โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามสหรัฐฯ - อิหร่านยืดเยื้อ หุ้นชิปอนาล็อก หลุมหลบภัยรอบใหม่

ทันหุ้น

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 09.28 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 04.00 น.

#ทันหุ้น – นักลงทุนอาจจะมองว่าสงครามมีแต่หุ้นร่วง แต่จริง ๆ แล้ว ในทุกความผันผวน ในมุมการลงทุนก็จะมีผู้ที่ได้รับประโยชน์โอกาสซ่อนอยู่เสมอ วันนี้จะโฟกัสไปที่กลุ่มหนึ่งที่นักลงทุนเริ่มพูดถึงมากขึ้น นั่นคือหุ้น ชิปอนาล็อก และกลุ่มหุ้นที่เชื่อมโยงกับการป้องกันประเทศ ที่อาจเป็นผู้ชนะในภาวะสงครามยืดเยื้อครั้งนี้

ก่อนจะไปถึงหุ้นชิป ขอเล่าสั้น ๆ ก่อนว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้ความเสี่ยงด้านพลังงานกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดีดขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นเหตุการณ์ ก่อนจะปรับลดลง แต่ยังอยู่ในโซนที่สูงกว่าก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

บทวิจัยจากชาร์ลส์ ชวาบ (Charles Schwab) มองว่าในกรณีสงครามยืดเยื้อที่ยาวเกิน 3 เดือน และช่องทางการส่งออกน้ำมันปิด ความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอจนถึงถดถอยในยุโรปและเอเชียจะเพิ่มขึ้นทันที ขณะที่สหรัฐฯ เองก็เผชิญทั้งเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่ตึงตัวไปพร้อมกัน ทำให้ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสเผชิญแรงขายและความผันผวนสูงต่อเนื่อง

โดยกลุ่มที่มักโดนกดดันในสถานการณ์รอบนี้ก็จะเป็นธุรกิจที่ Sensitive กับต้นทุนน้ำมัน เช่น สายการบิน ขนส่ง ค้าปลีก รวมถึงบางส่วนของเทคโนโลยีที่ใช้ไฟเยอะ อย่างศูนย์ข้อมูลและ AI Infrastructure ที่ต้นทุนพลังงานอาจพุ่งขึ้นตามราคาน้ำมัน

คำถามคือ ในภาพที่ดูไม่สวยนี้ มีกลุ่มไหนที่อาจกลายเป็น “ผู้ชนะ” ได้บ้าง และหนึ่งในคำตอบจากฝั่ง Wall Street คือหุ้นชิปอนาล็อก

มาร์ค ลิปาซิส (Mark Lipacis) นักวิเคราะห์กลุ่มธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ ของเอเวอร์คอร์ (Evercore) ชี้ว่า หากสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่านยืดเยื้อ ผู้ผลิตชิปแบบอนาล็อกที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกลาโหมและมีอำนาจในการกำหนดราคา จะอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบมากกว่าบริษัทชิป AI และดิจิทัลรายใหญ่

โดยผู้ผลิตชิปแบบอนาล็อกและวงจรแอนะล็อกและดิจิทัลไว้บนชิปเดียวกัน ที่เรียกว่า Mixed-signal สำหรับอุตสาหกรรมการบินและกลาโหม รวมถึงระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรม จะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นตามงบประมาณกลาโหม และสามารถรักษาราคาขายได้ดีในภาวะเศรษฐกิจสงคราม

ที่สำคัญบริษัทที่มีตลาดหลากหลาย กระจายฐานลูกค้าไปหลายอุตสาหกรรม และไม่ได้พึ่งพาอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคมากนัก จะมีความสามารถรับมือได้ดีกว่า หากราคาน้ำมันและค่าพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และกดดันความต้องการชิปในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น สมาร์ตโฟนหรือพีซี

