โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ไม่มี'สไบ'ในอาณาจักรฟูนัน และกัมพูชาไม่ใช่เจ้าของ'พระทองนางนาค'

The Better

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 10.36 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 13.15 น. • THE BETTER

รัฐบาลกัมพูชาเต็มไปด้วยคนคดโกง ไม่เว้นแม้แต่คนในกระทรวงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งควรจะมนุษย์มนากับเขาบ้าง แต่กลับรับใช้การเมืองที่ชั่วร้าย บิดเบือนความจริงทางประวัติศาสตร์ และนำสงครามมาสู่ประชาชนทั่วไป

แม้ไทยกับกัมพูชาจะทำสงครามกัน แต่สิ่งสุดท้ายที่เราควรเห็นก็คือประชาชนของทั้งสองประเทศเป็นศัตรูกันไปชั่วกัลปาวสานต์

แต่รัฐบาลกัมพูชาโดยกระทรวงศิลปวัฒนธรรมกลับทำตรงกันข้าม พฤติกรรมที่เลวร้ายนั้นก็คืออ้างว่าตนเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ 'สไบ' เพื่อหมายจะอ้างว่า 'ชุดไทย' เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของกัมพูชา

อันที่จริงแล้วการ 'เคลม' วัฒนธรรมไทยนั้นเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาหลังจากวัฒนธรรม T-pop ผสมกับวัฒนธรรมตามขนบของไทยกลายเป็นที่นิยมไปทั่วเอเชีย ทำให้กัมพูชาบางคนอเกิดริษยาและอยากได้ของๆ ไทยไปเป็นของตัว โดยใช้ฐานคติที่ว่า "ไทยเป็นโจรขโมยวัฒนธรรมเราไป" ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ปลูกฝังโดยเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสเพื่อให้เขมรจงเกลียดจงชังไทย และ "แยกไทยจากเขมร" อันเป็นวิธีการที่ชั่วร้ายอย่างยิ่ง

ดังนั้น แทนที่ไทยกับเขมรจะผูกพันธ์กันเยี่ยงพี่น้อง กลับต้องมาหมางใจเพราะถูกฝรั่งล้างสมอง กระทั่งเมื่อได้เอกราชแล้วเขมรชนชั้นนำบางพวกต้องการรักษาอำนาจของตนไว้จึงสร้างไทยให้เป็น 'ตัวร้าย' จึงไม่เลิกวิธีคิดเรื่อง "ไทยเป็นโจรขโมยวัฒนธรรมเราไป" ทั้งยังตอกย้ำวิธีคิดแบบนี้ไปเรื่อยๆ เช่น ในสมัยของสีหนุนั้นได้โมเมอ้างว่าวัฒนธรรมของไทยเป็นของเขมร ทำให้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ถึงกับเขียนบริพาษเอา

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ท่านมีเหตุผลต้องขุ่นเคืองอยู่แล้ว เพราะท่านเป็นชนชั้นเจ้านาย ทราบดีว่าราชสำนักไทยนี่เองที่ไปช่วยสอนเจ้าเขมรให้แต่งตัวแบบเจ้าไทย เครื่องทรงต่างๆ ล้วนแต่ทำไปจากไทย เพราะงานเขมรนั้นหยาบกระด้างและไม่มีช่างดีๆ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น กับทั้งยัทรงพระกรุณาพระราชทานละครในและเรื่องโขนไปให้ ทำให้เมืองเขมรมีการละครที่ "พอจะดูเป็นผู้เป็นคน" ขั้นมาได้ ไม่เช่นกันก็ยังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนต่อไป

แต่สิ่งที่เจ้าเขมรตอบแทนคือการสมอ้างว่าวัฒนธรรมไทยมที่ตนรับมานั้น "เป็นของเขมร" ส่วนคนไทยที่ไปสอนนั้น "เป็นโจรที่ปล้นไปแล้วกลับมาคืนของเดิมให้เรา"

วิธีคิดอันทุเรศทุรังนี้มีมาตั้งแต่สมัยเขมรเป็นข้าฝรั่งเศส จนได้เอกราชจากฝรั่ง แต่ยะโสโอหังได้ไม่นานก็เกิดสงครามกลาเงมืองฆ่ากันเอง ทำลายวัฒนธรรมจนเกือบจะสูยไปหมด แล้วก็ร้อนถึงไทยต้องไปช่วยรื้อฟื้นให้อีกหลังสงครามกลางเมือง

แต่พอลืมตาอ้าปากได้ เขมรก็แสดงสันดานเดิมทันที คืออ้างว่า "วัฒนธรรมไทยเป็นของโจร และโจรเอาวัฒนธรรมเดิมของเรามาคืน"

