โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

คลังหวั่นวิกฤตพลังงาน ซ้อนวิกฤตการคลัง โยนกองทุนน้ำมันพยุงราคา

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 23.48 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. เวลา 06.43 น.

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การพยุงราคาน้ำมัน ในช่วงที่เจอผลกระทบ จากสถานการณ์ตะวันออกกลางนั้น ประเทศไทยมีกลไกในการดูแล 2 ส่วน คือ กลไกการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคา แตกต่างจากหลายๆ ประเทศทั่วโลก ที่มีเพียงกลไกการลดภาษีเท่านั้น

ทั้งนี้ กลไกหลักที่จะนำมาใช้ในการพยุงราคาน้ำมัน ควรจะเป็นการใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาอุดหนุนโดยตรง เนื่องจากขณะนี้กระทรวงการคลังมีความท้าทายในการจัดเก็บรายได้ โดยภาพรวมการจัดเก็บรายได้ 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ยังเป็นไปตามเป้าหมาย

แต่ช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2569 มีความท้าทาย โดยเฉพาะการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา ซึ่งผลประกอบการของธุรกิจสะท้อนจากปีที่ผ่านมาแล้ว

“กระทรวงการคลัง ก็เผชิญกับความท้าทายในการจัดเก็บรายได้ ซึ่งหากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันแล้ว รายได้จากการจัดเก็บภาษีจะหายไปเลย ซึ่งอาจก่อให้เกิดวิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน แต่หากใช้กลไกกองทุนน้ำมันเข้ามาพยุงราคา ช่วงนี้สถานะกองทุนอาจติดลบ แต่อนาคตหากสถานการณ์ราคาน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะปกติ กองทุนก็จะกลับมาเป็นบวก เช่นเดียวกันกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน”

ทั้งนี้ การใช้กลไกกองทุนน้ำมันพยุงราคาหน้าปั๊มสามารถดำเนินการได้เลยทันที ขณะที่การลดภาษีสรรพสามิตนั้น ยังต้องรอขั้นตอนในการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และยังต้องผ่านกระบวนการประกาศออกกฎเป็นกฎกระทรวง เพื่อให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งมีระยะเวลาในการดำเนินการ

“หากขณะนั้นราคาน้ำมันโลกปรับเพิ่มสูงขึ้นอีก การลดภาษีสรรพสามิตก็จะไม่ตอบโจทย์การพยุงราคาหน้าปั๊มแล้ว ซึ่งกลไกการลดภาษีสรรพสามิตสามารถลดภาษีได้สูงสุดเพียง 6-7 บาท/ลิตรเท่านั้น ขณะที่กองทุนน้ำมันไม่มีเพดานดังกล่าว”

ส่วนข้อจำกัดในการกู้เงินของกองทุนน้ำมันนั้น กระทรวงพลังงานจะเป็นหน่วยงานที่เสนอครม. ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาท เท่ากับช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน เชื่อว่าจะสามารถรองรับสถานการณ์ได้ ส่วนมีความจำเป็นจะขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อรองรับวิกฤตดังกล่าวหรือไม่ ยืนยันว่า ยังมีพื้นที่ในการออกนโยบายรับมือวิกฤตกว่า 7 แสนล้านบาท

ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการดูแลราคาน้ำมันว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก กระทรวงพลังงานจะเสนอให้ออก ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเสริมสภาพคล่องรับมือราคาน้ำมันโลกผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี

สำหรับการดำเนินการออกพ.ร.ก.ดังกล่าว จะถูกบรรจุในสัดส่วนหนี้สาธารณะ หากกองทุนมีการเดินหน้ากู้เงิน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า รัฐยังมีพื้นที่การคลังในการรองรับวิกฤตครั้งหนี้ โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66%ต่อจีดีพี และหากนับรวมวงเงินค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล้านบาทแล้ว ยังมีพื้นที่ดำเนินนโยบายได้ได้อีกกว่า 3 แสนล้านบาท

“จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท จะสามารถรองรับวิกฤตพลังงาน จากสถานการณ์ตะวันออกกลางได้ ซึ่งช่วงวิกฤตรัฐเซีย-ยูเครน ในอดีตที่ผ่านมาก็ได้ออกพ.ร.ก.ค้ำประกันในวงเงิน 1.5 แสนล้านบาทเช่นเดียวกัน ขณะนั้นกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งรองรับได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...