โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เอ็กซเรย์ ‘ยาและเวชภัณฑ์’ เพียงพอ 3 เดือน ขออย่ากักตุน-สต็อกเกินจำเป็น

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมการด้านยา เวชภัณฑ์ในวิกฤติสู้รบตะวันออกกลางว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์ในช่วงวิกฤติสงครามเป็นอย่างยิ่ง โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นหน่วยกลางในการมอนิเตอร์และติดตามสถานการณ์ยา เวชภัณฑ์ และสินค้าสุขภาพอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด

จัดตั้งวอร์รูม รายงานข้อมูลทุกสัปดาห์

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ได้หารือกับผู้ประกอบการกลุ่มผู้ผลิตและนำเข้ายาที่จำเป็นและมีความเสี่ยงสูง เช่น ยาช่วยชีวิตในห้องผ่าตัดหรือห้องฉุกเฉิน น้ำยาล้างไต น้ำเกลือ และยามะเร็ง ซึ่งถือเป็นความสำคัญลำดับแรก ๆ ที่ต้องติดตาม มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 350 ท่าน รวมทั้งสมาคมต่าง ๆ ซึ่งทุกคนพร้อมใจกันช่วยกันเพื่อไม่ให้ประเทศขาดแคลน โดยได้มีข้อตกลงให้ผู้ประกอบการรายงานสถานการณ์ยาที่สำรองไว้ ทั้งยาสำเร็จรูปและวัตถุดิบสำคัญ (API) โดยเฉพาะกลุ่มยาสำคัญประมาณ 60 รายการ ได้จัดตั้งวอร์รูม (War Room) เพื่อรายงานข้อมูลทุกสัปดาห์

ต้นทุนปรับเพิ่มแล้ว 10-15 %

ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นเรื่องต้นทุนที่แพงขึ้น จากค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าประกันต่างไ และค่าน้ำมัน นอกจากนี้ระยะเวลาการส่งมอบจากต่างประเทศยังนานขึ้น และผู้ผลิตบางรายอาจไม่สามารถการันตีเวลาส่งมอบได้ตามสัญญา ซึ่งตามข้อมูลที่ได้รับจากผู้ประกอบการมีการปรับเพิ่มสูงขึ้นแล้วประมาณ 10-15% ส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระ โดยอย.จะนำข้อมูลนี้ไปปรึกษาผู้บังคับบัญชากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางดูแล

“ปัจจุบันสถานการณ์ยา เวชภัณฑ์ยังไม่มีปัญหาผิดปกติ ประเทศไทยมีสำรองเพียงพออย่างน้อย 3 เดือน โดยยาที่นำเข้าเป็นสัดส่วนที่มากเป็ฯยารักษาโรคร้ายแรงบางอย่าง เช่น ยารักษามะเร็ง แต่ยาพื้นฐาน เช่น แก้ปวด รักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรคNCDs)ไทยผลิตได้ ”ภก.สุภัทรากล่าว

ทั้งนี้ แม้มีการผลิตในประเทศก็จะต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบที่เป็นยาออกฤทธิ์ API จากต่างประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกา อินเดีย และจีน เป็นต้น รวมถึง วัคซีนส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศที่ไม่มีการสู้รบ

แต่การสู้รบในขณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศที่เป็นฐานใหญ่ในการผลิตยาสำเร็จรูปหรือผลิตวัตถุดิบยา แต่อาจมีปัญหาขลุกขลักในการขนนส่ง ต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น และทั่วโลกกำลังอาจจะเกิดภาวะวิตกกังวล จนอาจจะมีการกักตุนยา ซื้อไปสำรองในประเทศตัวเอง ทำให้เรื่องดีมาน ซัพพลาย แปรปรวน

