบายเพิ่ม
“ครบแล้วค่ะ”
“พี่แดงอยู่แถวปากซอยแล้ว”
“ส่งรูปแน่นอนค่ะ”
เมษาขีดเช็กทีละบรรทัดอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่ต้องเงยหน้า
เสียงมอเตอร์ไซค์คุ้นหูดังเข้ามาพอดี
รถคันเล็กสีเดิมเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าร้านอย่างคุ้นเคย
อรุณญาดับเครื่องก่อนถอดหมวกกันน็อกออก ปล่อยผมที่ถูกรวบต่ำไว้หลวม ๆ ให้คลายออกเล็กน้อย แล้วรวบใหม่อย่างลวก ๆ ด้วยมือเดียว
ลมเช้าที่เพิ่งผ่านมาทำให้แก้มของเธอมีสีระเรื่อบาง ๆ แดดอ่อนยามเช้าตกลงบนใบหน้าที่ดูสดกว่าปกติเล็กน้อยหลังออกจากบ้าน
ต้นน้ำหันมาเห็นก่อนเป็นคนแรก
“นางเอกมาแล้ว วันนี้สายนะยะ” เขายกคิ้วอย่างจับผิด “โดนตาชื่นชมจนเขิน มัวแต่ยืนยิ้มหน้ากระจกอยู่ล่ะสิ”
อรุณญาหัวเราะ พลางถอดหมวกกันน็อกเก็บ “หวัดดีค่ะทุกคน”
เสียงตอบรับดังกลับมาจากหลายทิศทางพร้อมกัน
“มาแล้วคุณอาย”
“วันนี้สวยนะ”
“กินอะไรมายังคะ”
ป้าคนหนึ่งร้องถามเสียงดังขึ้นมาก่อน
“คุณอาย เดือนนี้เหลือเท่าไหร่คะ”
น้ำเสียงไม่ได้จริงจัง แต่เป็นมุกที่ทุกคนชอบใช้แซวกันเวลาต้นเดือนใกล้เงินออก
“มากกว่าเดือนก่อนนิดหน่อย” ต้นน้ำตอบแทนทันทีโดยไม่ต้องรอเจ้าตัวพูด
คนทั้งออฟฟิศหัวเราะพร้อมกัน
“ก็เห็นจะมีแต่คุณอายนี่แหละ เงินในบัญชีเหลือสามพันยังดูไม่เดือดร้อน” อีกคนเสริมทันที
อรุณญาหัวเราะเบา ๆ “เดือดร้อนค่ะ แต่ไม่แสดงออก เพราะแสดงไปก็ไม่ได้ทำให้เงินเพิ่ม”
“มันก็จริงนะ” คราวนี้ทุกคนเห็นพ้องกันพร้อมหน้า
เสียงหัวเราะยังไม่ทันซา โทรศัพท์ในมือของอรุณญาก็สั่นขึ้น
ชื่อบนหน้าจอทำให้เธอกดรับแทบไม่ต้องคิด
ป้าราตรี
เธอกดรับพร้อมเปิดลำโพง เพราะรู้ดีว่าปลายสายโทรมาเรื่องงานแทบทุกครั้ง
“ค่ะป้า”
ปลายสายพูดเร็วแบบคนมีธุระ “วันนี้ว่างมั้ยอาย ป้ามีงานด่วน อยากให้ทีมเธอเข้าไปช่วย”
อรุณญาเหลือบมองเมษาโดยอัตโนมัติ ขณะที่อีกฝ่ายเงยหน้าจากสมุดทันที
“งานด่วนแบบไหนคะ”
“บ้านใหญ่ งานเหมาทั้งหลัง ทั้งในบ้านทั้งสวน เจ้าของต้องการคนเข้าไปวันนี้เลย”
ต้นน้ำที่ยืนใกล้พอได้ยินคำว่า งานเหมาทั้งหลัง รีบขยับเข้ามาแทบชิดทันที
เมษาเองก็หยุดเขียน
