“ณัฐชา” ซัด “ครม.อนุทิน 2” บริหารงาน บนคราบน้ำตาปชช. เหน็บ คนรอบตัวนายกฯ ฉวยวิกฤตเป็นโอกาส ปชช. ‘อด จน ตาย’ พวกพ้อง ’ รวย จน อ้วก ‘
“ณัฐชา” ซัด “ครม.อนุทิน 2” บริหารงาน บนคราบน้ำตาปชช. เหน็บ คนรอบตัวนายกฯ ฉวยวิกฤตเป็นโอกาส ปชช. ‘อด จน ตาย’ พวกพ้อง ’ รวย จน อ้วก ‘ ชี้ ไม่ฟังเสียงประชาชน 21 ล้านคนเรียกร้องแก้รัฐธรรมนูญ แต่ ได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ ของคนใน ‘บุรีรัมย์’ ติง บริหารพลังงาน-เศรษฐกิจล้มเหลว โยนงานมั่วเหมือนให้เสือเฝ้าเขียง ลั่น ที่บอกว่าพูดแล้วทำ แต่มีอำนาจพูดแล้วทำพังทุกครั้ง
วันที่ 10 เม.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภาในวาระแถลงนโยบายรัฐบาล ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาเป็นประธานในที่ประชุม นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนอภิปราย ว่า วันนี้เป็นวันเริ่มต้นของรัฐบาลหนู 2 รัฐบาลที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในครั้งที่ 2 ต้องยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่าเมื่อวานนี้(9 เม.ย.69) ตนนั่งหลับตาฟังนายกฯตั้งแต่เริ่มจนจบ ถือว่าเป็นการแถลงนโยบายที่ดีเท่าที่ตนทำหน้าที่มาและฟังการแถลงนโยบายมา 5 ครั้ง ถือว่าครั้งนี้พูดได้ดีเห็นภาพมองแล้วมีอนาคต หลับตาฟังเพลินๆแล้วรู้สึกว่าอนาคตจะสดใส
นายณัฐชา กล่าวว่า แต่พอลืมตาเท่านั้น เจอหน้านายกฯคนเดิม มันหมดความน่าเชื่อถือว่าที่ฟังดูดีเมื่อสักครู่มันเป็นจริงได้หรือไม่ ถ้าเปรียบเทียบการทำงาน ไปฝึกงานเค้าบอกให้ทดลองงานก่อน 4 เดือน พวกตนรอบที่แล้วพูดได้เพราะว่าเป็นคนเสนอและโหวตให้นายกได้ทดลองงาน ถ้าเป็นเด็กฝึกงานแบบนี้เรียกว่า ฝึกได้กลางทางและหนีกลับบ้านเพราะผ่านไป 2 เดือน ไม่ทำอะไรเลย สิ่งที่มอบหมายตามภารกิจ MOA กลับไม่ทำ อุตส่าห์มอบหมายงานที่ง่ายที่สุดคือ ไปควบคุมเสียงในสภาทั้งสภาบนและสภาล่าง ตนคิดว่านายกรัฐมนตรีน่าจะมีเทคนิควิชาที่จะสามารถทำเรื่องนี้ได้เชี่ยวชาญที่สุดแต่สุดท้ายทำไม่ได้ และมันอาจจะเป็นเพราะนายกคิดว่าเรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนต้องการ มันอาจจะไม่ใช่ความต้องการของประชาชนหรือไม่
“แต่สุดท้ายวันนี้เสียงของประชาชนตะโกนดังๆ ทั้งประเทศ 21,621,638 เสียง เป็นเสียงตะโกนของประชาชนว่าเขาต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งปรับเปลี่ยนและแก้ไข ซึ่งไม่ใช่ที่มาแค่เสียงของพรรคฝ่ายค้าน แต่เป็นเสียงที่มาจากรัฐบาล และเสียงที่มาจากพรรคตน รวมถึงเสียงของประชาชนคนไทยทุกคน แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ยินเสียงตะโกนของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ แต่ได้ยินแค่เสียงกระซิบเบาๆ ของคนบางคนในจ.