โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Obey Myself กับ ‘โอเบย์ ปัณณวิชญ์’ นักแสดงที่เชื่อฟังตัวเองตามความหมายชื่อ ตั้งแต่เป็นเชฟที่ปรุงรสอาหาร เป็นนักแสดงที่ปรุงรสตัวละคร และเป็น LGBTQ+ ที่ไม่ต้องปรุงรสเพิ่มก็มีค่าพอเสมอ

Mirror Thailand

อัพเดต 30 เม.ย. เวลา 07.27 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. เวลา 02.30 น.
ภาพไฮไลต์

ความสามารถในการ ‘ปรุงรส’ ของเขาคนนี้ ไม่ธรรมดา! และทั้งหมดก็มาจากการ ‘เชื่อฟัง’ ที่หมายถึงเชื่อฟังตัวเองว่า “ทำได้” ตามชื่อ‘Obey’ หรือ ‘โอเบย์ ปัณณวิชญ์’ นักแสดงที่นิยามตัวเองว่าเป็น LGBTQ+ ผู้ชอบปรุงรสตัวละคร และเชฟที่ชอบปรุงรสอาหาร มาพร้อมลุคหน้าหวานผมยาวเซอร์ ที่บางมุมคนก็ชมว่าหล่อ บางครั้งคนก็ชมว่าสวย บางทีคนก็แซวว่า เคะมาก บางคราวคนก็บอกว่าโคตรเมะ คาแรกเตอร์ที่มีความลื่นไหล บางทีก็ดูออกสาว บางทีก็ดูเท่ๆ กลายเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ซึ่งเป็นความธรรมชาติและ ‘ตัวตน’ จริงๆ ของเขาโดยไม่จำเป็นต้องปรุงรสอะไรเพิ่มก็มีดีในแบบของตัวเอง ขณะที่อาชีพเชฟและนักแสดง โอเบย์ตั้งใจบรรจงปรุงรสเพิ่มเพื่อเสิร์ฟ Storytelling ผ่านอาหารทุกจาน และซีรีส์ทุกเรื่อง เพราะนอกจากจะรักตัวตนของตัวเองแล้ว เขายังรักทั้งสองอาชีพนี้และอยากทำมันออกมาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ปรุงรสอาหาร ในฐานะ‘เชฟ’ โอเบย์ชอบทำอาหารมาตั้งแต่ 11 ขวบ และมีความฝันอยากเรียนที่ Le Cordon Bleu Dusit ซึ่งเขาก็ได้เข้าไปเรียนจริงๆ และจบออกมาก็ได้เป็นเชฟตามใจหวัง เขาทำทั้ง Fine Dining, Bistro และ Comfort Food (เคยทำอาหารให้เพื่อนนักแสดงลองกิน จนหลายคนติดใจมาแล้ว!)

ปรุงรสตัวละคร ในฐานะ ‘นักแสดง’ แม้โอเบย์จะเป็นนักแสดงหน้าใหม่ ถึงอย่างนั้น แต่ละบทที่รับเล่น กลับมีคาแรกเตอร์และเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปอย่างน่าสนใจ และการได้ปล่อยของออกมาผ่านฝีมือการแสดงจนทำให้ผู้ชม ‘เชื่อ’ ว่าเขาเป็นตัวละครนั้นได้จริงๆ ก็ทำให้หลายคนต่างบอกว่า นี่คือนักแสดงมากความสามารถที่น่าจับตาในวงการ

ตั้งแต่บท ‘โตเกียว’ สาวทรานส์ใน ‘TASTE เด็กเจนแซ่บ’ / ‘ฮ่องเต้’ แอนตี้แฟนใน ‘เด็กใหม่ The Reset’ / ‘มังแยจอชวา’ พระโอรสของมังชัยสิงห์ ใน ‘หงสาวดี’ และล่าสุด ‘เรย์’ แฟนเก่าลุคเฟียสของพระเอกใน ‘หลงกลิ่นเกสร’

