โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สีหศักดิ์ ร่วมเวทีว่าด้วยการฉ้อโกง ชี้โลกเห็นบทบาทนำไทย ย้ำสแกมเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 05.43 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 05.43 น.

สีหศักดิ์ ร่วมเวทีว่าด้วยการฉ้อโกง ชี้โลกเห็นบทบาทนำไทย ย้ำสแกมเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้มาร่วมการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง (Global Fraud Summit) กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยการประชุมครั้งนี้จัดโดยสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยเข้าร่วมประชุมด้วย ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กระทรววดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม (ดีอี) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานอัยการ ในปีนี้ที่เดินทางมาร่วมประชุมเพราะเขาให้ความสำคัญกับเรื่องที่เราให้ความสำคัญคือเรื่องออนไลน์สแกม เขาเชิญเรามาเข้าร่วมการประชุม พร้อมกล่าวถ้อยแถลงเปิดการประชุมเต็มคณะของการประชุมดังกล่าว รวมถึงกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมวาระพิเศษระดับสูงเพื่อประกาศคำมั่นในการต่อสู้กับการฉ้อโกง และยังมีการจัดกิจกรรมคู่ขนาน เนื่องจากเขาอยากจะเน้นบทบาทนำของไทย หลังที่เราจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ที่กรุงเทพช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ประเด็นที่นำเสนอในเวทีต่างๆ คือการตอกย้ำว่าปัญหาการฉ้อโกงมีความหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในรูปแบบใหม่ที่มา จากการหลอกลวงทางออนไลน์ที่ทุกประเทศต้องเผชิญ ซึ่งนับวันจะมีความท้าทายมากขึ้น ที่ปัญหาหนักหน่วงเพราะมีหลายมิติ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีตัวเลขจากการถูกฉ้อโกงกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี และไม่ใช่แค่เรื่องฉ้อโกงเท่านั้นแต่ยังเป็นขบวนการในการหลอกลวงคน การค้ามนุษย์ เป็นแรงงานบังคับ ซึ่งถือเป็นระบบทาสยุคใหม่

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องยอมรับคือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ด่านหน้าของปัญหานี้ และประเทศไทยเป็นทั้งทางผ่านของขบวนการเหล่านี้ ที่ดำเนินการอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของเรา แต่คราวนี้ไม่ได้ต้องการกล่าวถึงประเทศใดประเทศหนึ่ง และประเทศไทยยังเป็นที่พักพิงหลังช่วยเหลือบุคคลที่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์ที่หนีออกมาจากจากศูนย์หลอกลวงกลับประเทศแล้วกว่า 13,200 คน จาก 40 ประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความหนักหน่วง