ขออย่ากักตุนยา

“ยืนยันสถานการณ์ยา เวชภัณฑ์ในประเทศไทยควบคุมได้ ไม่ได้วิกฤติ การซื้อกักตุนแล้วไม่ได้ใช้จนยาหมดอายุ จะทำให้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นจริๆงไม่ได้ยา ส่วนสถานพยาบาล โรงพยาบาล คลินิก ก็ขอให้สั่งซื้อตามภาวะปกติ อย่าสต็อกเกินความจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดความผันผวนผิดธรรมชาติ หากพบการกักตุนเพื่อโก่งราคา อย.จะประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป”ภญ.สุภัทรากล่าว

รัฐอาจจะต้องช่วยสินเชื่อผู้ประกอบการ

ถามว่าหากการสู้รบยืดเยื้อเกิน 3 เดือน ภญ.สุภัทรา ย้ำว่า ถ้าสถานการณ์สู้รบไม่ได้ขยายขอบเขตไปยังประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิต ก็ไม่ได้กระทบในต้นตอการผลิต แต่อาจจะเกิดความล่าช้าในการขนส่ง ระยะเวลาขนส่งนานขึ้น เพราะฉะนั้น การวางแผนในเรื่องของการสั่งซื้อ บริษัทจะต้องมามอนิเตอร์ใหม่ เช่น เมื่อก่อนมีสต็อกถึงระดับนี้แล้วค่อยสั่ง ก็ต้องคำนึงถึงระยะเวลาการส่งของที่นานมากขึ้น และค่าใช้จ่าย ซึ่งอย.รับข้อมูลเรื่องของผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนมากขึ้น

“รัฐอาจจะต้องมาช่วยเรื่องของสินเชื่อผู้ประกอบการ เพื่อให้มีเงินสำรองในการนำเงินไปซื้อ วัตถุดิบ หรือยาสำเร็จรูปที่ราคาสูงขึ้น และเรื่องกระแสเงินสด (Cash Flow) ที่สถานการณ์อาจทำให้ไม่ดีเหมือนอดีต”ภญ.สุภัทรากล่าว

กระทบบรรจุภัณฑ์น้ำเกลือ-น้ำยาล้างไต

ภญ.สุภัทรา กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ส่งผลกระทบเป็นเรื่องของภาชนะบรรจุที่เป็นพลาสติก ในส่วนของน้ำเกลือและน้ำยาล้างไตที่ประเทศไทยมีการใช้ต่อวันจำนวนมาก ปัญหาที่มีความเป็นห่วงขณะนี้ ไม่ได้เกิดจากตัวยาหรือวัตถุดิบยา แต่เกิดจากพลาสติก ที่ใช้ทำภาชนะบรรจุ เนื่องจากพลาสติกผลิตจากปิโตรเคมี ซึ่งต้องนำเข้าวัตถุดิบจากบางประเทศในแถบตะวันออกกลางที่มีสถานการณ์สู้รบ

“บรรจุภัณฑ์พลาสติกไม่ได้ใช้เฉพาะยาเท่านั้น แต่ยังใช้ในผลิตภัณฑ์อื่นๆด้วย สธ.ก็จะนำเสนอข้อมูลในกรณที่หากมีความจำเป็นต้องมีการจัดสรรโควตาพลาสติก ขอให้คำนึงถึงกลุ่มยาและเวชภัณฑ์ก่อนเป็นอันดับต้น ๆ เพราะจำเป็นต่อชีวิตผู้ป่วย”ภญ.สุภัทรากล่าว

ส่วนกรณีที่เกิดปัญหาวิกฤติจริงๆในอนาคต อาจต้องพิจารณาเรื่องการ Reuse หรือการนำแกลลอนเดิมกลับมาใช้ใหม่ แต่ต้องได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย มีวิธีการทำความสะอาดที่ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และอย.จะต้องมั่นใจในคุณภาพก่อนออกตัวมาตรการนี้ อย่างไรก็ตาม ปกติการ Reuse จะมีต้นทุนสูงกว่าการซื้อใหม่เพราะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด

