สื่อนอกเปิดชื่อ 5 ประเทศเสี่ยง "ขาดแคลนน้ำมัน" ขั้นวิกฤต บอกเลยอาเซียนร่วมใจ
เปิดรายชื่อ 5 ประเทศเสี่ยง "ขาดแคลนน้ำมัน" ขั้นวิกฤต เซ่นพิษสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง กำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน หลังจากอิหร่านสั่งจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลให้หลายประเทศที่พึ่งพาน้ำมันผ่านเส้นทางนี้ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำมันดิบภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
ชนวนเหตุของสงครามครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา หลังปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน เป็นเหตุให้อายาตลอฮ์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต นำไปสู่การตอบโต้ด้วยขีปนาวุธจากฝั่งอิหร่านที่มุ่งเป้าไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ในดูไบ คูเวต และกาตาร์
ล่าสุด ทางการกาตาร์ยังรายงานว่าโรงงานก๊าซหลักในเขตอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีของอิหร่าน เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมา
Google Maps / UNILAD
5 ประเทศเอเชียเผชิญวิกฤตน้ำมันสำรองเหลือน้อย
ข้อมูลจากทีมสินค้าโภคภัณฑ์ของ SocGen และ Forbes ระบุว่ามีหลายประเทศในเอเชียที่กำลังเผชิญความเสี่ยงอย่างหนัก เนื่องจากนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่สูงมาก ดังนี้
- เมียนมา: นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 80% และมีน้ำมันสำรองเหลือใช้ได้เพียงประมาณ 1 เดือนเท่านั้น
- เวียดนาม: พึ่งพาน้ำมันจากเส้นทางนี้มากกว่า 80% และคาดว่าน้ำมันอาจหมดคลังภายใน 1 เดือนหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย
- ฟิลิปปินส์: นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบนี้มากกว่า 3 ใน 4 ของปริมาณการใช้ทั้งหมด
- สิงคโปร์: มีน้ำมันสำรองเหลือสำหรับใช้งานได้เพียง 40 วัน และอาจต้องจัดหาแหล่งพลังงานใหม่ที่มีราคาสูงขึ้นมาก
- ไทย: แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าเล็กน้อย แต่มีน้ำมันสำรองเหลือใช้เพียง 50 วัน โดยปกติไทยนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซราว 400,000 บาร์เรลต่อวัน
นอกจากนี้ ยังมีประเทศอื่นๆ ที่ตกอยู่ในรายชื่อความเสี่ยงเช่นกัน ได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น
BRENDAN SMIALOWSKI / AFP
มาตรการของ "โดนัลด์ ทรัมป์" รับมือราคาน้ำมันพุ่งสูง
ในฝั่งของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เร่งออกมาตรการเพื่อควบคุมราคาน้ำมันดิบ (WTI) ที่พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 95–98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 50% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น โดยมีมาตรการหลักดังนี้:
- ระงับใช้กฎหมาย Jones Act เป็นเวลา 60 วัน: เพื่ออนุญาตให้เรือสัญชาติต่างชาติสามารถขนส่งน้ำมันและก๊าซระหว่างพอร์ตของสหรัฐฯ ได้สะดวกขึ้น เพิ่มปริมาณการกระจายน้ำมันในประเทศ
- ระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์: ทรัมป์ประกาศระบายน้ำมันดิบ 172 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นกว่า 40% ของปริมาณสำรองทั้งหมดของสหรัฐฯ เพื่อพยุงราคาตลาดโลกตามข้อตกลงของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)
- ยกเว้นการคว่ำบาตรรัสเซียบางส่วน: มีการประกาศยกเว้นการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันบางรายการ เพื่อเพิ่มอุปทานน้ำมันในตลาดโลกและลดแรงกดดันด้านราคาต่อพลเมืองสหรัฐฯ
สถานการณ์นี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง หากการเจรจาหรือการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน วิกฤตการณ์พลังงานครั้งนี้อาจลุกลามจนกลายเป็นอัมพาตทางเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วเอเชีย