โอเบย์สามารถเล่นบทที่มีความ masculine ได้ เล่นบทที่มีความ feminine ได้ จนถึงเล่นบทที่มีเพศสภาพไม่เหมือนตัวเองได้ เพราะเขาเป็น ‘นักแสดง’ ที่อยากเล่นได้ทุกบทบาท โดยใช้ความสามารถ พาตัวเองไปสู่โอกาสทางการแสดงต่างๆ เขาทั้งเชื่อและมั่นใจ รวมถึงอยากให้หลายคนเปิดใจว่า การเป็น LGBTQ+ ไม่ใช่อุปสรรคในการแสดง และการเชื่อในตัวเองของโอเบย์ก็ทำให้เขาเอาชนะความกังวลว่า ถ้าเป็นเควียร์ในอุตสาหกรรมบันเทิงจะมีความยากลำบากหรือเปล่า เพื่อมุ่งหน้าทำสิ่งที่รักต่อไป ด้วยคติ “เราไม่ได้อยู่บนโลกนานขนาดนั้น” อยากเป็นอะไร เป็น อยากทำอะไร ทำ

Appetizer: Meet Obey

วัยรุ่น Gen Z อายุย่างเข้า 23 ปี แนะนำตัวเองให้เราฟังว่า “โอเบย์ มาจากภาษาอังกฤษ แปลว่าเชื่อฟัง พ่อแม่ตั้งให้เพราะอยากให้เชื่อฟัง กลัวดื้อ จริงๆ คนอาจจะเห็นเบย์ส่วนใหญ่ในลุคเฟียส ดูร้ายๆ เพราะเล่นบทร้าย แต่จริงๆ เบย์เป็นคนเงียบๆ ขี้อายด้วยซ้ำ เป็นคนสงบ และง่ายๆ ไม่ค่อยได้เที่ยวข้างนอกเท่าไหร่ครับ”

แต่ดูเหมือนเล่นร้ายแต่คนก็ยังเอ็นดูอยู่ดี! เพราะช่วงนี้เห็นแฟนๆ เรียกเขาว่า ‘เคะ’ บ้าง หรือบางคนก็เรียกว่า ‘เมะ’ บางคนก็บอกว่าเป็นพี่คนสวยขา หรือบางคนก็มองด้วยฟิลเตอร์แฟนหนุ่ม ซึ่งสำหรับโอเบย์แล้ว เขารู้สึกบันเทิงกับการถูกเรียกด้วยคำต่างๆ มาก เจ้าตัวเล่าให้เราฟังว่า “เบย์รู้สึกสนุกอะ พอเราเล่นได้หลายอย่าง หลายบท แฟนๆ ก็คงเอ็นดู มองเราด้วยสายตาแบบนู้น แบบนี้ มันก็ใหม่นะ ตอนแรกเบย์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคะกับเมะคืออะไร ก็เป็นศัพท์ใหม่ๆ ที่เบย์คงต้องเรียนรู้ต่อไปครับ (หัวเราะ)”

เขาบอกว่าไม่ใช่แค่แฟนๆ ที่มองเห็นความลื่นไหลในตัวเขา แต่ตัวเขาเองก็มองเห็นความลื่นไหลในตัวเอง เขาชอบแฟชั่นและแต่งตัวแบบ unisex วันไหนอยาก feminine เขาก็ใส่ชุดที่ดู feminine วันไหนอยาก masculine เขาก็ใส่ชุดที่ดู masculine แบบที่ไม่มีกรอบอะไรมาจำกัด เช่นเดียวกับคาแรกเตอร์ของเขาที่มีอย่างหลากหลาย “เบย์นิยามตัวเองว่าเป็น LGBTQ+ บางมุมเราก็มองตัวเองว่า ออกแนวน่ารัก feminine บางมุมเบย์ก็ออกแนวเท่ดู masculine ตอนแรกก็เป็นคำถามในหัวว่า เราควรไปสุดสักทางไหม แต่ลองพยายามดูแล้วก็รู้สึกว่าไม่ใช่สักทาง สุดท้าย การที่เราอยู่ตรงกลาง ลื่นไหลได้ มันก็เป็นเสน่ห์ในแบบเรา และเราก็ภูมิใจที่เป็นตัวเองแบบนี้”

อย่างที่เขาบอก กว่าจะโอบกอดความเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง เขาก็มีมุม struggle ในเรื่องเพศ เมื่อเกิดความรู้สึกที่ว่า หรือเราต้องไปสุดสักทาง เพื่ออยู่ในกล่องสักกล่อง? ทั้งที่ความจริง เราไม่จำเป็นต้องอยู่สักกล่องเลยก็ได้

