หนึ่งทศวรรษค่าจ้างขั้นต่ำไทย
ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ของประเทศไทยถูกวางบทบาทให้เป็นทั้งเครื่องมือคุ้มครองแรงงานและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนภาพของความก้าวหน้าในเชิงนโยบาย แต่เมื่อพิจารณาควบคู่กับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลับพบว่ากำลังซื้อที่แท้จริงของแรงงานไม่ได้ขยับตามไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างเฉลี่ยเพียงเล็กน้อยในแต่ละปี จึงอาจไม่เพียงพอที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานได้อย่างแท้จริง และนำไปสู่คำถามสำคัญว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่ผ่านมานั้น สามารถสะท้อนและแก้ไขโครงสร้างเศรษฐกิจของแรงงานไทยได้มากน้อยเพียงใด
ข้อมูลตลอดช่วงสิบปีสะท้อนให้เห็นว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในหลายครั้งเป็นเพียงการชดเชยกำลังซื้อที่ลดลง มากกว่าการสร้างฐานรายได้ใหม่ให้แรงงาน ขณะที่แรงกดดันจากค่าครองชีพ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของกลุ่มแรงงานรายได้น้อย ขณะเดียวกันข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้แรงงานจำนวนมากยังคงอยู่ในภาวะ พออยู่ได้ แต่ไปต่อยาก ได้กลายมาเป็นคำถามสำคัญอีกว่า ทิศทางของนโยบายในอนาคต ว่าการปรับค่าแรงจะสามารถก้าวข้ามการ ‘ประคับประคอง’ ไปสู่การ ‘ยกระดับ’ คุณภาพชีวิตได้หรือไม่
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ได้ออกบทวิเคราะห์ ‘หนึ่งทศวรรษของค่าจ้างขั้นต่ำไทย : ตัวเลขเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพชีวิตยังทรงตัว’ โดยระบุว่า ในช่วงปี 2555 ไทยขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน และคงอัตรานี้ต่อเนื่องหลายปี โดยในเชิงนโยบาย ถือได้ว่าเป็นการสร้างหลักประกันรายได้ขั้นต่ำให้แรงงานทั่วประเทศ แต่ในชีวิตจริง ค่าอาหารที่เพิ่มขึ้นกล่องละไม่กี่บาท ค่าเดินทางที่แพงขึ้น ค่าเช่าห้องที่ไม่เคยลดลง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่วิกฤตเฉียบพลัน แต่เป็นการกัดกร่อนกำลังซื้อของแรงงานแบบช้า ๆ และต่อเนื่อง ทำให้รายได้ที่ดูเหมือน ‘เท่าเดิม’ มีมูลค่าลดลงทุกปี
ผลลัพธ์ คือ แรงงานจำนวนมากยังดำรงชีวิตได้ แต่เริ่มขยับตัวลำบาก ความสามารถในการออมลดลง และความมั่นคงในชีวิตถดถอย นี่คือของปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจรากหญ้าที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำเริ่มถูกปรับเพิ่มขึ้น ภาพรวมดูเหมือนเป็นทิศทางบวก แต่เมื่อพิจารณาควบคู่กับค่าครองชีพ จะเห็นว่าการเพิ่มขึ้นของค่าแรงในหลายช่วงเป็นเพียงการ ‘ชดเชยกำลังซื้อที่หายไปแล้ว’ หรืออีกนัยหนึ่ง ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้แรงงานรู้สึกดีขึ้น แต่ช่วยไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง นี่คือเหตุผลที่แม้ตัวเลขค่าจ้างสูงขึ้น แต่ความรู้สึกตึงมือและไม่มั่นคงยังคงอยู่ในชีวิตแรงงานจำนวนมาก
ทั้งนี้ ช่วงที่ค่าครองชีพปรับตัวรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 คือช่วงเวลาที่โครงสร้างรายได้ของแรงงานไทยถูกทดสอบอย่างแท้จริง แม้ค่าจ้างขั้นต่ำจะถูกปรับขึ้น แต่ก็ไม่อาจต้านแรงกดดันด้านราคาได้ทัน สะท้อนว่า แรงงานระดับค่าจ้างขั้นต่ำไม่มี ‘กันชน’ ทางเศรษฐกิจ รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่อาจรองรับค่าใช้จ่ายหลายด้านที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน ปัญหาเรื่องความเป็นอยู่จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องปากท้อง แต่กลับดึง หนี้ครัวเรือนให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างความเปราะบางในระยะยาว
ธนาคารกรุงเทพระบุอีกว่า ข้อมูลค่าจ้างขั้นต่ำตลอดสิบปีสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาของเศรษฐกิจรากหญ้าไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงต่ำเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบรายได้ ที่ทำให้แรงงานมีรายได้ในรูปตัวเงินเพิ่มขึ้นช้า โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.7% ต่อปี และถูกกลืนด้วยค่าครองชีพ เพราะรายได้แท้จริงเพิ่มขึ้นต่ำกว่า 1% และไม่มีช่องทางยกระดับชีวิตอย่างยั่งยืน แรงงานจำนวนมากจึงดำรงชีวิตในลักษณะ ‘พออยู่ได้ แต่ไปต่อยาก’ ค่าแรงขั้นต่ำช่วยประคับประคองปัจจุบัน แต่ไม่ได้สร้างความมั่นคงในอนาคตได้อย่างแท้จริง
ประเด็นในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า ‘ควรขึ้นค่าแรงหรือไม่’ แต่คือ ควรขึ้นอย่างไร และเพื่ออะไร โดยข้อมูลในรอบสิบปีชี้ให้เห็นว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำควรคำนึงถึงค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงจริง สอดคล้องกับความแตกต่างของพื้นที่ และไม่ปล่อยให้ค่าจ้างตามตัวเลขเพิ่มขึ้น โดยที่กำลังซื้อแท้จริงแทบไม่ขยับ ดังนั้นนโยบายค่าจ้างในอนาคตอาจต้องมองค่าจ้างขั้นต่ำในฐานะ เครื่องมือสร้างเสถียรภาพชีวิตแรงงาน มากกว่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและต้องเชื่อมกับการยกระดับผลิตภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน ไม่เช่นนั้นจะเป็นเพียงแค่การประคับประคองสถานการณ์เดิมวนซ้ำไปเรื่อยๆ.
ครองขวัญ รอดหมวน