ความด้านได้อายอดของเขมรนั้นถึงขนาดเลิกใส่เสื้อคอกลมนุ่งสมพตแบบพระราชนิยมของเจ้าสีหนุ หันมาใส่ผ้านุ่งห่มสไบแบบไทย ซึ่งแต่เดิมเป็นเครื่องแต่งของคนในราชสำนักเขมรอันได้รับพระกรุณาจากราชสำนักไทยสแนให้สวมใส่ "อย่างผู้ดี"

ทุกวันนี้เขมรไม่อยากนุ่งสมพตอีกแล้ว แต่มานุ่งซิ่นอย่างไทยอย่างลาวแทน แล้วห่มสไบอย่างชนชั้นสูงของไทย แต่เพราะเป็นข้าเก่ามาก่อน จึงห่มผิดห่มถูก ไม่รู้จักกระทั่งธรรมเนียมการนุ่งที่ถูกต้อง แต่ก็ยังอ้างว่าตนเป็นต้นตำรับ

นี่เป็นเรื่องมุสาที่น่าขายหน้าอย่างยิ่ง

เท่านั้นยังไม่น่าละอายเท่ากับ "แต่งประวัติศาสตร์" ขึ้นมารับรองการ 'เคลม' ของตนโดยไม่แยแสข้อเท็จจริง ดังที่กระทรวงศิลปวัฒนธรรมกัมพูชาอ้าง่า "สไบมีมาตั้งแต่สมัยฟูนัน" และ "มีมาตั้งแต่ยุคพระทองนางนาค"

การอ้างทั้งสองนั้นเหลวไหลสิ้นดี ผมจะชี้ให้เห็นว่าเพราะอะไร

ก่อนอื่น สิ่งที่เรียกว่า 'ฟูนัน' นั้นยังไม่ลงรอยว่าหมายถึงอะไร เพราะมันเป็นคำจีน (扶南 ออกเสียงว่าฝูหนาน) ที่เชื่อว่าถอดเสียงมาจากคำบางคำในภาษาท้องถิ่น แต่เขมรนั้นอ้างไปแล้วว่า ฟูนัน มาจากคำว่า 'พนม' และเรียกอาณาจักรนี้ว่า 'นครพนม' (เขมรออกเสียงว่า "นอกอร พนัม")

คนไทยบางคนอาจจะสงสัยตะหงิดๆ ว่าเรียกกันแบบนี้ 'จังหวัดนครพนม' ของไทยไม่ถือเป็น 'ฟูน้น' กับเขาบ้างหรือ?

เรื่องนี้อย่าล้อเล่นไป เพราะนครพนมของไทยนั้นเก่าแก่กว่า 'นครพนมมโน' ของเขมรหลายเท่าหากเราจะอ้าง 'ตำนานอุรังคธาตุ' อันเล่าถึงการสถาปนาพระธาตุพนมที่เกิดขึ้นหลังสมัยพุทธกาลหมาดๆ

แม้แต่ชื่อเสียงเรียงของมันก็ยังคลุมเครือ ชนชาติในอาณาจักรนี้ก็ยังคลุมเครือว่าเป็นเขมรหรือไม่ โปรดดูบทวิเคราะห์ของไมเคิล วิกเกอรี (Michael Vickery) ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาที่อภิปรายเรื่องนี้ในบทความเรื่อง Funan Reviewed : Deconstructing the Ancients

วิกเกอรีตั้งข้อสงสัยเอาไว้ว่า

"เราควรจะสันนิษฐานตามความเชื่อทางวิชาการเก่าแก่ที่ว่า ลักษณะทางวัฒนธรรมนั้นถูกกำหนดตายตัวตามชาติพันธุ์หรือไม่ เช่น ฟูนันเป็นชาวออสโตรเนเซียน ไม่ใช่ชาวเขมร หรือชาวมอญ-เขมร? ในแง่ใดๆ ก็ตาม เป็นไปไม่ได้ที่จะระบุได้อย่างแน่ชัด เนื่องจากไม่มีเอกสารภาษาพื้นถิ่นใดๆ จากยุคนั้นเลย" หลังจากนั้นเขาก็อภิปรายเรื่องเชื้อชาติของคนฟูนันซึ่งนักวิชาการทั้งหลายยังไม่ลงรอยกัน ส่วนหนึ่งชี้ว่าเป็นชาวออสโตรเนเซียน เช่น ชาวมาเลย์หรือชาวจาม และอีกส่วนบอกว่าเป็นมอญ-เขมร