“เวลาเราเห็นคนอื่นเยอะๆ มันมีส่วนทำให้เราหันกลับมาถามตัวเองว่า ‘เราเป็นอะไร?’ ทั้งเรื่องการแต่งตัว คำพูด หรือการนิยามตัวตน เราเห็นคนที่ feminine มากๆ พอเราลองเป็นแบบนั้น เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นตัวเอง พอเราจะลอง masculine จ๋าๆ เคยเล่นคอนเทนต์เป็นแฟนกับเพื่อนผู้หญิง 1 นาที คือฝืนสุดๆ (หัวเราะ) นั่นก็ไม่ใช่เรา เราค่อยๆ ตอบตัวเองได้ว่า เราไม่ต้องไปสุดสักทางก็ได้ บางอย่างเราไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่บางอย่างเราก็อยากจะทำแบบนั้น มันก็ทำให้รู้ว่าเราเป็นคนที่ flexible สเปกตรัมของเบย์คือเลื่อนไปได้ตลอดเลย หรือย้อนไปตอน ม.4 เบย์เคยไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกา เราพยายามเบลนด์อินอยู่ในกลุ่มนี้กลุ่มนั้นเพื่อหาตัวเอง เช่น กลุ่มตัวแม่ Gossip Girl กลุ่มเนิร์ดๆ Musician เล่นดนตรี แต่พอลองทั้งหมด ก็มาตกตะกอนตอนใกล้กลับไทยว่า มันไม่ใช่ เราเป็นตัวเองดีกว่าและดีที่สุด”

“หรือนี่จะเป็นเหตุผลที่ทำให้บางคนมองว่า เห้ย นี่เคะ หรือ เห้ย นี่เมะ อยู่อย่างนั้น สลับไปเรื่อยๆ (หัวเราะ)”

จากที่เป็นเชฟหลังบ้านมาตลอด พอมาเป็นนักแสดงที่ต้องอยู่หน้าบ้าน ความจริงแล้วโอเบย์ก็เคยมีช่วงเวลาที่เกิดความกังวลและเกิดความรู้สึกกดดันบางอย่าง เขาเปิดใจแชร์ให้ฟังว่า “เคยกังวลว่าเป็นนักแสดง LGBTQ+ มันจะยาก เราไม่ได้ขายได้ขนาดนั้นหรือเปล่า แต่พอมาอยู่จริงๆ การที่เราเล่นได้หลายบทและไม่ยึดติดกับลุคใดลุคหนึ่ง เราก็เห็นทางไปต่อ เพราะเบย์คิดว่า ไม่ว่าเราจะเป็นเพศไหน ก็ควรได้เล่นบทที่หลากหลาย เพราะนักแสดงควรเล่นได้ทุกบท นั่นคือพื้นฐานของการเป็นนักแสดงในมุมของเบย์ อยากให้ใช้ทักษะมาเป็นตัววัดมากกว่าเรื่องเพศ ถ้าเขาเล่นได้ มันก็ควรจะเป็นไปได้ครับ”

“ลุคเบย์อาจจะเป็นลุคที่ใหม่สำหรับวงการบันเทิงไทย เราไม่ได้เห็น guidance เราไม่ได้เห็นตัวอย่างนักแสดงไทยที่เป็นแบบเบย์ เบย์เลยไม่ได้รู้มาก่อนละกันว่าเราต้องไปในทิศทางไหน สเต็ป 123 ของมันคืออะไร เราไม่รู้ แต่พอเราจับทางได้ เราก็มองว่า จริงๆ ความเป็นเรามันก็สามารถเอาไปขายได้แหละ! เราสามารถดันบาร์ให้เข้ากับคาแรกเตอร์ต่างๆ ได้ มันทำให้เราเล่นได้หลายบท มันทำให้เราไม่จำกัดว่าเราต้องเป็นไทป์นี้ ไทป์นั้นไปตลอด เป็นเด็กนักเรียนในห้องเรียน เป็นลูกนักรบ เป็นเด็กหลังห้อง เด็กเก็บกด คือเราเป็นได้หลายอย่าง เพราะเราไม่ได้จำกัดตัวเองตายตัว เราจะไปสายแฟชั่นก็ได้ เบย์อยากให้ทางอุตสาหกรรมบันเทิงและตัวทีมงานในวงการลองเปิดโอกาสให้กับนักแสดงทุกเพศที่มีความสามารถในการเล่นดู โดยไม่ต้องเอาเพศมาเป็นกำแพง”

