โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ปชน. ซัดรัฐบาล บริหารจัดการพลังงานล้มเหลว คนหาน้ำมันเติมไม่ได้

WeR NEWS

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พรรคประชาชน ซัดรัฐบาล บริหารจัดการพลังงานล้มเหลว สื่อสารไม่ตรงความจริง คนหาซื้อไม่ได้ทั้งที่บอกสำรองพอ

วันนี้ (17 มี.ค. 69) เวลา 10.00 น. ที่พรรคประชาชน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ แถลงข่าวกรณีการบริหารจัดการพลังงานของรัฐบาล ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความผันผวนของตลาดพลังงานและสร้างความกังวลให้กับประชาชน จากสถานการณ์ความปั่นป่วนในตลาดน้ำมันที่เกิดขึ้นในขณะนี้

โดยระบุว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการสื่อสารของรัฐบาลที่ไม่ตอบคำถามสำคัญของประชาชน โดยเฉพาะการย้ำว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ และบางช่วงยังระบุว่ามีปริมาณสำรองสูงสุดในอาเซียน แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการทราบจริง ๆ คือเหตุใดปั๊มน้ำมันหลายแห่งจึงไม่มีน้ำมันจำหน่าย และประชาชนควรไปเติมน้ำมันที่ใดได้บ้างในชีวิตประจำวัน เมื่อรัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามพื้นฐานเหล่านี้ได้ ความตื่นตระหนกและความสับสนในสังคมจึงยังคงเกิดขึ้น

นายวีระยุทธ มองว่า ปัญหาด้านการบริหารจัดการมีอย่างน้อยสองประเด็นสำคัญ ประเด็นแรกคือแนวทางการทำงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการพยุงราคา โดยการประกาศว่าจะตรึงราคาน้ำมันเพียง 15 วัน อาจสร้างแรงจูงใจให้เกิดการกักตุนทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อ ฝั่งผู้ค้าส่งหรือผู้ประกอบการบางส่วนอาจชะลอการขายเพื่อรอราคาปรับขึ้น ขณะที่ประชาชนและผู้ประกอบการที่ใช้น้ำมันจำนวนมากต่างเร่งซื้อเพื่อกักตุนก่อนหมดช่วงตรึงราคา ส่งผลให้ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณการขายลดลง จนเกิดช่องว่างในตลาดและนำไปสู่ความปั่นป่วนของสถานการณ์น้ำมันในปัจจุบัน

“ประเด็นที่สองคือการรับฟังข้อมูลของศูนย์อำนวยการด้านพลังงาน ซึ่งเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมด่วนกับบริษัทน้ำมันรายใหญ่ประมาณ 5-6 ราย และเมื่อได้รับคำยืนยันว่ามีน้ำมันเพียงพอ ก็ได้นำข้อมูลดังกล่าวมาชี้แจงต่อสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม นายวีระยุทธ เห็นว่าการรับฟังข้อมูลจากผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงกลุ่มเดียวไม่สะท้อนสถานการณ์จริงทั้งหมด เพราะยังมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ถูกนำความคิดเห็นมาพิจารณา” นายวีระยุทธกล่าว

นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างว่า ปั๊มน้ำมันขนาดเล็กซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่นต้องแบกรับต้นทุนสูงกว่าปั๊มขนาดใหญ่ หลายแห่งเผชิญภาวะขาดสภาพคล่องจนมีความเสี่ยงต้องปิดกิจการ ขณะที่เกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาซึ่งอยู่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องใช้น้ำมันจำนวนมากสำหรับรถเกี่ยวข้าว บางรายใช้น้ำมันวันละ 100–200 ลิตร และต้องนำแกลลอนไปเติม แต่กลับถูกจำกัดการขายจากบางปั๊ม ทำให้เกิดปัญหาในการทำงาน

นอกจากนี้ กลุ่มชาวประมงที่ต้องใช้น้ำมันเขียวในการออกเรือก็ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ทำให้หลายรายประเมินว่าการออกทะเลไม่คุ้มค่า จนต้องหยุดทำการประมง ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเล เช่นเดียวกับผู้ประกอบการขนส่งรายย่อยที่เผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้รับการรับฟังเสียงจากภาครัฐ

“วิกฤติน้ำมันครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาล ทั้งในมิติของโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและการบริหารเชิงเทคนิค โดยเฉพาะการทำงานของเครือข่ายทางการเมืองและกลุ่มธุรกิจในระดับพื้นที่ ซึ่งมีข้อร้องเรียนในหลายจังหวัดว่ามีการแย่งชิงน้ำมันจากประชาชนทั่วไป โดยเครือข่ายธุรกิจบางกลุ่มสามารถเข้าถึงการเติมน้ำมันได้ก่อน ขณะที่ประชาชนรายย่อยต้องรอคิวนานและบางครั้งไม่สามารถเติมได้เลย” นายวีระยุทธกล่าว

ในอีกด้านหนึ่ง นายวีระยุทธ มองว่า สถานการณ์นี้ยังเป็นบททดสอบเรื่องความโปร่งใสด้านข้อมูลของรัฐบาล เนื่องจากสิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดในขณะนี้คือข้อมูลที่ชัดเจน เช่น การมีระบบข้อมูลหรือแดชบอร์ดที่แสดงสถานะน้ำมันของปั๊มต่าง ๆ ว่ามีปริมาณคงเหลือเท่าใด เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางและการทำธุรกิจได้ โดยหากมีข้อมูลแบบเรียลไทม์จะยิ่งช่วยลดความสับสนและความตื่นตระหนกได้

