วงใน ม.มหิดล ยัน "สรณ " เป็นพนักงาน ถึงวันสุดท้าย ก่อนนั่งกสทช.
แหล่งข่าวจากมหาวิทยาลัยมหิดลยืนยัน มีหลักฐานจากอธิการบดี ชี้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังคงมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องจนถึงวันสุดท้ายก่อนรับตำแหน่ง ที่ กสทช. นักกฎหมายชี้ ลาออกภายหลังจากเลยเวลาที่กฎหมายกำหนด ถือว่าขาดคุณสมบัติตั้งแต่แรก
ตามที่ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะฝ่ายธุรการของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เชิญคณะกรรมการสรรหา กสทช. ประชุม เพื่อหารือกรณีที่มีข้อร้องเรียนว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. หรือไม่ ในวันศุกร์ที่ 8 พ.ค. นี้
ประเด็นดังกล่าวสืบเนื่องจากมีข้อมูลว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงประกอบอาชีพโดยเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ อันเป็นลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. โดยไม่ได้เลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด (11 ม.ค. 2565)
ทำให้อาจจะขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ต้น ตามมาตรา 18 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมพ.ศ. 2553 ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ หรือยังเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ต้องแสดงหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด และต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ในกรณีที่ไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ โดยมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) ของ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว
แหล่งข่าวจากมหาวิทยาลัยมหิดลยืนยันว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยมหิดลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 และได้รับค่าตอบแทนจากมหาวิทยาลัยจริง โดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลได้จัดส่งรายละเอียดให้วุฒิสภาทราบแล้วตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2567
สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้ลาออกจากตำแหน่งรองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานค่าตอบแทน (รายชั่วโมง) ทำให้ยังคงสถานะพนักงานมหาวิทยาลัยตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ต่อมาเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้แจ้งขอพ้นสภาพการเป็นพนักงานค่าตอบแทน (รายชั่วโมง) จึงสิ้นสุดสถานะพนักงานมหาวิทยาลัยตามกฎหมาย
ส่วนการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยก่อนวันที่ 13 เมษายน 2565 ส่งผลต่อตำแหน่งประธาน กสทช. อย่างไร ไม่ใช่ประเด็นที่มหาวิทยาลัยมหิดลจะให้ความเห็นได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายวิเคราะห์ว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ศ.คลินิก นพ.สรณมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตลอดมาจนเลยระยะเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนดตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งหากประธานวุฒิสภาทราบข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนตั้งแต่แรกก็จะไม่แจ้งรายชื่อ ศ.คลินิก นพ.สรณ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ตามมาตรา 16 วรรค 7 แต่ประธานวุฒิสภาจะส่งเรื่องกลับไปให้คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมดำเนินการสรรหาใหม่โดย ศ.คลินิก นพ.สรณจะเข้ารับการสรรหาใหม่ไม่ได้
ดังนั้น ตามกฎหมายแล้ว ศ.คลินิก นพ.สรณไม่มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. ตั้งแต่ต้น ในเรื่องนี้มีพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย ที่ต้องร่วมกันดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่มหาวิทยาลัย มหิดลยืนยันมา ได้แก่ คณะกรรมการสรรหา ประธานวุฒิสภา และนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ชุดที่มีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้จัดส่งรายงานผลการพิจารณา กรณีการขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไปยังประธานวุฒิสภาชุดที่แล้ว และขอให้ประธานวุฒิสภาพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
โดยรายงานฉบับดังกล่าว ระบุว่า ศ.คลินิก น.พ.สรณ มีลักษณะเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 มาตรา 7 ข. (12) มาตรา 8 และมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 18 มาตรา 20
นอกจากนี้ เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 สำนักงานกฤษฎีกาเคยมีบันทึกเรื่อง การดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. สืบเนื่องจากข้อหารือของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งให้ทราบว่า ประธานกสทช.ยังทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงเรื่อยมาจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565
ทั้งนี้ โดยอ้างถึงหนังสือมหาวิทยาลัยมหิดลถึงสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ลับ ด่วนที่สุด ที่ อว 78/ล ไม่ปรากฏวันที่ เดือนพฤษภาคม 2567 ซึ่งแม้จะเป็นวันก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. ก็อาจเข้าลักษณะเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และอาจเป็นส่วนที่แสดงให้เห็นว่ายังมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด จึงอาจเข้าข่ายข้อสันนิษฐานได้ว่าสละสิทธิในการรับแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาดของกฎหมายตามมาตรา 18 อันเป็นผลให้ต้องดำเนินการสรรหาใหม่
จึงเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ชุดเดิมซึ่งจะต้องเป็นผู้ดำเนินการตามมาตรา 16 วรรคห้า ประกอบกับมาตรา 18 ต่อไป และเมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรณีจึงเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิม ที่จะต้องตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนนั้นต่อไปตามนัยมาตรา 15/1