Main Course: It's Showtime

“ทั้ง 4 เรื่องที่เบย์เล่นมา ตั้งแต่ ‘โตเกียว’ ใน TASTE เด็กเจนแซ่บ ‘ฮ่องเต้’ ใน เด็กใหม่ The Reset ‘มังแยจอชวา’ ใน หงสาวดี และ ‘เรย์’ ใน หลงกลิ่นเกสร จะเป็นเรื่องที่ dynamic range ของตัวละคร ค่อนข้างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเรื่องเพศ การวางตัว สถานะทางสังคม ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยในการตีความของเบย์ พอเราได้เล่นเป็นตัวละครที่ไม่เหมือนตัวเอง หรือพูดง่ายๆ ว่าได้ลองเป็นคนอื่นดู เรารู้สึกสนุกกับการแสดงมากๆ เราได้เอาตัวเองไปเป็นผ้าขาวที่ชูตัวละครขึ้นมา โดยที่ไม่ได้เอาตัวเองใส่ลงไป ถึงแม้ว่าบางบทจะคล้ายกับตัวเองบ้าง แต่เราก็จะต้องทำการบ้านเรื่องความคิดและประสบการณ์ของตัวละครนั้นๆ ให้ออกมาเป็นตัวละครนั้นมากกว่าออกมาเป็นตัวเอง การทำแบบนี้ มันทำให้คนดูเห็นว่าตัวละครนั้นคือตัวละครนั้นจริงๆ ไม่ใช่ติดภาพว่าเป็นโอเบย์มาท่องบทเฉยๆ” โอเบย์กล่าว และถัดจากย่อหน้านี้คือผลงานการแสดงที่เชฟคนนี้อยากเล่าให้ฟัง

  • จานแรกในวงการ ‘โตเกียว’ จาก ‘TASTE เด็กเจนแซ่บ’

“ทุกอย่างมันบังเอิญมาก ตอนแคสต์ TASTE เบย์ไม่ได้สนใจวงการบันเทิงขนาดนั้น แต่เบย์ไปค่ายๆ หนึ่ง ทีนี้พี่ที่รู้จักเขาชวนเบย์ไปแคสต์ เพราะเขาเห็นคาแรกเตอร์เบย์มันใหม่ มันน่าจะเข้ากับตัวละครนั้นได้ ผู้กำกับเขาบรรยายตัวละครโตเกียวไว้ว่า ไปอยู่กลุ่มทรานส์ก็ไม่ฟิตอิน อยู่กับกลุ่มผู้ชายก็ไม่ฟิตอิน ซึ่งเบย์รู้สึกว่า เบย์สามารถดันบาร์ตรงนั้นไปให้โตเกียวได้ เพราะในบางมุมเราก็มีมุมที่รีเลตกับโตเกียว”

“โตเกียวเลยเป็นคาแรกเตอร์ที่เบย์รู้สึกว่าเหมือนเราที่สุด รีเลตที่สุด เขาเป็นคนเฟรนด์ลี่ รักเพื่อน มีมุมมองของตัวเอง แต่ในความเหมือนก็มีมุมที่ต่าง อย่างการชอบเข้าสังคม ที่ตัวจริงเราเป็นคนติดบ้าน และมุมมองการเป็นทรานส์ ที่ไม่เหมือน เพราะเราไม่ได้เป็นทรานส์”

  • จานที่สอง ‘ฮ่องเต้’ จาก ‘เด็กใหม่ The Reset’

“ส่วนคาแรกเตอร์ที่ไม่เหมือนที่สุดคือ ฮ่องเต้ น่าจะเหมือนตัวจริงเบย์แค่ 10% อย่างเรื่องเพศ เบย์วางฮ่องเต้ไว้ในจุดที่ค่อนข้างจะ masculine เยอะ การคิดของเขาก็จะไม่เหมือนกับเรา การระบายอารมณ์ของเขาก็จะไม่เหมือน โลกส่วนตัวของเขาก็จะไม่เหมือนกับเรา มันต้องลงลึกไปว่าคนคนหนึ่งเขาต้องเจอ trauma อะไรบ้าง การเป็นนักเรียน การอยู่ในสังคมนักเรียน เป็นเรื่องที่ค่อนข้างดาร์ก เบย์เลยต้องเข้าไปลึกมากๆ”

  • จานที่สาม ‘มังแยจอชวา’ จาก ‘หงสาวดี’