บุรีรัมย์ แล้วนำพาประเทศไปในทิศทางที่ท่านต้องการ แล้วเราจะอยู่อย่างไรกันในวันเริ่มต้นแห่งการทำงาน ไม่มีแม้แต่คำเดียวว่าความต้องการของคน 21 กว่าล้านคน ในประเทศนี้จะทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างไร ผมให้โอกาสถึงแม้ว่าในเอกสารแถลงนโยบายฉบับนี้จะไม่มี อยากให้ท่านพูดสักนิดก่อนจะจบคืนนี้ไปขอเริ่มต้นการทำงานที่ดีกว่านี้หน่อย พูดแล้วกันว่าจะทำแบบไหนอย่างไร“นายณัฐชา กล่าว
นายณัฐชา กล่าวต่อว่า คาแรคเตอร์ท่าทางมันดูไม่น่าเชื่อถือ ในคำแถลงนโยบายฉบับนี้ข้อที่ 4.3 ใส่เอาไว้ ว่ามีนโยบายมากมาย แต่มีนโยบายหนึ่งที่เขียนว่าจะเพิ่มความมั่นคงทางอาหารอยากจะให้ประเทศไทยเป็นห้องอาหารโลก มีความมั่นคงมีความหลากหลายในเรื่องของอาหารที่เป็นจุดเด่น จนตั้งใจใส่มาในนโยบาย แต่ทราบหรือไม่ว่า พี่น้องประชาชนรับทราบนโยบายนี้ตกใจ เพราะวันนี้ปัญหาปลาหมอคางดำกัดกินแม่น้ำลำคลองไปหมด ปลาท้องถิ่นสายพันธุ์ธรรมชาติไม่มีแล้ว และจะมีการนำพานโยบายห้องอาหารโลกไปในทิศทางไหน เพราะในแม่น้ำลำคลองมีแต่ศัตรูที่กำลังกัดกินชีวิตพี่น้องคนไทย
ส่วนคำแถลงนโยบายข้อ 15.3 ที่บอกว่าจะทำพยาบาลอาสาเพื่อสมาชิกในพรรคก็ได้อภิปรายลงรายละเอียดไปแล้วว่าพูดดูดี แต่จะต่อได้หรือไม่ เขากลับมองว่าในเรื่องนี้มันอาจจะเป็นคำของคนที่ทำงานสำเร็จในช่วงเลือกตั้งหรือไม่ เพราะกูรู้ทางการเมือง นักวิเคราะห์บอกที่ผ่านมาใช้องคาพยพอาสาสมัครวันนี้ใส่นโยบายไปเลยจะยกระดับเรื่องพวกนี้ให้อาสาสมัครที่อำนวยความสะดวกภารกิจการเมืองไปทำงาน ซึ่งที่พูดแบบนี้ไม่ได้ปรามาส เพราะถ้าเกิดมีความตั้งใจที่จะดูแลเรื่องของพยาบาลและความเป็นอยู่ของประชาชนผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบาง ให้ไปดูตัวอย่างผู้บริบาลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เขาทำไปแล้ว ปัจจุบันมีอยู่ 800 กว่าคน ยังไม่เพียงพอ ถ้าไปดูเรื่องของพยาบาลอาชีพปัจจุบันยังไม่เพียงพอแต่วันนี้มาคิดชื่อใหม่เอามาทำในกระทรวงที่ดูแลเองและเปลี่ยนผ่านยกระดับ ซึ่งการเขียนนโยบายแบบนี้มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าหวังประโยชน์อื่นใด มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองหรือไม่ จึงบอกว่าวิธีการเขียนและวิธีการบอกแบบนี้เหมือนเป็นวิธีการบริหารแบบลวงโลก กินรวบ โยนบาป บนคราบน้ำตาของประชาชน
โดยที่บอกว่าบนคราบน้ำตาของประชาชน ก็เพราะว่าคนรอบข้าง คนรอบตัวไม่ใช่แค่นายกฯอย่างเดียว