หาแหล่งวัตถุดิบสำรอง

ภญ.สุภัทรา กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ซัพพลายเออร์กำลังหาแหล่งวัตถุดิบสำรอง (Second Source) โดยอย. ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือ เช่น การผ่อนปรนให้เปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบจากประเทศที่มีปัญหาไปยังแหล่งอื่นได้รวดเร็วขึ้นผ่านช่องทาง Fast Track

รวมถึง กรณียาสำเร็จรูป และวัตถุดิบยา ที่จะต้องหารือเป็นรายกรณีเกี่ยวกับแหล่งที่มาได้มาตรฐานขนาดไหน เอกสารต่างๆที่ต้องใช้ประกอบ เพื่อทำให้การมาขึ้นทะเบียน Second Source แล้วอย.จะอนุมัติได้ในเวลารวดเร็วนั้น ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป ซึ่งอย.มีการมอนิเตอร์เรื่องนี้เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิด

ยาจิตเวชไม่ขาด

ส่วนข้อกังวลเรื่องยาจิตเวชขาดแคลน ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า ยาในกลุ่มจิตเวช โดยเฉพาะยารักษาภาวะสมาธิสั้นในเด็ก ยังอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้และไม่มีปัญหาขาดแคลน เนื่องจาก อย. เป็นผู้ดำเนินการซื้อและขายยาในกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์นี้เอง มีการมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด หากคลินิกใดระบุว่ายาขาด ขอให้ติดต่อมาที่ อย. เพราะในคลังไม่มีตัวไหนขาดสต๊อก และขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการจ่ายยา (Guideline)

ยังไม่ได้จำกัดการส่งออก

ภญ.สุภัทรา กล่าวอีกว่า สถานการณ์ยาและเวชภัณฑ์ไม่ได้มีการจำกัดการส่งออก แต่มีการแย่งซื้อจากประเทศอื่นๆ เพื่อสำรองในประเทศตัวเอง จนทำให้ต้นทุนสูงขึ้นจากการต่อรองของผู้ซื้อและผู้ขายด้วย เช่นเดียวกับ ยาที่ผลิตในประเทศไทยยังไม่ได้มีการจำกัดการส่งออก แต่หากเกิดกรณีร้ายแรงสุดๆ จึงจะนำมาตรการนี้มาใช้

แผนสร้างความมั่นคงทางยา

สำหรับแผนสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศไทยในระยะยาว ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า โลกมีภัยพิบัติเกิดขึ้นทั้งสงคราม โรคระบาด น้ำท่วม แผ่นดินไหว อย.มีการปรับบทบาทไม่ได้เป็นผู้กำกับ(Regulator)อย่างเดียว แต่เป็นผู้สนับสนุน (Supporter/Facilitator) โดยร่วมมือกับนักวิจัยเพื่อนำงานวิจัยจาก "หิ้งสู่ห้าง" ต่อยอดเชิงพาณิชย์ รวมถึง สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มีศักยภาพผลิตยาบางอย่างเพื่อรองรับวิกฤติ ,เปิดให้นักลงทุนต่างประเทศที่มีศักยภาพ เทคโนโลยี องค์ความรู้เข้ามาดำเนินการร่วมกับบริษัทไทย เพื่อยกระดับความสามารถ

นอกจากนี้ ในช่วงที่ราคาสินค้าแพงขึ้น น้ำมันหายากขึ้น อาจจะเดินทางไปรพ.หรือร้านยายไม่สะดวก อย.กำลังจัดทำคู่มือการใช้ สมุนไพรในบ้าน ดูแลตัวเองและรักษาอาการเบื้องต้น เช่น เสลดพังพอน ว่านหางจระเข้ หรือเกลือรักษาแผลในปาก พลู เป็นต้น

ส่วนยามสมุนไพรสำเร็จรูป มีการมอบหมายให้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ผลิตเพิ่ม และประสานกับผู้ผลิตยาสมุนไพรว่ามีตัวยาใดที่สามารถผลิตและทดแทนยาแผนปัจจุบันในช่วงเวลาวิกฤติได้ เพื่อลดการพึ่งพิงวัตถุดิบจากต่างประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...