“อย่าง มังแยจอชวา จะมีหลายคนที่บอกว่า พอเบย์มาเล่น แล้วเห็นเป็นมังแยจอชวาจริงๆ ซึ่งก็ตรงกับความตั้งใจของเบย์ที่ไม่ได้อยากให้คนรู้สึกติดภาพว่าเป็นเรา ตัวละครนี้มีมุมที่ต่างกับเบย์เยอะพอสมควร เขาเป็นคนที่ superior เป็นลูกพระยานาหมื่น คิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าใคร จะทำอะไรก็ได้ มองทุกคนต่ำกว่า ไม่ได้มองว่า empathy เป็นเรื่องสำคัญ เบย์ก็มีหลายมุมที่ไม่ได้เห็นด้วยกับเขา แต่เบย์ก็มีมุมที่เห็นใจเขาเหมือนกัน อย่างประโยคหนึ่งที่พูดว่า ‘ไม่ว่าจะทำอะไร ข้าก็เป็นรองเจ้าพี่อยู่ร่ำไป จะอยู่หงสาวดีไปทำไม’ สุดท้ายเขา realize ได้ว่า ไม่ว่าจะเอาใจพ่อเท่าไหร่ สุดท้ายคนที่ได้เป็นอุปราชาก็คือเจ้าพี่ ไม่ใช่เขา”

“ส่วน ‘เรย์’ ใน ‘หลงกลิ่นเกสร’ ที่เพิ่งออนแอร์ เบย์ยังไม่อยากสปอยล์ บอกได้แค่ว่าเป็นคนเฟียสๆ (หัวเราะ) ฝากติดตามด้วยนะครับทางช่องวัน 31”

ด้วยความที่ตีบทแตกในทุกๆ เรื่องที่รับเล่น หลายคนอาจไม่รู้ว่า ความจริงแล้ว โอเบย์เคยเรียนการแสดงมาแค่ 1-2 รอบ แต่ที่เหลือเขาใช้ความสนใจทางด้านจิตวิทยาตีความตัวละครจนออกมาเป็นผลงานคุณภาพที่แฟนๆ ได้เห็นกัน

“ตอนแคสต์ได้เรื่อง TASTE เบย์ไม่เคยเรียนการแสดงเลย เบย์เพิ่งมาเรียนรอบหนึ่งเพื่อเพิ่มมิติในการแสดง จากผลงาน 4 เรื่อง เบย์เรียนไปไม่เกิน 2 รอบ แต่เบย์ใช้ความชอบด้านจิตวิทยามาใช้เป็นเทคนิคในการแสดง เบย์ชอบจิตวิทยาเพราะเบย์ชอบฟังคนเล่าเรื่อง เวลาเบย์มีเพื่อน เบย์ก็จะฟังเขาเล่าเรื่องของเขาอยู่บ่อยๆ ทำให้เบย์มี resources เยอะในการที่จะจับมาทำงานกับการแสดง เบย์ชอบที่จะเข้าใจว่าเวลาคนคนนี้เลือกทำสิ่งนี้ มันเกิดอะไรขึ้นหลังบ้านบ้าง เหตุผลเบื้องหลังคืออะไร เบย์จะชอบศึกษาอะไรประมาณนี้ แล้วมาจับปะติดปะต่อ คุยกับตัวเองในหัว ซึ่งเบย์ว่าเทคนิคนี้มันเวิร์กกับเบย์”

“การได้เป็นคนอื่น มันเหมือนเปิดหนังสือเล่มหนึ่ง เหมือนเราได้เห็นบทที่เราอ่าน อาจจะมีเขียนว่าต้องร้องไห้ ต้องรู้สึกอะไร แต่คนจะไม่ได้เห็นเป็นภาพ เราก็เหมือนเป็นตัวแทนที่เอาบทอันนั้นมาฉายเป็นภาพให้คนดู มันรู้สึกภูมิใจที่เราได้เห็นบทมีชีวิตบนหน้าจอ เราได้เห็นฉากหลายๆ อย่างเกิดขึ้น จากหน้ากระดาษแผ่นหนึ่ง ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัวละครจากหน้ากระดาษมันมีชีวิต”

ทุกบทที่เขาเล่น เริ่มต้นจากการอยากเล่นก่อนเป็นอันดับแรก ไปจนถึงเลือกบทที่ได้ท้าทายตัวเอง โอเบย์จะสกรีนเนื้อเรื่อง ตัวบท พื้นเพของตัวละคร และทำการบ้านต่อว่าอะไรที่เหมือนกับตัวเขา และอะไรที่ต่างกับตัวเขา เพื่อถ่ายทอดตัวละครนั้นๆ ให้ออกมาได้อย่างลึกซึ้งมากที่สุด แต่แน่นอนว่า บางครั้งเขาก็อาจจะไม่ได้ถูกเลือกให้เล่นทุกเรื่องที่เข้ามา ถึงอย่างนั้นเขาก็มองแค่ว่า บทนี้ไม่เลือกเรา เพื่อให้เราไปเจอบทที่ ‘ใช่’ จริงๆ