มันมักจะมีความสามารถพิเศษที่จะสามารถเห็นวิกฤตเป็นโอกาส สามารถใช้วิกฤติที่ประชาชนกำลัง “อด จน ตาย” แต่สามารถเปลี่ยนแปลงให้พวกพ้อง “รวย จน อ้วก” ไม่ว่าจะตั้งแต่วิกฤติโควิดสมัยนั้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ทั้งเรื่องแมส และวัคซีนต่างๆ สุดท้ายโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้น ภายใต้การบริหารจัดการเมื่อท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น
นายณัฐชา กล่าวว่า พอมาถึงตอนนี้วิกฤตโควิดตายจริงๆ แต่พอมาวิกฤตินี้ เรียกว่าตายทั้งเป็น เพราะน้ำมันแพงเป็นชนวนเหตุให้เดินหน้าไปในทิศทางอื่นไม่ได้ ตนต้องพูดเพราะว่าวิธีการบริหารของนายกฯเป็นภาพรวมภาพลักษณ์ที่ทำให้เราไม่สามารถเชื่อมั่นและเชื่อถือผู้บริหารสูงสุดของประเทศนี้ได้ ลองคิดดูว่าเขายิงกันที่ตะวันออกกลางวันเดียว วันรุ่งขึ้นประเทศไทยเอเชียโกลาหล มันเป็นเพราะอะไร ตนรู้ว่านายกฯยังไม่ได้ทำอะไร ก็วิกฤตแล้วเพราะเขาไม่เชื่อมั่น ไม่เชื่อใจ ว่าคนคนนี้จะบริหารสถานการณ์วิกฤติอย่างไร
“ พอเริ่มทำงานยิ่งตกใจใหญ่ ประเทศไทยเรามีกระทรวงพลังงาน มีรัฐมนตรีพลังงาน แต่ตกใจพอวิกฤติพลังงานเกิดขึ้น เลยตั้งรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมไปดูแล แล้วคนในประเทศไทยจะรู้สึกไปในทิศทางไหน เขารู้สึกเหมือนนายกฯกำลังให้เสือไปเฝ้าเขียงเนื้อ คิดจริงหรือว่าจะอดใจไหวเพราะไม่ใช่เสือธรรมดา แต่เป็นเสือหิวที่หมดไปเยอะช่วงเลือกตั้ง เสือหิวเดินน้ำลายยืดไปบริหารงาน แล้วจะให้ประชาชนเชื่อใจว่าจะนำพาวิกฤตินี้ผ่านพ้นไปได้ยังไง “ นายณัฐชา กล่าว
นายณัฐชา มองว่า วิธีการบริหารแบบนี้ที่บอกว่าตั้งผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำมันมาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เสร็จแล้วตึงราคาน้ำมันทันทีเพราะคิดว่าจะเอาอยู่ ผ่านไปแป๊บเดียวตรึงให้นายทุนกักตนไว้เอากำไรกับประชาชน เผลอแป๊บเดียวประกาศลอยตัว คนได้ประโยชน์สูงสุดคือนายทุนอีกแล้ว เรื่องนี้มองจากดาวอังคารไม่ไหวต้องมองมาจากดาวพลูโต เพราะการกระทำแบบนี้ประชาชนบอกว่าตรึงราคาน้ำมันไม่ไหว งั้นตรึงราคาสินค้าพื้นฐานก่อน เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ แต่สุดท้ายนายกฯ ประกาศว่าสิ่งของจำเป็นต้องยังคงราคาเดิม สุดท้ายข้าวของแพงจะหายอะไรกินแต่ละอย่างไม่ได้แล้ว เหมือนเป็นการบริหารจัดการแบบวิ่งตามสถานการณ์อย่างเดียว
“วันนี้ความสามารถของนายกรัฐมนตรีตรึงราคาน้ำมันก็ไม่ได้ ตรึงราคาอาหารก็ไม่ได้ ตึงได้อยู่ 2 อย่าง หน้าท่านตึงเวลาตอบคำถามประชาชนไม่ได้ วันนี้ปิดวาจาวันที่ 3 และอีกอย่างที่ท่านตึงคือ หู ตอนนี้หูท่านตึงมาก ประชาชนบอกว่ามีไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน แต่ท่านเถียงคอเป็นเอ็นว่าไม่มี ไม่มีแน่นอน แต่วันหนึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมบอกว่าพบแล้ว มีการกักตุนน้ำมัน 57 ล้านลิตร แต่ท่านนายกบอกว่า อ๋อ รู้ตั้งแต่วันก่อนแล้วแต่ไม่บอกแสดงว่าวันก่อนที่บอกว่าไม่มีคืออะไร หรือท่านบริหารงานแบบบอกประชาชนวันนี้โกหกตั้งแต่เมื่อวาน“ นายณัฐชา กล่าว