นายวีระยุทธ เตือนว่า วิกฤติน้ำมันกำลังเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นระบบโลจิสติกส์ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของราคาสินค้า การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนในการเดินทาง รวมถึงอุตสาหกรรมบางประเภทที่เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ เช่น เม็ดพลาสติก วัสดุก่อสร้าง สี ปูน และบรรจุภัณฑ์อาหาร ซึ่งอาจส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ส่วนการแก้ไขสถานการณ์ในขณะนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการอย่างน้อยสองด้าน ได้แก่ การสร้างความชัดเจนด้านข้อมูล เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าพื้นที่ใดมีน้ำมันเพียงพอและสามารถเติมได้ที่ใด และการกำหนดแนวทางบริหารกองทุนน้ำมันที่ชัดเจน เช่น การปรับราคาน้ำมันแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือการให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่เป็นต้นน้ำของเศรษฐกิจ เช่น ภาคขนส่ง พร้อมกันนี้ รัฐบาลควรเตรียมความพร้อมในระยะกลางและระยะยาว โดยมองไปข้างหน้าอย่างน้อย 2–6 เดือน เพื่อรับมือผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจโดยรวม

ด้าน นายศุภโชติ กล่าวว่า ตนได้มีโอกาศลงพื้นที่บริเวณกรุงเทพภาคตะวันออก สิ่งที่ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน เจ้าหน้าที่และประชาชน ปัญหาที่เจอนั้น สรุปได้คือประชาชนไม่มีน้ำมันเติมแม้จะเป็นที่ใกล้ในเมืองก็ยังเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมัน อย่างที่สองคือผู้ประกอบการน้ำมันมีการจำกัดการปล่อยน้ำมันออกจากคลังซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมทั้งลูกค้าที่เคยมีการซื้อขายผ่านพ่อค้าคนกลางก็เข้ามาซื้อรายย่อยมากขึ้นเนื่องจากมีราคาถูกกว่า ซึ่งเป็นปัญหาหนักที่รัฐบาลที่ออกมาสื่อสารตลอดว่าเรามีน้ำเงินเพียงพอแต่สิ่งที่เห็นนั้นขัดแย้งอย่างสิ้นเชิง จึงตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่าสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำเมื่อขัดแย้งนั้นแสดงถึงความล้มเหลวในการบริหารวิกฤตครั้งนี้หรือไม่

ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบต่อน้ำมันอย่างเดียวแต่จะมีเรื่องค่าไฟเนื่องจากไฟฟ้าในประเทศผลิตจากก๊าซธรรมชาติเยอะ และมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติรูปแบบเหลวจากภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยนำเข้าจากประเทศกาตาร์ การขนส่งก็เป็นไปอย่างลำบาก ทำให้รัฐบาลต้องหาก๊าซเพิ่มเติมในตลาดที่มีราคาผันผวนและราคาแพงกว่าปกติ รวมถึงบริษัทผู้ค้าก็ได้มีการประกาศว่าจะใช้เงื่อนไขระงับการส่งก๊าซสู่ผู้ค้าประเทศอื่นก่อน ทำให้ค่าไฟที่จะประกาศในเดือนพฤษภาคมนี้จะส่งผลกระทบมากขึ้น

นายศุภโชติ เรียกร้องให้รัฐบาลเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ เพราะไม่เหมือนวิกฤตน้ำมันที่ผ่านมา โดยมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที เช่น การลดอัตราค่าไฟสำหรับกลุ่มเปราะบาง การใช้มาตรการค่าไฟ 200 หน่วยแรกในอัตราพิเศษ และการบังคับใช้ในบิลค่าไฟที่จะถึงนี้ รวมถึงการเพิ่มโควต้ารับซื้อไฟฟ้าจากบ้านที่ติดโซลาร์เซลล์ เพื่อลดการผลิตไฟฟ้าในอนาคต และมาตรการควบคุมความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยขอความร่วมมือและจ่ายค่าชดเชยให้กับภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงวิกฤต

ขณะที่นายวีระยุทธ กล่าวถึงแนวทางดำเนินการต่อจากนี้ว่า พรรคประชาชนเสนอให้แก้ไขปัญหาในสองระดับสำคัญ ได้แก่ การปรับแนวทางการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งหากยังใช้รูปแบบเดิมที่กำหนดช่วงเวลาตรึงราคาเพียงระยะสั้น จะทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเสนอให้พิจารณาแนวทางใหม่ เช่น การช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะภาคขนส่งซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของราคาสินค้า หรือการปรับราคาแบบค่อยเป็นค่อยไปในลักษณะขั้นบันได เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและภาระทางการคลัง

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวนา ชาวประมง หรือผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันขนาดเล็ก ซึ่งยังไม่สามารถส่งเสียงไปถึงผู้กำหนดนโยบายได้อย่างเพียงพอ โดยพรรคประชาชนยังเตรียมติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด โดยจะเฝ้าระวังกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงปรับราคาขึ้น หากพบการปรับราคาอย่างไม่เป็นธรรมก็จะนำข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะ

เมื่อถามว่าจะนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภาหรือไม่นั้น นายวีระยุทธ ระบุว่า คาดว่าวาระสำคัญของสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์นี้ จะเป็นการเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้การตั้งกระทู้หรือเสนอญัตติอาจต้องรอถึงสัปดาห์ถัดไป อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์มีความเร่งด่วน ก็สามารถเสนอให้เป็นวาระสำคัญได้ทันที พร้อมยืนยันว่าพรรคจะติดตามสถานการณ์และผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...