“สำหรับเบย์ถามว่าการเป็นเควียร์ท้าทายในการรับบทไหม เบย์มองว่ามันเป็นมุมมองที่ผู้กำกับแต่ละคนจะตีความ เขาจะเห็นสิ่งที่เราแสดงออกไปไหม เราจะเห็นตรงกันไหม ถ้าเห็นตรงกัน เราก็คงมีโอกาสที่จะทำงานด้วยกัน แต่ถ้าไม่เห็นตรงกัน การที่เขาไม่เลือกเรา ก็เหมือนการที่เราไม่ได้เลือกเขาเหมือนกัน บทมันคงไม่ได้เลือกนักแสดง นักแสดงก็ไม่เลือกบท เพราะถ้าเขาเข้าใจความเป็นเรา เขาก็จะเลือกเรา เบย์เชื่อแบบนั้น เพราะการที่เขาเห็นอะไรในตัวเรา และเลือกเราทำงานนั้นๆ มันจะทำให้เราทำสิ่งนั้นๆ ได้ออกมาดูมีเสน่ห์ที่สุด”

“เบย์ยังเคยคิดเลยว่า ถึงเราจะเป็น LGBTQ+ แต่ถ้าเราได้เล่นบทสเตรท ทรงวัยหนุ่ม เห้ยมึงมาดิ! (หัวเราะ) เบย์อาจจะดันให้ไปถึงจุดนั้นได้ แค่ต้องใช้ประสบการณ์นิดหนึ่ง เพราะเราไม่ได้ปิดกั้นเลย แต่สุดท้ายมันก็คงจะต้องผ่านการเห็นตรงกันกับผู้กำกับว่าเขาสนใจที่จะลุยไปกับเราไหม”

Dessert: Generation Z

เท่ากับว่าตอนนี้โอเบย์ได้ทำงานที่อยากทำและเป็นความสุขพร้อมกันทั้ง 2 งาน ไม่ว่าจะงานแสดง รวมถึงงานเชฟ ที่อนาคตเขามีความฝันอยากเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง แต่จากที่อาชีพเชฟเคยเป็นงานประจำ เมื่อก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง เขาได้เปลี่ยนมาเป็น Private Chef แทน เพื่อสร้างบาลานซ์ให้กับชีวิต ยังทำงานเชฟได้อยู่ แต่ก็ทุ่มเทให้กับงานแสดงได้เช่นกัน

“ตอนเด็กๆ เบย์ไม่เคยรู้ตัวเองเลยว่าชอบทำอาหาร เบย์รู้ตัวเองเพราะแม่ เมื่อก่อนเวลากินข้าวเสร็จ เบย์จะชอบเอาน้ำจิ้มกับเนื้อสัตว์มาคลุกเล่น แม่ก็เลยถามว่า เบย์ลองไปเรียนทำอาหารไหม ตอนนั้นก็ไม่ได้เกตอะไร แต่พอไปเรียน ก็ชอบเฉยเลย พอชอบก็ทำให้รู้ตั้งแต่อายุ 11 ว่าเบย์อยากเป็นเชฟ เบย์อยากเรียน Le Cordon Bleu Dusit เบย์ไปเข้าเวิร์กช็อปของเขา แล้วเบย์ก็ตั้งเป้าหมายตั้งแต่ 11 ว่าโตขึ้นเบย์อยากเข้าที่นี้ เพราะมันต้องอายุ 17 ก่อนถึงจะเข้าที่นี่ได้ จนสุดท้ายเราก็ได้เข้าไปเรียนจริงๆ จบออกมาก็ทำอาชีพเชฟ ก่อนเข้ามาในวงการเบย์ก็เป็นเชฟในร้านมาแล้ว 2 ปี”

“เบย์ว่าการรู้ตัวเร็วว่าเราอยากเป็นอะไร มันดีมาก ซึ่งเบย์ให้เครดิตทางครอบครัวที่เขาไม่ได้ปิดกั้นเลยว่าเบย์จะเป็นอะไร หรืออยากทำอาชีพอะไร มันเลยทำให้เรามีโอกาส explore และการที่เขาสนับสนุนตรงนั้น มันต่างจากการบังคับให้เด็กคนหนึ่งชอบอะไรสักอย่าง แต่มันคือเขาแค่ลองผลักดันดู ถ้าไม่ใช่ ก็ไม่ใช่ ถ้าใช่ มันก็จะเป็นแบบเบย์ ที่ตั้งแต่ 11 จนอายุ 22 ปี ก็ยังชอบทำอาหาร เพราะมันใช่”