“ที่ลำบากที่สุดก็เพราะปัญหานี้มันอยู่ในโลกดิจิทัลที่แพร่ขยายอย่างรวดเร็ว ซึ่งโลกไซเบอร์ไม่มีระบบธรรมาภิบาล ไม่มีกติกากฎหมายที่รัดกุมและเข้มแข็งเพียงพอ ดังนั้นจึงเป็นปัญหาที่ท้าทายหลายๆ ประเทศ และไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งที่จะแก้ไขได้โดยลำพัง“ นายสีหศักดิ์กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งปัญหาของการหลอกลวงออนไลน์ คือปัญหามันเริ่มต้นจากประเทศหนึ่งแต่ไปจบที่ประเทศหนึ่งและยังเกี่ยวพันกับคนประเทศต่างๆ ประเด็นหลักๆ มันเกี่ยวพันทั้งกับเรื่องการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา การคุ้มครอง การดำเนคดี และการร่วมความร่วมมือระหว่างประเทศ มันเกี่ยวพันกับการบังคับใช้กฎหมายกับหลายประเทศที่มีช่องโหว่อยู่มาก โดยเฉพาะการร่วมมือระหว่างประเทศและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ และเราไม่ต้องการสร้างกลไกอะไรใหม่ๆ เนื่องจากมีความร่วมมือในกรอบ UNODC , INTERPOL และอาเซียน อยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรที่จะให้กรอบเหล่านี้มีเอกภาพได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำค ขณะที่การทำงานระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนก็ต้องไปด้วยกัน นี่เป็นประเด็นที่ไทยมานำเสนอในครั้งนี้และเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้แสดงบทบาทของประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่าสิ่งที่ไทยได้ตอกย้ำในเวทีการประชุมครั้งนี้มีอะไรบ้าง นายสีหศักดิ์กล่าวว่า อย่างน้อยก็ทำให้ได้เห็นว่าสุดท้ายถ้าเราไม่ได้ทำอะไรมันจะกลายเป็นปัญหาความท้าทายด้านความมั่นคงของหลายประเทศ ที่ผ่านมาเราพูดกันแต่ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม และปัญหามีหลายมิติ ไม่ใช่เพียงมิติการฉ้อโกงและการฟอกเงิน แต่ยังมีมิติการค้ามนุษย์การละเมิดด้านสิทธิมนุษยชน ประเด็นคือเราจะตามทันเทคโนโลยีที่นำมาใล้หรือไม่โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ดังนั้นหน่วยงานที่จะต้องเข้ามาที่เข้ามาปราบปรามต้องตามให้ทันเทคโนโลยี ขณะที่ยังมีช่องว่างระหว่างประเทศเพราะเป็นคดีอาชญากรรมข้ามชาติ ดังนั้นจะทำอย่างไรเพราะกฎหมายแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน แม้จะมีความพยายามจากหลายหน่วยงาน รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ แต่ถ้าต่างคนต่างทำมันไม่เกิดผล ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เกิดเอกภาพระหว่างหน่วยงาน นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยต้องมาตอกย้ำหลังการประชุมที่กรุงเทพว่าเราต้องทำงานแบบเป็นหุ้นส่วนกัน แต่ละประเทศไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยลำพัง มันมีหลายมิติ และมันมีช่องโหว่ที่ใดบ้าง

เมื่อถามว่าความร่วมมือจากภาคเอกชนสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ตัวอย่างล่าสุดจากการที่ไทย สหรัฐ และอาเซียนร่วมมือกัน สามารถยกเลิกบัญชีที่ต้องสงสัยได้ถึง 150,000 บัญชีและจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะที่เป็นรายใหญ่ได้หลายคน ซึ่งก็เป็นตัวอย่างของความสำเร็จตัวอย่างของความสำเร็จที่มาจากการร่วมมือกันระหว่างประเทศ

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้เรามีแถลงการณ์กรุงเทพที่เป็นผลจากการประชุมซึ่งไทยจัดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา ก็อยากให้ประเทศต่างๆ มาเข้าร่วมเป็นภาคีเพื่อที่จะได้ใช้เป็นพื้นฐานของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศต่อไป และหลังจากนี้จะมีการจัดประชุมในกรอบองค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE) ที่ตั้งอยู่ในกรุงเวียนนา ซึ่งเป็นเรื่องของความมั่นคงในยุโรปโดยไทยเป็นพันธมิตรในเอเชียของ OSCE ซึ่งเราจะจัดการประชุมในกรอบนี้ที่กรุงเทพในเดือนพฤษภาคมนี้ต่อไป และเรายังพยายามผลักดันความร่วมมือนี้ในกรอบต่างๆ ในอาเซียนขณะนี้ไทยก็เป็นศูนย์กลางของการสานข้อมูลเรื่องสแกมเมอร์อยู่แล้ว

นายสีหศักดิ์กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีอนุสัญญาของสหประชาชาติที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในเรื่องนี้สามฉบับ คืออนุสัญญาว่าด้วยการคอรัปชั่น อนุสัญญาว่าด้วยอาชญากรรมออนไลน์ และ อนุสัญญาว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ ขณะที่ในส่วนของการฟอกเงินยังไม่มีความร่วมมือที่เป็นอนุสัญญาสหประชาชาติของสหประชาชาติแต่อย่างใด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สีหศักดิ์ ร่วมเวทีว่าด้วยการฉ้อโกง ชี้โลกเห็นบทบาทนำไทย ย้ำสแกมเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...