ดังนั้น เราสรุปไม่ได้ว่าฟูนันเป็นบรรพบุรุษของคนกัมพูชา แม้แต่เป้นบรรพชนคนแขมร์ก็ยังบอกไม่ได้

แต่สิ่งหนึ่งที่บอกได้คือ แหล่งโบราณคดีใหญ่ๆ ที่เชื่อว่าเป็นของฟูนันนั้น ทุกวันนี้ไม่ได้อยู่ในแผ่นดินกัมพูชา แต่อยู่ในเวียดนาม

อย่างนี้แล้ว กัมพูชาจะอ้างได้อย่างไรว่า "ฟูนันเป็นต้นทางของกัมพูชา" ที่ถูกควรจะเป็น "ฟูนันเป็นประวัติศาสตร์ของเวียดนาม" น่าจะถูกกว่า

มาถึงเรื่อง'สไบ'

ทุกวันนี้เรารู้เรื่องฟูนันน้อยมาก หลักฐานที่เป็นเรื่องเป็นราวที่สุด คือบันทึกเรื่องฟูนันในประวัติศาสตร์จีนฉบับต่างๆ ในเอกสารโบราณของจีนเหล่านี้นี่เองที่พรรณนาเรื่องการแต่งกายและอุปนิสัยใจคอของคนฟูนันเอาไว้ เช่น ในบันทึกประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฉีใต้ 《南齐书》 กล่าวว่า

"ผู้ชายตัดผ้าทอดิ้นทำผ้านุ่งแถบยาว ส่วนผู้หญิงใช้ทำผ้าทอดิ้นสวมลงมาจากศีรษะ คนยากจนใช้ผ้าธรรมดาคลุมตัว"

บันทึกราชวงศ์อื่นๆ ในยุคหนานเป่ยเฉาของจีนก็บอกในทำนองเดียวกันว่า คนฟูนันเอาผ้าทอดิ้น (锦) มาตัดเป็นผ้าแถบนุ่ง ส่วคนสามัญใช้ผ้าธรรมดา (布)

ที่สำคัญก็คือเป็นผ้าแถบยาวแนวนอน(横幅) ไม่ใช่สไบที่เป็นผ้าคลุมแนวตั้ง

บันทึกด้วยตัวอักษรอาจจะยังไม่ชัด โปรดดูภาพประกอบซึ่งเป็นภาพชาวประเทศฟูนันจากภาพจีนโบราณชื่อ "ภาพอาคันตุกะเข้ามาคำนับราชสำนักของพระเจ้าเหลียงหยวนตี้สำเนาภาพจากสมัยห้าราชวงศ์แห่งอาณาจักรถังใต้" (五代南唐顧德謙摹梁元帝番客入朝圖)

ในภาพนี้ชาวประเทศฟูนันแต่งตัวเหมือนในคำพรรณนา คือ นุ่งผ้าทางยาว อาจจะเป็นผ้าขาวเหมือนสามัญชนทั่วไปใส่กันด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือไม่มีสไบ

แม้จะมีบันทึกจีนเพียงเท่านี้ กระทรวงศิลปวัฒนธรรมกัมพูชาก็ยังอ้างว่า

"กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมขอเน้นย้ำว่า มรดกทางวัฒนธรรมเขมรอันอุดมสมบูรณ์ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม รวมถึงเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมและศิลปะวัฒนธรรมต่างๆ นั้น มีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สไบ” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการตกแต่งร่างกายของสตรีชาวเขมร ที่ใช้คลุมในชุดพื้นเมืองและชุดแต่งงานในพิธี “พระทองต้องสไบ” (ព្រះថោងតោងស្បៃ) นั้น เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์อารยธรรมเขมรตั้งแต่สมัยฟูนัน ซึ่งชาวเขมรได้อนุรักษ์และเคารพสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนจนถึงปัจจุบัน และได้กลายเป็นส่วนสำคัญของประเพณีและขนบธรรมเนียมของชาติเขมร และจะยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไปทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต"

'พระทองต้องสไบ' เป็นพิธีหนึ่งในงานแต่งงานแบบเขมร อ้างตำนตำนานเรื่อง 'พระทองนางนาค' (ព្រះថោងនាងនាគ) โดยพระทอง (เจ้าบ่าว) จะดึงสไบของนางนาค (เจ้าสาว) เลียนแบบตำนานบรรพชนชายหญิงของเขมร

