อดีตผู้พิพากษาชำแหละชัดๆ เรื่องกำไล EM กับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
06 พ.ค.2569 - วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “กำไล EM, ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และ "เส้นแบ่ง" แห่งความเสมอภาค” ระบุว่า การให้สัมภาษณ์ของทนายความของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อกรณีที่ “ทักษิณ” ซึ่งจะได้รับการพักการลงโทษ ต้องติด กำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) โดยระบุว่า "เป็นการกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะไม่มีพฤติการณ์หลบหนี" แม้จะเป็นถ้อยคำที่ดูเหมือนจะมีน้ำหนักในเชิงสิทธิมนุษยชน แต่ในขณะเดียวกัน กลับเปิดพื้นที่ให้เกิดคำถามสำคัญถึงหลัก "นิติรัฐ" และความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
1.ศักดิ์ศรีที่มาพร้อมหน้าที่และความรับผิดชอบ
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หมายถึง "คุณค่าที่มีอยู่ประจำตัวมนุษย์ทุกคนเพียงเพราะเขาเกิดมาเป็นมนุษย์" โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคม ยศถาบรรดาศักดิ์ เชื้อชาติ ศาสนา เพศ หรือแม้แต่ความประพฤติ (เช่น ต่อให้เป็นนักโทษ ก็ยังมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่)
ในมิติทางกฎหมาย "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ของผู้ต้องโทษยังคงได้รับการคุ้มครองเสมอ แต่ต้องไม่ลืมว่า "การพักการลงโทษ" คือการผ่อนปรนการคุมขังภายใต้เงื่อนไข มิใช่การพ้นโทษโดยสมบูรณ์
การใช้ EM จึงต้องถูกวิเคราะห์ผ่าน หลักความจำเป็นและได้สัดส่วน (Necessity and Proportionality):
• เป็นมาตรการที่เบากว่า: EM ช่วยให้ผู้ต้องโทษกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้แทนการถูกจำกัดอิสรภาพในเรือนจำ
• วัตถุประสงค์ชัดเจน: เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำและการกำกับดูแลตามเงื่อนไขของรัฐ
ดังนั้น การอ้างว่า EM กระทบศักดิ์ศรีมนุษย์ จึงไม่อาจหยุดอยู่แค่หลักการนามธรรม แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ามาตรการนี้ "ไม่จำเป็น" อย่างไรในกรณีเฉพาะนั้นๆ มิเช่นนั้นคำกล่าวอ้างนี้จะกลายเป็นเพียง "วาทกรรม" มากกว่าเหตุผลทางกฎหมาย
2. "ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี" หรือ "การเลือกจำข้อเท็จจริง"?
ข้อโต้แย้งที่ว่าบุคคล "ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี" จำเป็นต้องพิจารณาจากฐานข้อมูลรอบด้าน:
• พฤติการณ์ในอดีต: หากเคยมีการขออนุญาตออกนอกประเทศแล้วไม่กลับมาตามกำหนดเป็นเวลานาน ข้อเท็จจริงนี้คือ "ตัวแปรสำคัญ" ในการประเมินความเสี่ยงทางกฎหมาย
• ความน่าเชื่อถือ: การมองข้ามพฤติการณ์ในอดีตแล้วสรุปว่าปัจจุบันไม่มีความเสี่ยง อาจถูกมองว่าเป็น Selective Framing หรือการเลือกใช้ข้อเท็จจริงเฉพาะส่วนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายตนเอง
3.หลักความเสมอภาค: บรรทัดฐานเดียวกันสำหรับทุกคน
คำถามที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่า "บุคคลใดสมควรได้รับการยกเว้น" แต่คือ "เกณฑ์นี้ถูกบังคับใช้อย่างเป็นธรรมต่อทุกคนหรือไม่?"
ภายใต้หลัก ความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย (Equality before the law):
• หากเรายอมรับว่า EM ละเมิดศักดิ์ศรีมนุษย์ รัฐต้องเลิกใช้กับผู้ต้องโทษ "ทุกคน"
• แต่หาก EM เป็นเครื่องมือที่ชอบด้วยกฎหมาย มาตรการนี้ย่อมต้องใช้บังคับกับบุคคลทุกคนภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคมหรือบารมีทางการเมือง
บทสรุป
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือหัวใจของประชาธิปไตย แต่มันจะมีน้ำหนักทางกฎหมายต่อเมื่อถูกใช้อย่างเป็นระบบผ่านมิติของความจำเป็นและความเสมอภาค หากเรายอมให้มีการสร้าง "ข้อยกเว้น" โดยอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพียงเพื่อบุคคลบางกลุ่ม… นั่นอาจเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของระบบยุติธรรมทั้งระบบลงอย่างสิ้นเชิง
การติด EM จึงไม่ใช่โซ่ตรวนที่พันธนาการร่างกาย แต่เป็น “สายใยแห่งความเชื่อมั่น” ที่ผูกโยงบุคคลเข้ากับระบบยุติธรรมอย่างเสมอภาคกัน
หมายเหตุ:
1) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) เน้นย้ำว่าสิทธิมีอยู่จริง แต่รัฐจำกัดได้ภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียม
"ตาม ICCPR ข้อ 10 ระบุว่า บุคคลทั้งปวงที่ถูกจำกัดเสรีภาพต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความมีมนุษยธรรมและด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีแต่กำเนิดของความเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม การจำกัดสิทธิบางประการ (เช่น การใช้ EM) สามารถทำได้หากเป็นไปตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อความสงบเรียบร้อย และที่สำคัญที่สุดคือต้อง 'ไม่เลือกปฏิบัติ' ไม่ว่าด้วยสถานะทางเศรษฐกิจ สังคม หรือสถานะอื่นใด"
2) ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (หลักการเนลสัน แมนเดลา)
เน้นเรื่องมาตรฐานเดียว (Universal Standard)
"ตาม หลักการเนลสัน แมนเดลา (The Nelson Mandela Rules) ข้อกำหนดที่ 1 และ 2 ยืนยันว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ละเมิดมิได้ แต่การบังคับใช้กฎระเบียบต้องเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม โดยต้อง 'ไม่มีการเลือกปฏิบัติ' และต้องไม่มีข้อยกเว้นที่เป็นสิทธิพิเศษให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง มาตรฐานสากลจึงมุ่งเน้นที่การปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้มาตรการควบคุมเดียวกัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมของระบบโดยรวม"
3) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) เน้นเรื่องความเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย
"UDHR ข้อ 7 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า 'ทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมาย และมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆ' ดังนั้น การอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพื่อขอรับสิทธิพิเศษเหนือบุคคลอื่นในสถานะเดียวกัน จึงขัดต่อเจตนารมณ์พื้นฐานของสิทธิมนุษยชนที่ต้องเป็นสิทธิสำหรับทุกคน (Universal Rights) ไม่ใช่สิทธิเฉพาะราย"
"การยึดถือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามแนวทางของ หลักการเนลสัน แมนเดลา จึงมิใช่การเรียกร้อง 'สิทธิพิเศษ' เพื่อยกเว้นมาตรการควบคุมให้กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือการยืนยันว่า รัฐต้องปฏิบัติต่อทุกคนด้วยมาตรฐานมนุษยธรรมเดียวกัน เพราะศักดิ์ศรีที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อกฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และมอบความเป็นธรรมให้แก่ทุกคนอย่างเท่าเทียม"