โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"รมช.สรรเพชญ" มอบ นโยบาย กทท. 6 ด้าน เร่งโครงสร้างพื้นฐาน-เทคโนโลยี เชื่อมโยงโลจิสติกส์ เติบโตคู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

สวพ.FM91

อัพเดต 30 เม.ย. เวลา 09.20 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. เวลา 06.06 น.

วันนี้ (30 เมษายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี พร้อมบูรณาการเชื่อมโยงโลจิสติกส์ มุ่งสู่การเป็นท่าเรือสีเขียวที่เติบโตเคียงคู่ชุมชน โดยมีว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. ผู้บริหาร พนักงาน กทท. ร่วมต้อนรับ

นายสรรเพชญ บุญญามณี กล่าวว่า การท่าเรือฯ เป็นหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่ง 1 ใน 4 นโยบายเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคมคือมุ่งพัฒนาระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านคมนาคมเพื่อรองรับการเติบโตทางศรษฐกิจในอนาคต และที่ผ่านมาการท่าเรือฯ ได้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวสู่การเป็นท่าเรือระดับสากล และศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำของภูมิภาค ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม และสามารถผลักดันภารกิจสำคัญให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมจึงขอมอบนโยบายในการดำเนินงาน 6 ด้านสำคัญ ดังนี้

1. โครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ มุ่งพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือให้รองรับปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเร่งรัดโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โดยเฉพาะการหาข้อสรุปแนวทางดำเนินงานท่าเทียบเรือ F1 และ F2 ซึ่งกำหนดเป็นภารกิจเร่งด่วน รวมถึงการพัฒนาโครงการท่าเรืออัตโนมัติที่ท่าเรือกรุงเทพ การบริหารจัดการพื้นที่ลานวางตู้สินค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการยกระดับศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนของท่าเรือภูมิภาค ให้ศึกษาความเหมาะสมในการพัฒนาท่าเรือระนอง เพื่อพัฒนาสู่ประตูการค้าหลักฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงการขนส่งไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC และการเร่งพัฒนา
โครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริหารจัดการ และการให้บริการของท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและท่าเรือเชียงของเพื่อให้เป็นกลโกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

2.เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และการขนส่งทั้งระบบ เร่งเชื่อมโยงระบบการขนส่งของประเทศทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำ อย่างไร้รอยต่อ ผ่านการพัฒนาระบบ Multimodal และการปรับรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) พร้อมเร่งรัดโครงการเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพกับทางพิเศษสายบางนา-อาจณรงค์ (S1) โดยเลือกรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และลดปัญหาจราจร รวมถึงผลักดันการพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) ในพื้นที่ศึกษาไว้แล้วให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สนุนการเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางราง โดยดำเนินการร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย และเร่งการบริหารจัดการ SRTO ทั้งด้านระบบ เครื่องมือ และพื้นที่ เพื่อรองรับความต้องการขนส่งทางรางที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนวางแผนพัฒนาระบบรางให้สอดรับกับโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 อย่างเป็นระบบ

3. การบริหารจัดการท่าเรือด้วยเทคโนโลยี เร่งยกระดับการบริหารจัดการท่าเรือด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อก้าวสู่การเป็น Smart Port โดยผลักดันการพัฒนาระบบ PCS (Port Community System) ให้สามารถใช้งานได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับการปรับปรุงระบบ Truck Queue ให้มีเสถียรภาพและสะดวกต่อการใช้งาน

4. แก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่และการบูรณาการหน่วยงาน โดยเร่งแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่ท่าเรือหลักทั้งท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือกรุงเทพ พร้อมนำเทคโนโลยี และเครื่องมือมาใช้ในการจำลองสถานการณ์จราจร และคิวรถบรรทุก (Truck Queue) เพื่อทดสอบมาตรการก่อนนำไปปฏิบัติจริง รวมถึงเร่งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้เชื่อมโยงกัน และจัดหาพื้นที่รองรับรถบรรทุก (Bufer Zone) เพื่อลดดความแออัดของการจราจรบนถนนหลัก

5. การพัฒนาอย่างยั่งยืนและการอยู่ร่วมกับชุมชน กำหนดทิศทางการพัฒนาสู่การเป็น Green Port มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม พร้อมกับการใส่ใจดูแลชุมชนอย่างรอบด้านและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อให้การพัฒนาท่าเรือเกิดความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

6. การรองรับความผันผวนและการยกระดับศักยภาพองค์กร โดยมุ่งยกระดับศักยภาพองค์กรให้พร้อมรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงรองรับหลายสถานการณ์ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมั่นคง

ในโอกาสนี้ กทท. ได้รายงานสรุปผลการดำเนินงานโครงการที่สำคัญของ กทท. ทั้ง 5 แห่ง พร้อมรายงานการขับเคลื่อนโครงการ Quick Win อาทิ การเร่งรัดก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 การเร่งแก้ไขปัญหาจราจร รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง พร้อมนำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานภายในพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ

นายสรรเพชญฯ กล่าวย้ำว่า "การขับเคลื่อนภารกิจของการท่าเรือฯ มีความสำคัญต่อการเสริมศักยภาพการแข่งขับของไทยในเวทีการค้าโลก การดำเนินงานจึงต้องมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ทั้งการยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ การแก้ปัญหาด้านคนาคมขมขนส่ง
และการจราจร โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ รวมถึงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งอย่างไร้รอยต่อ พร้อมเดินหน้าพัฒนาท่าเรือสีเขียวและดูแลชุมชนโดยรอบ เพื่อให้การพัฒนาท่าเรือสามารถเติบโตไปกับเมืองและสังคมได้อย่างสมดุล"

ด้านรักษาการแทนผู้อำน่วยการ กทท. กล่าวว่า "การท่าเรือฯ รับนโยบายของกระทรวงคมนาคมและขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการดำเนินงานและการให้บริการให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการและทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การพัฒนาท่าเรือเป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืน"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...