เราจะมาชำแหละข้ออ้างเรื่องพระทองนางนาคกัน

แต่ก่อนนั้นพระทองนางนาคนั้นเป็นเรื่องพื้นบ้านที่อยู่โดดๆ ไม่ได้ถูกโยงกับฟูนัน แต่ในระยะหลังกัมพูชาโยงเรื่องนี้เข้าด้วยกัน โดยบอกว่าพระทองหมายถึง 'ฮุ่นฮุ่ย' (混湏 หรืออาจจะเขียนว่า 混滇 ที่ออกเสียงว่า ฮุ่นเตียน) กษัตริย์องค์แรกของฟูนัน ส่วนนางนาคหมายถึง 'หลิ่วเย่' (柳葉) ในบันทึกของจีน

ฮุ่นเตียนนั้นต่อมาถูกแปลงเป็นภาษแขกว่าเกาฑิณยะ (มีชื่อนี้จริงๆ ในจารึกแต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นชื่อเดัยวกับบันทึกจีนว่าฮุ่นเตียน) และชื่อหลิ่วเย่แปลงเป็นภาษาแขกว่าโสมา

จากนั้นจึงมีขบวนการโยงว่าฮุนเตียน/เกาฑิณยะและนางหลิ่วเย่/นางโสมา คือพระทองกับนางนาค แล้วบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นปฐมกษัตริย์/กษัตรีสมัยฟูนัน

แต่เรื่องนี้วิกเกอรีติงไว้ว่าเป็นการนำชื่อของบุคคลในบันทึกจีน ในจารึกของจาม และะในจารึกสมัยเมืองพระนครมาผสมปนเปกันโดยแต่ละชื่ออยู่กันละช่วงเวลา

"ผู้ที่เชื่อในประวัติศาสตร์พื้นบ้านอาจจะตอบว่ามันเป็นเพียงชื่อใหม่ของเรื่องราวเก่าแก่ที่ย้อนกลับไปถึงฟูนันจริงๆ นี่ดูเหมือนจะเป็นแนวคิดเบื้องหลังรายการหนึ่งในโปรแกรมการแสดงรำที่งาน Journée culturelle nationale 1999 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 1999 ในพนมเปญ ซึ่งกล่าวว่า "พิธีแต่งงานแบบเขมรดั้งเดิม… เป็นสัญลักษณ์และสะท้อนถึงการรวมกันของพระทองและนางนาค หรือพระบาทเกาฑิณยะและนางโสมา หรือพระบาทฮุ่นเตียนและนางหลิ่วเย่" การเรียงลำดับประวัติศาสตร์พื้นบ้านที่สับสนนี้สลับลำดับเวลาที่เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้น ชื่อจริงของคู่ที่สามนั้นพบได้ในรายงานของจีนบางฉบับเกี่ยวกับฟูนัน ส่วนคู่ที่สองนั้นมีการกล่าวถึงครั้งแรกในจารึกจามปาในศตวรรษที่ 7 เกี่ยวกับภวปุระในกัมพูชา และต่อมาอีกหลายศตวรรษในจารึกสมัยเมืองพระนคร ส่วนคู่แรกนั้นน่าจะมีต้นกำเนิดในยุคหลังเมืองพระนครเท่านั้น แน่นอนว่าอิสรยยศของบุคคลเหล่านั้นค่อนข้างไม่ตรงกับยุคสมัย"

พูดง่ายๆ ก็คือเขมรเอาพระทองนางนาค มาผสมกับเรื่องฮุ่นเตียนกับนางหลิวเย่ แล้วผสมกับชื่อเกาฑิณยะและนางโสมา ทั้งสามเป็นชื่อบุคคลต่างยุคสมัยกันแถมอีกชื่อยังเป็นแค่ตำนาน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามันเกี่ยวข้องกับฟูนันตรงไหน?

นี่เป็นการลากความเข้าข้างตัวเอง แม้จะมีข้อบกพร่องมากมาย แต่เขมรก็ปักใจจะเชื่อ

แม้จะอ้างตำนาน'พระทองนางนาค' ว่าเป็นต้นกำเนิดของชาติและที่มาที่เก่าแก่ที่สุดเรื่องการใช้สไบ แต่เรื่อง 'พระทองนางนาค' วิกเกอรีเองก็ยังตั้งข้อสังเกตไว้ว่ามันไม่น่าจะใช้เรื่องเขมรแท้ๆ ด้วยซ้ำ