ปลายสายพูดต่อ “เขาให้ราคาพิเศษ”
คราวนี้ต้นน้ำเผลอร้องก่อน “เย่! ได้กินหมูกระทะแล้ว”
เมษายังไม่ทันห้าม อรุณญาก็เผลอยิ้มตามเล็กน้อย
“ได้กินมากกว่าหมูกระทะแน่” ป้าราตรีบอก
ทันทีที่ตัวเลขจากปลายสายดังออกมา ต้นน้ำยกมือปิดปากตัวเองทันที
“โอ้โห…”
เมษาดึงปากกาออกจากสมุดอย่างเด็ดขาด
“รับ” เธอพูดสั้น ๆ แล้วชี้นิ้วทันที “พนักงานเต็ม แต่แก แก และฉันว่าง ไปได้”
สองคนที่ถูกชี้คืออรุณญากับต้นน้ำ
จากนั้นเมษาก็หันไปบอกคนที่รอต้นน้ำขับรถให้อยู่
“ลุงอ้วนขับไปส่งทุกคนทีนะ พวกเรามีงานพิเศษ วีคนี้มีโบนัสแน่นอน”
เสียงเฮดังขึ้นทันทีทั้งคันรถ
ปลายสายเงียบฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ
“เดี๋ยวป้าส่งโลเกชันไปให้…ทำงานกันให้ดีนะ ถ้าทำดี รับไว้ยาว ๆ เลย”
“ค่ะ / ครับ”
สามเสียงตอบพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
แล้วประโยคถัดมาก็ดังขึ้น
“ป้าส่งโลเกชัน วังเทวาธร ไปให้แล้วนะในไลน์”
เสียงรอบตัวเหมือนเงียบลงไปเพียงเสี้ยวหนึ่ง
ต้นน้ำยังยิ้มอยู่ขณะเปิดไลน์กลุ่มขึ้นมาดู
เมษากำลังคำนวณในใจว่าควรเตรียมอุปกรณ์อะไรเพิ่ม
แต่สำหรับอรุณญา ปลายนิ้วที่จับโทรศัพท์เย็นลงเล็กน้อยทันที
ชื่อเดียวกันกับที่เธอเคยเห็นในข่าว
ชื่อเดียวกับการ์ดเชิญในคืนนั้น
ชื่อเดียวกับชายที่เธอควรเลิกนึกถึงตั้งแต่วันนั้นจบลง
“อาย?” เสียงเมษาเรียกเมื่อเห็นเพื่อนเงียบไป
หญิงสาวกะพริบตาช้า ๆ ก่อนพยักหน้ารับเหมือนดึงตัวเองกลับมา
“ทำงานกันดี ๆ นะ ระวังมารยาทด้วย” ปลายสายกำชับ “รายละเอียดป้าส่งไว้ในไลน์หมดแล้ว”
“ค่ะ…ได้ค่ะป้า” เมษารีบตอบแทน แล้วหันมองเพื่อน “ใช่มั้ยอาย”
“มีอะไรรึเปล่าอาย” ป้าราตรีถามอีกครั้ง เพราะความเงียบนี้ไม่ใช่นิสัยปกติของอีกฝ่าย
“เปล่าค่ะ ขอบคุณที่แนะนำงานให้นะคะ” อรุณญาตอบเสียงเรียบลงเล็กน้อย “อายกับเพื่อน ๆ จะทำให้ดีค่ะ”
“ป้าไม่ห่วงหรอก ฝากด้วยนะ”
สายถูกตัดไปแล้ว แต่เธอยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
ต้นน้ำเป็นคนแรกที่หันมามอง “เป็นอะไร”
อรุณญาเม้มปากเล็กน้อยก่อนตอบเบา ๆ “วังเทวาธร…”
เมษาขมวดคิ้ว “แล้วทำไม”
หญิงสาวมองหน้าเพื่อนทั้งสองคนตรงหน้า ก่อนพูดชื่อที่เบากว่าปกติ