“พ่อแม่เบย์ไม่ได้กดดันให้เบย์ชอบสิ่งนี้ ไม่ได้กดดันให้เบย์เป็นอะไร ซึ่งมันทำให้ตัวเบย์เอง กดดันตัวเองในทางที่ดี แค่อยากจะเป็นในสิ่งที่พ่อแม่ภูมิใจ มันต่างจากการที่เรา push เด็กคนหนึ่งให้ไปสู่ goal บางอย่างโดยที่เขาไม่ได้มีความสุข การที่เราได้ทำสิ่งที่ชอบ มันทำให้เวลาเราทำงาน เรามีความสุขกับมัน และเมื่อเวลาผ่านไปเราจะไม่มานั่ง regret ว่าทำไมเราต้องมานั่งอยู่ในครัวตั้งแต่เช้ายันเย็นทุกวัน มันอาจมีเหนื่อยบ้าง มีวันที่หนักบ้าง แต่อย่างน้อย เราได้ทำในสิ่งที่อยากทำ เราได้จับตะหลิว นวดแป้ง ขึ้นของ เตรียมสต็อก การแสดงก็เหมือนกัน เบย์ไม่เคย regret เลยว่าทำไมเบย์ถึงมาเป็นนักแสดง หรือแสดงไปแบบนั้น เพราะในโมเมนต์นั้น เราทำดีที่สุดของเราแล้ว และเราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำแล้ว”

เราถามโอเบย์เล่นๆ ว่า ถ้าให้เปรียบตัวเองเป็นเมนูอาหาร จะเป็นเมนูอะไร เพราะอะไร เขาขอเวลาคิดสักครู่ (แถมยังถามเรากลับด้วยคำถามเดียวกัน) ก่อนจะตอบออกมาว่า “กะเพราเนื้อวากิว ง่ายๆ แต่มีความซับซ้อน เนื้อวากิวมันมีความซับซ้อนของตัวมันเอง ซับซ้อนด้วยเลเยอร์เนื้อกับไขมัน แต่กะเพราก็ยังเป็นเมนูง่ายๆ ที่กินง่าย ดูไม่ได้กินยากขนาดนั้น ไม่ต้องมีสตอรี่อะไร ย่อยง่าย กินง่ายครับ”

ความง่ายๆ แต่ซับซ้อนที่โอเบย์พูดถึง ทำให้เราถามเขาต่อว่า จากใจเด็ก Gen Z คิดว่าเรื่อง struggle ที่ทำให้เกิดความซับซ้อนในหัวของคนเจนฯ เดียวกันมีเรื่องไหนที่อยากพูดถึงบ้าง

“น่าจะเป็นเรื่องของการเป็นตัวตน ช่วงแรกๆ เบย์ก็ struggle เหมือนกัน เดี๋ยวนี้มันมีหลายอย่างมากๆ ที่สามารถมีอิทธิพลต่อความคิดของเด็กคนหนึ่ง กว่าเขาจะรู้ว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่เขาชอบจริงๆ สิ่งที่เป็นเขาจริงๆ มันค่อนข้างยาก เหมือนเราอยู่ในอวกาศแล้วมีดาวหลายดวงให้เลือก เราอาจไม่รู้ว่าจุดไหนคือจุดที่สว่างที่สุดสำหรับเรา ยิ่งโซเชียลฯ มันทำให้เราคิดว่าเราเป็นอย่างนี้ดีไหม เราเป็นอย่างนั้นดีไหม จนหาตัวเองไม่เจอ”