มาร์ค ลิปาซิส ยกตัวอย่างหุ้น Microchip Technology (MCHP) ชิปไมโครคอนโทรลเลอร์และอนาล็อก มีรายได้ประมาณ 21% จากลูกค้าในอุตสาหกรรมการบิน อวกาศและการป้องกันประเทศ ทำให้บริษัทมีอำนาจต่อรองโดยตรงต่อการใช้จ่ายที่สูงขึ้นของกระทรวงกลาโหมและพันธมิตรในสงครามที่ยืดเยื้อ

เขาชี้ว่า หุ้นชิปแบบอนาล็อกก ทำหน้าที่ได้ทั้ง Defense Play และ Defensive Play ไปพร้อมกัน คือได้อานิสงส์จากงบกลาโหมที่เพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีฐานรายได้ที่มั่นคง และมีเงินสดในมือสูงพอที่จะรับมือความผันผวนของตลาดได้ดีกว่าหุ้นเทคโนโลยีที่เน้นการเติบโตเพียงอย่างเดียว

สำหรับนักลงทุน คำถามหลักอาจไม่ใช่ “ซื้อหุ้นชิปตัวไหนดี” เพราะส่วนใหญ่เป็นหุ้นต่างประเทศ แต่คือ “เราจะจัดพอร์ตอย่างไรให้รับมือความเสี่ยงสงครามยืดเยื้อ และยังหาประโยชน์จากธีมนี้ได้”

มุมหนึ่งที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตา คือการเพิ่มน้ำหนักในธีมที่ได้ประโยชน์จาก

  • งบประมาณด้านกลาโหมที่สูงขึ้น
  • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center และ AI ที่ยังเดินหน้าต่อ แม้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น
  • การย้ายฐานการผลิตชิปและกระจายซัพพลายเชนออกจากจุดเสี่ยง

สำหรับนักลงทุนไทย ช่องทางการเข้าลงทุนมักจะผ่าน

  • กองทุนรวม/กองทุนต่างประเทศที่เน้นธีมเทคโนโลยี – ชิป – กลาโหม
  • กองทุน ETF ต่างประเทศที่กระจายลงทุนในหุ้นชิปอนาล็อกหรือหุ้น Defense รายใหญ่
  • หรือนักลงทุนที่เทรดหุ้นต่างประเทศเอง อาจเลือกหุ้นรายตัวที่เน้น Free Cash Flow แข็งแรง ปันผลสม่ำเสมอ และมี Exposure กับอุตสาหกรรมการบินและกลาโหมสูง

แต่สิ่งสำคัญคือ การมองธีมสงครามยืดเยื้อเป็น “ส่วนหนึ่ง” ของภาพรวมพอร์ต ไม่ใช่ทั้งหมดของพอร์ต เพราะหากสถานการณ์คลี่คลายเร็วกว่าคาด หุ้นกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากสงครามก็มีโอกาสถูกเทขายและหมุนกลับไปสู่หุ้นเติบโตหรือกลุ่มหุ้นวัฏจักรอื่น ๆ ได้เช่นกัน

ต้องเน้นว่า สงครามยืดเยื้อคือ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดเดาได้ยากมาก และผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงอาจรุนแรงกว่าที่ตลาดประเมินในช่วงแรก ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน ต้นทุนเงินเฟ้อ หรือความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดังนั้น ก่อนจะเพิ่มน้ำหนักในธีมชิปหรือ Defense Play นักลงทุนควรถามตัวเองสามเรื่อง

  • รับความผันผวนได้แค่ไหน ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนกลับเร็ว
  • พอร์ตโดยรวมมีการกระจายความเสี่ยงข้ามสินทรัพย์และภูมิภาคเพียงพอหรือยัง
  • เข้าใจจริงหรือไม่ว่าธีมสงครามครั้งนี้ส่งผลต่อรายได้ กำไร และกระแสเงินสดของบริษัทที่เราลงทุนอย่างไร

ในทุกวิกฤต สุดท้ายแล้วตลาดจะกลับมาวัดกันที่ “พื้นฐาน” และ “กระแสเงินสด” เสมอ สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ที่ยืดเยื้ออาจกลายเป็นแรงทดสอบครั้งใหญ่ของหลายธุรกิจ แต่ก็เปิดโอกาสให้กับบริษัทที่มีบทบาทด้านความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...