นายณัฐชา กล่าวต่อว่า จะไปต่ออย่างไรในเมื่อความน่าเชื่อมั่นและน่าเชื่อถือของผู้นำประเทศวันนี้ประชาชนต่างตั้งคำถาม ว่าวิธีการบริหารแบบนี้จะทำให้ประเทศไทยของเราติดหล่ม ไม่สามารถเดินหน้าต่อ มีเสียงมาว่าเขาจะมาไล่กันตั้งแต่แรก จะเอาอย่างไรกันต่อ
สิ่งต่อมาที่นายกชอบทำมากคือพฤติกรรม ที่ชอบโยนบาป โยนขี้ โยนให้คนอื่นเขา ถ้าที่เพื่อนสมาชิกพูดกันบ่อยๆคือสถานการณ์น้ำท่วม น้ำท่วมภาคใต้ตัวเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีความรับผิดชอบในเรื่องของการป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยโดยตรง แต่กลับมอบหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีเกษตรไม่ว่า แต่ไม่ได้อยู่ที่ภาคใต้ด้วย เพราะบินจากพะเยาไปเดิน งง อยู่พักนึงแล้วจะไปต่ออย่างไร หลังจากเหตุการณ์นั้น มาเหตุการณ์วิกฤติน้ำมันก็ตั้งคนผิดฝากผิดตัวอีก
ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่มาที่ไปว่าวันแรกของการทำงานเราอยากให้บรรยากาศมันดีขึ้นเลยขอแนะนำนายก 3 เรื่องคือ
1.ปรับคาแรคเตอร์ด่วน ตนเชื่อว่านายกฯสามารถทำได้แน่นอนเพราะมีหลายคาแรคเตอร์อยู่แล้วให้ปรับตรงต่อความต้องการของประชาชน
2. เร่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ ความน่าเชื่อถือของนายกฯคือ ปรับเปลี่ยน ครม.ที่หน้าตาไม่ดี ที่จะทำให้ ความน่าเชื่อถือลดลง
3.ยาหยอดตา เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ ว่าใครที่มีความรู้ความสามารถ และใครที่ไม่มีความรู้ความสามารถ และเริ่มต้นทำงานอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่คำสัญญาลอยๆที่ชอบพูดบนเวทีหาเสียง ว่า “ท่านพูดแล้วทำ” วันนี้เราจึงมาเรียกร้องในสิ่งที่ยังไม่ได้พูดในคำแถลงนโยบาย แต่อยากให้ทำ
“วันนี้ท่านบอกว่าพูดแล้วทำ แต่เมื่อมีอำนาจท่านพูดแล้วทำพังทุกครั้ง ” นายณัฐชา กล่าว
นายณัฐชา กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อตอนหาเสียงเลือกตั้งประชาชนพูดผ่านผู้แทนราษฎรหลายๆคนว่า คำวลีที่พูดในเวทีนั้นจะนำพาให้เกิดขึ้นจริงได้ต้องอยู่ในคำแถลงนโยบาย บนเวทีหาเสียงโปรยคำหวาน “ พอแล้ว พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ” ประชาชนดีใจจะรวยกับเขาบ้าง มาเริ่มต้นรัฐบาลใหม่แต่วันแรกพี่น้องประชาชนบอก “พอแล้ว พอแล้ว ซวยชิบหาย แล้วมีนายกแบบนี้” เพราะฉะนั้นอยากฝากไว้พิจารณา เริ่มต้นการทำงานให้ดีขอคำตอบชัดๆจากนายกรัฐมนตรี