รมว. คลัง เตรียมพร้อมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้าน ยันยังไม่ขึ้น VAT
รมว. คลัง เตรียมพร้อมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงาน ชี้ไม่กู้อันตรายกว่ากู้ ยันยังไม่ปรับขึ้น VAT เป็น 10% ด้าน คนละครึ่งพลัส ลงทะเบียน พ.ค. เริ่มใช้จ่าย มิ.ย. 69
22 เม.ย. 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผลการประชุมร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ ในวันนี้ที่ประชุมได้ฉายภาพรวมเศรษฐกิจเพื่อกำหนดสมมติฐานงบประมาณปี 2570 โดยคาดการณ์ว่า GDP ปี 2569 จะโต 1.4% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.9% และปี 2570 คาดว่า GDP จะขยายตัวที่ประมาณ 2.2% และ อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1.5% โดยสำนักงบประมาณจะนำสมมุติฐานนี้ไปวางกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ต่อไป
“นโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีคือการปฏิรูประบบงบประมาณโดยตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงานต่างประเทศ หรือการก่อสร้างถนนใหม่ที่เกินความจำเป็น เพื่อนำเม็ดเงินไปใช้ในการลงทุนและดูแลกลุ่มเปราะบาง นอกจากนี้รัฐบาลจะดึงเงินจากกองทุนนอกงบประมาณ ที่มีอยู่ประมาณ 90 กองทุน มาใช้ตามพันธกิจของตนเอง และผลักดันให้รัฐวิสาหกิจมีบทบาทมากขึ้นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน”
ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า สำหรับการพิจารณาการออก พ.ร.ก. กู้เงิน เบื้องต้นจะรอดูผลจาก พ.ร.ก. โอนงบประมาณ และ สถานการณ์โลกก่อน โดยคาดว่าเงินที่ได้รับการโอนตามพ.ร.ก. โอนงบประมาณจะอยู่ที่ 80,000 – 100,000 ล้านบาท โดยเงินในส่วนนี้ไม่ต้องนำไปชำระหนี้เงินคงคลังจำนวน 70,000 ล้านบาท เนื่องจากได้มีการตั้งวงเงินสำหรับใช้หนี้ไว้ใน พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 แล้ว
อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีความแน่นอนว่าสงครามจะจบเมื่อไรจึงควรเตรียมกระสุนไว้เพื่อรับมือ ดังนั้นเบื้องต้นหากจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. กู้เงินได้ตั้งวงเงินกู้ไว้ที่ 500,000 ล้านบาท โดยคาดว่าอาจจะออก พ.ร.ก. กู้เงิน ในช่วงเดือน เม.ย.-ต.ค. 2569 หรือช่วงรอยต่อของปีงบประมาณ
โดยวงเงินกู้ดังกล่าวเพื่อใช้ใน 2 ภารกิจหลัก คือ
(1) บรรเทาภาระประชาชนและกลุ่มเปราะบาง ผ่านนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
และ (2)การเปลี่ยนผ่านที่เน้นการเปลี่ยนวิกฤตพลังงานเป็นโอกาส โดยลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
ทั้งนี้ยืนยันว่า ในปีงบประมาณ 2569 นี้จะไม่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะอย่างแน่นอน เนื่องจากปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ต่อ GDP เหลือพื้นที่อีก 4% จึงจะถึงเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของ GDP ซึ่งมีช่องว่างให้กู้ได้อีกประมาณ 8 แสนล้านบาท ขณะที่บริษัทจัดอันดับเครดิต (เครดิตเรตติ้ง) ยังไม่ได้กังวลเรื่องหนี้สาธารณะของไทยแต่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของการใช้เงินที่กู้มามากกว่า
“ผมได้ไปพูดมุมมองที่การประชุม IMF – World Bank ว่าวันนี้ถ้าไม่กู้อาจจะอันตรายกว่าเพราะกู้เป็นการนำไปสร้างรายได้ให้ GDP โต ถ้าไม่กู้ GDP อาจจะหดตัวทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเตรียมกระสุนไว้ดีกว่า”
ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า สำหรับข้อเสนอการปฏิรูปภาษีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รัฐบาลยืนยันว่า ยังไม่มีแผนที่จะปรับขึ้นภาษี VAT ใน 2569 นี้ โดยจะมีการขยายระยะเวลาการคงอัตราภาษีไว้ที่ 7% ต่อไปอีก 1 ปี จนถึงสิ้นเดือน ก.ย. 2570
“ตามแผนการคลังระยะปานกลางเดิมแผนการปรับขึ้น VAT จะปรับขึ้นแบบขั้นบันไดตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป ดังนั้นปีงบฯ 70 ภาษี VAT จะอยู่ที่ 7% ไปอีก 1 ปี อย่างไรก็ตามการจะปรับขึ้น VAT ต้องดูความพร้อมของเศรษฐกิจด้วย และสถานะวันนี้เรายังไม่พร้อม”
ทั้งนี้ รัฐบาลยังมีแนวทางในการ ปฏิรูปโครงสร้างภาษี ในภาพรวม ได้แก่
(1) เน้นความง่ายด้วยระบบดิจิทัล โดยรัฐบาลเตรียมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อให้การเสียภาษีเป็นเรื่องง่ายขึ้น และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง
(2) การดึงคนเข้าสู่ระบบ โดยมีเป้าหมายที่จะดึงคนที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น โดยจะมุ่งเน้นจัดการกับผู้ที่หลีกเลี่ยงภาษีอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อคนที่ทำถูกต้อง
“ที่เราคิดกันไว้คือโครงสร้างภาษีใหม่จะมีทั้งส่วนที่ปรับขึ้นและปรับลง โดยมุ่งหวังที่จะ ช่วยเหลือกลุ่ม SMEs และกลุ่มมนุษย์เงินเดือนให้มากขึ้น”
สำหรับโครงการคนละครึ่ง เฟสใหม่ หรือนโยบายไทยช่วยไทยคาดว่าจะเปิดให้ ลงทะเบียนในเดือน พ.ค. 2569 และเริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิ.ย. 2569
“ตอนนี้เรากำลังพิจารณารายละเอียดโครงการ จำนวนคนและเงินที่จะให้ขึ้นอยู่กับวงเงินงนประมาณที่เรามี รูปแบบอาจจะเป็นการเยียวยาเป็นเฟส ต้องดูก่อนว่าวิกฤตยาวแค่ไหน”