“วิธีของเบย์ที่ทำให้หาตัวเองเจอ คือการเชื่อในตัวเอง เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองว่าอะไรที่ใช่กับเราที่สุด อะไรที่เราไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ อะไรที่อยากลองก็ไปลอง เพราะถ้าสุดท้ายมันไม่ใช่มันก็คือไม่ใช่ อันนี้อยากทำ แต่ไม่กล้า ลองดูก่อนก็ได้ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องทำ หรือถ้าเราไม่รู้ว่าเราไม่ชอบ แต่ปิดโอกาสตั้งแต่แรก เราก็จะไม่รู้ว่าตกลงเราชอบหรือไม่ชอบ แต่ถ้าเรารู้แน่ๆ ว่าเราไม่ชอบ ก็ไม่ต้องทำ ไม่ต้องฝืน ออกมาเลย เบย์ซัพพอร์ตเด็ก Gen Z มาก เบย์เห็นคนพูดเยอะว่า ทำงานแล้วเหนื่อย นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากทำ เบย์ซัพพอร์ตถ้าเขาจะออกมาจากจุดนั้น เพราะเราไม่ได้อยู่บนโลกนานขนาดนั้น ถ้าคำโบราณหน่อยก็คือ ตายวันตายพรุ่งไม่มีใครรู้ เดี๋ยวนี้ทุกอย่างมันไปเร็ว แต่ยูต้องมั่นใจว่ายูมีทางไปต่อ ยูออกมาพักก่อน แต่ยูมีทางไปต่อได้ด้วยก็จะดีกับยูเอง”

“คนชอบคิดว่า Gen Z ไม่อดทน เบย์มองว่าเราอดทนในสิ่งที่เราอยากอดทน เรารู้ว่าเราชอบอะไร เรารู้ว่าเราอยากเป็นอะไร เราเลยเลือกที่จะอดทน ถ้าเป็นงานแสดง เบย์ทนได้ เบย์ยอมทน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เบย์ไม่อยากทน รู้สึกทำไปไม่ได้อะไร จะอยู่ทำไม อย่างน้อยๆ ถ้าไม่ได้ตังค์ ก็ต้องได้ความสุข เราต้องได้อะไรสักอย่างกลับมาสักอย่างหนึ่ง แต่คนอาจจะไม่ได้เห็นความสุขเป็นความมั่นคง สำหรับเบย์ความมั่นคงมันอาจจะหมายถึงเรามีความสุขและได้ใช้ชีวิตของเราก็ได้”

“ความมั่นคงของแต่ละคนนั้นต่างกัน แต่ในมุมมองขอตัวเบย์เอง เบย์มองเป็นเรื่องของความสุข มันทำให้เบย์เปลี่ยนมาเรื่อยๆ ตลอด และมีความสุขของเรา ตั้งแต่เป็นนักเรียน มาเป็นเชฟ มาเป็นนักแสดง เรามีความสุขแบบมั่นคง เราหารายได้ หาทางต่อยอดจากความสุขเหล่านั้นได้ ก็เพียงพอสำหรับเราแล้ว”

“Obey Myself” คงบอกถึงการเดินทางที่โอเบย์เลือกเดินมาตลอดได้ เพราะทุกเส้นทาง เขาเลือกมันมาด้วยตัวเองเพราะเชื่อฟังเสียงในหัวของตัวเองเสมอ แต่ถามว่าเด็ก Gen Z คนนี้มีเรื่องที่ไม่เชื่อฟังไหม แน่นอนว่า มี “เรื่องที่จะไม่เชื่อฟัง คือการที่มีคนมาบอกว่า เราทำอะไรไม่ได้ คำนี้ไม่ควรจะมาจากคนอื่น ถ้ามันจะมา ต้องมาจากตัวเรา ถ้าใครมาตัดสินเราว่า ‘เธอทำไม่ได้หรอก’ ก็จะตอบกลับว่า ‘Shut up!’ เงียบ ดูก่อนว่าเราทำได้ไหม ถ้าเราทำไม่ได้ เดี๋ยวเราพูดเองว่าทำไม่ได้ คุณไม่ต้องพูด”

จบ ปึ้ง แบบเริ่ดๆ และเราก็เชื่ออย่างที่เขาว่าจริงๆ เพราะการเชื่อตัวเองให้ได้ก่อนเชื่อคำตัดสินของคนอื่น มันจะทำให้เราไม่สูญเสียตัวตนที่มีค่าของเราไป ไม่ว่าใครจะไม่เชื่อในตัวคุณ แต่เราอย่าลืม “Obey Yourself” กันนะทุกคน เริ่ม!

บทความต้นฉบับได้ที่ : Obey Myself กับ ‘โอเบย์ ปัณณวิชญ์’ นักแสดงที่เชื่อฟังตัวเองตามความหมายชื่อ ตั้งแต่เป็นเชฟที่ปรุงรสอาหาร เป็นนักแสดงที่ปรุงรสตัวละคร และเป็น LGBTQ+ ที่ไม่ต้องปรุงรสเพิ่มก็มีค่าพอเสมอ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...