"ในการบรรยายครั้งแรกๆ ของผมให้กับนักศึกษาโบราณคดีกลุ่มหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษาอยู่ในปีที่สี่ ณ มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติพนมเปญ ผมเริ่มการสนทนาเกี่ยวกับอาณาจักรฟูนัน (โดยทั่วไปเชื่อกันว่าตั้งอยู่ในกัมพูชาตอนใต้และเวียดนาม และขยายไปตามอ่าวไทยจนถึงคาบสมุทร และมีอายุประมาณศตวรรษที่ 1-7) โดยถามพวกเขาว่าพวกเขารู้จักอะไรบ้างเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของอาณาจักรนั้น นักเรียนคนหนึ่งตอบอย่างรวดเร็วว่า "พระทองและนางนาค" คำตอบนั้นแน่นอนว่าเป็นเรื่องเล่าพื้นบ้าน เพราะไม่พบชื่อเหล่านั้นในเอกสารใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับฟูนัน และคำว่า "ทอง" (Thong) ซึ่งเป็นคำภาษาไทยที่แปลว่า "ทองคำ" ก็ไม่น่าจะเข้ามาในคำศัพท์ภาษาเขมรจนกระทั่งศตวรรษที่ 14 เป็นอย่างเร็วที่สุด มันเป็นการดัดแปลงของชาวกัมพูชาจากตำนานการก่อตั้งอยุธยาเกี่ยวกับพระเจ้าอู่ทอง หรือ "เปลทองคำ" ซึ่งมีอย่างน้อย 6 เวอร์ชันที่กล่าวถึงแหล่งกำเนิดที่แตกต่างกันของพระเจ้าอู่ทอง รวมถึงเวอร์ชันหนึ่งที่กล่าวว่าพระองค์มาจากกัมพูชา"

กาจะถือเอาตามมติของวิกเกอรี เรื่องพระทองนางนาค "เป็นเป็นการดัดแปลงของชาวกัมพูชาจากตำนานการก่อตั้งอยุธยาเกี่ยวกับพระเจ้าอู่ทอง" อีกทั้งคำว่า "พระทอง" ในตำนานนี้ยังเป็นคำภาษาไทย ดังนั้นแล้ว หากชาวเขมรจะถือว่าสไบมีต้นกำเนิดจากตำนานพระทองนางนาค สไบก็ต้องมีต้นกำเนิดจากเมืองไทย เพราะตำนานพระทองนางนาคมีที่มาจากไทย

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่วิเกอรีคนเดียวที่เห็นว่าพระทองและนางนาคเป็นเรื่องจากไทย แต่ยังรวมถึง ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชามญด้านดนตรีไทยยังให้ความเห็นว่าเขมรได้เลียนแบบไทย

การอ้างข้างๆ คูๆ ของกัมพูชาเรื่องเจ้าของฟูนัน เรื่องสไบฟูนัน และพระทองนางนาคแห่งฟูนันเป็นภยันตรายอย่างไร?

ผมจะขอยกความเห็นของวิกเกอรีมาอกครั้ง เพราะเป็นทัศนที่ลึกซึ้งและเป็นคำเตือนได้ดีทั้งต่อคนเขมรเองและคนไทย คือ

"ประวัติศาสตร์พื้นบ้านอาจไม่เป็นอันตราย น่าสำเริงสำราญใจ และแม้กระท้่งให้ความรู้ได้ หากใช้วิธีการศึกษาที่ถูกต้อง แต่หากนำมาใช้กับการวิจัยทางประวัติศาสตร์เชิงวิทยาศาสตร์จากเอกสารต้นฉบับ อย่างน้อยก็เป็นการเสียเวลา และในกรณีที่แย่ที่สุด หากนำมาใช้ในลักษณะที่ทำให้เกิดอคติทางชาติและเชื้อชาติ อาจเป็นอันตรายได้"

การกระทำของรัฐบาลกัมพูชาที่อ้างข้างๆ คูๆ โดยปราศจากการวิจัยทางประวัติศาสตร์เชิงวิทยาศาสตร์นั้น จึงเป็นอันตราย เพราะไม่เพียงใช้การมโนเพื่อแย่งชิงทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของเพื่อนบ้านอย่างไม่ละอายเท่านั้น

แต่ยังจะบั่นทอนสติปัญญาของประชาชนชาวกัมพูชา ที่ต้องงมงายกับความเท็จไปอีกนาน

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ภาพชาวประเทศฟูนันจากภาพจีนโบราณชื่อ "ภาพอาคันตุกะเข้ามาคำนับราชสำนักของพระเจ้าเหลียงหยวนตี้สำเนาภาพจากสมัยห้าราชวงศ์แห่งอาณาจักรถังใต้" (五代南唐顧德謙摹梁元帝番客入朝圖) ที่มาภาพ 國立故宮博物院

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...