สงครามอิหร่านแต่ “ทองคำ” ไม่พุ่ง อะไรฉุดราคาทอง และแนวโน้มไปทางไหนต่อ?
ปกติความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มักดันราคา ทองคำ พุ่ง แต่สงครามอิหร่านรอบล่าสุดกลับไม่เป็นเช่นนั้น อะไรอยู่เบื้องหลัง และทิศทางราคาทองจะไปทางไหนต่อ
วันที่ 13 มีนาคม 2569 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า โดยปกติแล้ว เมื่อโลกเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาทองคำมักพุ่งขึ้นทันทีในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในสงครามล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ภาพที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นไปตามสูตรเดิมนัก
ในช่วงสงคราม 12 วันกับอิหร่านเมื่อปีที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรง ก่อนจะลดลงหลังมีการประกาศหยุดยิง อย่างไรก็ตามในความขัดแย้งรอบล่าสุดซึ่งดำเนินมาแล้วราวสองสัปดาห์ ราคาทองคำกลับเคลื่อนไหวในกรอบค่อนข้างจำกัด
หลังจากสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ราคาทองคำปรับขึ้นจากประมาณ 5,296 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ไปแตะระดับ 5,423 ดอลลาร์ สอดคล้องกับแนวคิดดั้งเดิมที่ว่า ความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์จะผลักดันให้นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ
แต่ไม่นานหลังจากนั้น ตลาดกลับเผชิญแรงขาย ทำให้ราคาทองคำร่วงลงมากกว่า 6% เหลือประมาณ 5,085 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ในวันที่ 3 มีนาคม ขณะที่ในสัปดาห์นี้ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงขึ้น แต่ราคาทองคำกลับเคลื่อนไหวอยู่เพียงในช่วงประมาณ 5,050–5,200 ดอลลาร์ โดยล่าสุดซื้อขายอยู่ราว 5,175 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
นักวิเคราะห์มองว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้แรงเหมือนในอดีต หนึ่งในนั้นคือการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
รอสส์ นอร์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเว็บไซต์ Metals Daily ซึ่งติดตามตลาดโลหะมีค่า ระบุว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจนำไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะหากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสำคัญของโลกถูกปิดกั้น
สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น หรือแม้กระทั่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่สูงจะเพิ่มความน่าสนใจให้กับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน เช่น พันธบัตรรัฐบาล เมื่อเทียบกับทองคำซึ่งไม่ให้ดอกผล
นอร์แมนมองว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำและเงินในช่วงนี้อาจดูค่อนข้างซบเซา แต่ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้หลังจากที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ นักลงทุนสถาบันบางส่วนยังเริ่มกังวลกับความผันผวนของราคาทองคำในช่วงหลัง ทำให้ลดการถือครองลง
อีกคำอธิบายหนึ่งคือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ช็อกในตลาดการเงิน นักลงทุนจำนวนมากมักเร่งขายสินทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ส่งผลให้เกิดแรงขายในวงกว้าง แม้แต่ทองคำซึ่งปกติถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยก็อาจถูกขายในระยะแรก
อาเมอร์ ฮาลาวี หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัท Al Ramz อธิบายว่า เมื่อเกิดภาวะตึงตัวด้านสภาพคล่อง นักลงทุนมักขายสินทรัพย์เกือบทุกประเภทเพื่อถือเงินสดก่อน จากนั้นจึงค่อยกลับมาประเมินสถานการณ์และเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมใหม่อีกครั้ง โดยตามปกติแล้ว ทองคำมักจะถูกขายในช่วงแรกของวิกฤต ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวในระยะต่อมา
แม้ราคาทองคำจะผันผวนในระยะสั้น แต่มุมมองของสถาบันการเงินรายใหญ่ยังคงเป็นบวก เจ.พี. มอร์แกน คาดว่าราคาทองคำอาจแตะระดับประมาณ 6,300 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ภายในสิ้นปี 2026 ขณะที่ดอยช์แบงก์ยังคงเป้าหมายราคาทองคำที่ประมาณ 6,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าแม้ทองคำจะไม่ตอบสนองต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างร้อนแรงเหมือนในอดีต แต่ในระยะยาว สินทรัพย์ปลอดภัยชนิดนี้ยังคงมีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง
อ้างอิง : www.cnbc.com