“หม่อมราชวงศ์ราเมศ เทวาธร”
ต้นน้ำอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง พลางสบถ “เชี่ยแล้วไง”
แล้วรีบยกมือปิดปากตัวเองเมื่อเห็นพนักงานคนอื่นหันมอง
ก่อนลดเสียงลงแต่ยังไม่หยุดความตกใจ
“นางเอกฉันตกสวรรค์แล้ว” เขาส่ายหน้าเหมือนภาพทุกอย่างชัดในหัวทันที “เป็นเจ้าหญิงอยู่ในงานกาล่าอยู่ดี ๆ จะได้เจอเจ้าชายอีกที ดันเข้าไปในฐานะเมดที่ถือไม้กวาดกับไม้ม็อบไปเจอเขา”
พูดจบยังไม่พอ เจ้าตัวยังถอนหายใจยาวหันไปหาเมษา
“โลกความจริงกับเทพนิยาย ไม่เหมือนกันอย่างที่แกว่าจริง ๆ ว่ะเมษา”
ต้นน้ำกับเมษาคุยกันต่ออีกสองสามประโยค แต่คราวนี้อรุณญาแทบไม่ได้ยินแล้ว สายตาของเธอลดลงมองหน้าจอโทรศัพท์ในมืออีกครั้ง หมุดโลเกชันที่ป้าราตรีส่งมาอยู่ตรงกลางหน้าจออย่างชัดเจน ชื่อสถานที่สั้น ๆ เพียงไม่กี่คำ แต่ทำให้ความนิ่งในอกแผ่กว้างขึ้นอย่างประหลาด
วังเทวาธร
ตัวอักษรเดิม ชื่อเดิม และคนเดิมที่เธอพยายามบอกตัวเองตั้งแต่วันนั้นว่าเป็นเพียงคนซึ่งเดินผ่านเข้ามาในชีวิตเพียงชั่วคราว
ควรจะจบไปตั้งแต่ประตูงานปิดลงแล้ว
ควรจะเหลือไว้แค่ความทรงจำเงียบ ๆ
เหมือนเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคนอีกโลกหนึ่ง
แต่เช้านี้ ชื่อของสถานที่นั้นกลับถูกส่งเข้ามาอยู่ในมือเธออีกครั้ง ในฐานะสถานที่ทำงาน
หญิงสาวเม้มปากเบา ๆ
หวังเพียงว่าเขาจะไม่อยู่ที่นั่น
หรือถ้าอยู่
อย่างน้อย…ก็คงไม่เดินผ่านมาพบเธอในตอนที่สวมถุงมือยาง ถือไม้กวาดอยู่กลางสนาม
ความคิดนั้นทำให้ปลายนิ้วเย็นลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
“อาย เอาถังไหนไปก่อน” เสียงเมษาเรียกดึงเธอกลับมา
อรุณญาเงยหน้าขึ้น ก่อนตอบสั้น ๆ “เดี๋ยวฉันหยิบเอง”
แต่ในใจยังมีอีกคำถามหนึ่งค้างอยู่เงียบ ๆ
ถ้าเลี่ยงได้…เธอควรเลี่ยงเขาให้มากที่สุดใช่ไหม
++
คุยท้ายตอน : ขอบคุณมาก ๆ ที่แนะนำส้มผัก บางคนก็พิมพ์ผิด บางครั้งก็เข้าใจผิด ส้มผักเอาคำแนะนำไปปรับปรุงแก้ไขนะคะ ลงมาถึงตรงนี้ คนอ่านน่าจะพอรู้แนวแล้วนะคะ เป็นไงบ้าง พอจะชอบมั้ยคะ ฝากตามส้มผักด้วยนะคะ จะเข้าวังกันแล้วนะ เจอกันตอนหน้าค่ะ