โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วงใน ม.มหิดล ยัน "สรณ " เป็นพนักงาน ถึงวันสุดท้าย ก่อนนั่งกสทช.

PostToday

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แหล่งข่าวจากมหาวิทยาลัยมหิดลยืนยัน มีหลักฐานจากอธิการบดี ชี้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังคงมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องจนถึงวันสุดท้ายก่อนรับตำแหน่ง ที่ กสทช. นักกฎหมายชี้ ลาออกภายหลังจากเลยเวลาที่กฎหมายกำหนด ถือว่าขาดคุณสมบัติตั้งแต่แรก

ตามที่ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะฝ่ายธุรการของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เชิญคณะกรรมการสรรหา กสทช. ประชุม เพื่อหารือกรณีที่มีข้อร้องเรียนว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. หรือไม่ ในวันศุกร์ที่ 8 พ.ค. นี้

ประเด็นดังกล่าวสืบเนื่องจากมีข้อมูลว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงประกอบอาชีพโดยเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ อันเป็นลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. โดยไม่ได้เลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด (11 ม.ค. 2565)

ทำให้อาจจะขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ต้น ตามมาตรา 18 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมพ.ศ. 2553 ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ หรือยังเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ต้องแสดงหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด และต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ในกรณีที่ไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ โดยมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) ของ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว

แหล่งข่าวจากมหาวิทยาลัยมหิดลยืนยันว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยมหิดลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 และได้รับค่าตอบแทนจากมหาวิทยาลัยจริง โดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลได้จัดส่งรายละเอียดให้วุฒิสภาทราบแล้วตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2567

สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้ลาออกจากตำแหน่งรองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานค่าตอบแทน (รายชั่วโมง) ทำให้ยังคงสถานะพนักงานมหาวิทยาลัยตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ต่อมาเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้แจ้งขอพ้นสภาพการเป็นพนักงานค่าตอบแทน (รายชั่วโมง) จึงสิ้นสุดสถานะพนักงานมหาวิทยาลัยตามกฎหมาย

ส่วนการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยก่อนวันที่ 13 เมษายน 2565 ส่งผลต่อตำแหน่งประธาน กสทช. อย่างไร ไม่ใช่ประเด็นที่มหาวิทยาลัยมหิดลจะให้ความเห็นได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายวิเคราะห์ว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ศ.คลินิก นพ.สรณมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตลอดมาจนเลยระยะเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนดตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งหากประธานวุฒิสภาทราบข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนตั้งแต่แรกก็จะไม่แจ้งรายชื่อ ศ.คลินิก นพ.สรณ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ตามมาตรา 16 วรรค 7 แต่ประธานวุฒิสภาจะส่งเรื่องกลับไปให้คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมดำเนินการสรรหาใหม่โดย ศ.คลินิก นพ.สรณจะเข้ารับการสรรหาใหม่ไม่ได้

ดังนั้น ตามกฎหมายแล้ว ศ.คลินิก นพ.สรณไม่มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. ตั้งแต่ต้น ในเรื่องนี้มีพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย ที่ต้องร่วมกันดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่มหาวิทยาลัย มหิดลยืนยันมา ได้แก่ คณะกรรมการสรรหา ประธานวุฒิสภา และนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ชุดที่มีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้จัดส่งรายงานผลการพิจารณา กรณีการขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไปยังประธานวุฒิสภาชุดที่แล้ว และขอให้ประธานวุฒิสภาพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

โดยรายงานฉบับดังกล่าว ระบุว่า ศ.คลินิก น.พ.สรณ มีลักษณะเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 มาตรา 7 ข. (12) มาตรา 8 และมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 18 มาตรา 20

นอกจากนี้ เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 สำนักงานกฤษฎีกาเคยมีบันทึกเรื่อง การดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. สืบเนื่องจากข้อหารือของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งให้ทราบว่า ประธานกสทช.ยังทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงเรื่อยมาจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565

ทั้งนี้ โดยอ้างถึงหนังสือมหาวิทยาลัยมหิดลถึงสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ลับ ด่วนที่สุด ที่ อว 78/ล ไม่ปรากฏวันที่ เดือนพฤษภาคม 2567 ซึ่งแม้จะเป็นวันก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. ก็อาจเข้าลักษณะเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และอาจเป็นส่วนที่แสดงให้เห็นว่ายังมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด จึงอาจเข้าข่ายข้อสันนิษฐานได้ว่าสละสิทธิในการรับแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาดของกฎหมายตามมาตรา 18 อันเป็นผลให้ต้องดำเนินการสรรหาใหม่

จึงเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ชุดเดิมซึ่งจะต้องเป็นผู้ดำเนินการตามมาตรา 16 วรรคห้า ประกอบกับมาตรา 18 ต่อไป และเมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรณีจึงเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิม ที่จะต้องตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนนั้นต่อไปตามนัยมาตรา 15/1

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...