วิกฤต ‘น้ำมัน’ ซ้อนวิกฤต อีกหนึ่งครั้งที่รัฐบาลมองไม่เห็นหัวประชาชน
(1)
สัปดาห์ที่ผ่านมา บังเอิญไปเจอบางเหตุการณ์ที่น่าสนใจ และควรบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
วันที่ 25 มีนาคม 2569 ผมขับรถจากจังหวัดนครสวรรค์กลับกรุงเทพฯ และพบภาพรถจอดรอเติมน้ำมันเป็นคิวยาวหลายปั๊มน้ำมันตลอดสายเอเชีย เส้นทางหลักในการเดินทางไปยังภาคเหนือ ทั้งขาขึ้นและขาล่อง
ผมเห็นชาวบ้านจำนวนหนึ่งต้องจอดรถรอหลายชั่วโมง เพื่อเข้าคิวเติมน้ำมัน หลายคนนั่งในร่มแดด พวกเขาหอบหิ้วแกลลอนมาจากบ้าน เพื่อรอนำน้ำมันไปเติมรถไถ เติมเครื่องสูบน้ำ ทำการเกษตร
และยอมรับว่าต้อง ‘กักตุน’ ซึ่งเป็นคนละนิยามกับคำว่า กักตุน ของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพราะอย่างน้อย พวกเขาต้องเก็บน้ำมันไว้สำหรับขนส่งต่อไป เพราะหากวันพรุ่งนี้ไม่มีน้ำมัน ย่อมหมายความว่าไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ไม่สามารถส่งพืชผลทางการเกษตรได้
ผมเห็นชาวบ้านอีกคนขับรถส่งผัก-ผลไม้เต็มคันรถ ต้องจอดต่อคิวรอเติมน้ำมันท่ามกลางแดดเปรี้ยงของเดือนมีนาคม ซึ่งแน่นอนว่าแสงแดด-สภาพภูมิอากาศ ย่อมส่งผลกระทบกับพืชผลที่อยู่หลังรถกระบะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผมเห็นชาวบ้านขับรถตามรถส่งน้ำมันและพร้อมจอดตาม ไม่ว่ารถส่งน้ำมันคันนั้นจะจอดที่ไหน เพราะอย่างน้อยก็มั่นใจว่าวันนี้จะได้เติมน้ำมันอย่างแน่นอน
และผมเห็นปั๊มน้ำมันหลายปั๊มพูดตรงกันว่า ณ ขณะนี้ถูก ‘ลดโควตา’ จากเดิมที่ต้องส่ง 100% ก็อาจจะเหลือสัก 60-70% อย่างไม่ทราบสาเหตุ และจากเดิมที่น้ำมันเข้าทุกวัน ก็เหลือเพียงวันเว้นวัน นั่นจึงไม่แปลกที่ว่าทำไมบางปั๊มถึงประกาศไว้ล่วงหน้าว่า กว่าจะมีน้ำมันให้เติมอีกครั้งก็ต้องรอถึงวันที่ 1 เมษายน
(2)
เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นท่ามกลางข่าวลือว่า มี ‘ไอ้โม่ง’ ระดับสูงคอยกักตุนน้ำมัน ไม่ปล่อยน้ำมันออกมา เพราะรู้อยู่ว่าน้ำมันที่ใช้ในประเทศ ก่อนหน้านี้ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ฝืนกลไกตลาดกว่าลิตรละ 20 บาท โดยมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคอยพยุงราคาไว้
ตรรกะเรื่องนี้ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อน เพราะพลันที่รัฐบาลประกาศว่า ราคาจะต้อง ‘ขึ้น’ ทุกคนย่อมตุนไว้ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นกลาง มนุษย์ออฟฟิศที่ขับรถไปทำงาน ที่เมื่อน้ำมันลดไปสัก 2-3 ขีดก็ต้องรีบเติม เพราะเติมพรุ่งนี้ราคาอาจขึ้นอีก 50 สตางค์หรือ 2 บาท สู้เติมไปตอนนี้ไม่ดีกว่าหรือ หลายคนไม่ได้กลัวน้ำมันขาด แต่พวกเขากลัวน้ำมันแพง
ในทางกลับกัน หากคุณเป็นเจ้าของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ คุณย่อมรู้ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพราะ ณ ขณะนี้ กองทุนน้ำมัน ‘แบก’ เอาไว้ด้วยราคาที่ต่ำเกินจริง หากคุณเก็บน้ำมันที่ฝืนราคาตลาด ไปปล่อยตอนที่ราคาน้ำมันแพงขึ้น คุณย่อมมีโอกาสทำกำไรไปพร้อมๆ กัน
เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นโดยที่รัฐบาลไม่ได้เข้าไปควบคุม ไม่มีตัวเลข ไม่มีข้อมูล ว่าปั๊ม ‘ปล่อย’ น้ำมันที่ได้จากโรงกลั่นไปปริมาณเท่าไร และทำได้เพียง ‘เชื่อ’ เอกชนว่า ไม่มีการกักตุนน้ำมัน
น่าแปลกที่เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น พร้อมกับข่าวลือที่ว่า การกักตุนน้ำมันรอบนี้ ทำให้บางคนถึงขั้น ‘ถอนทุน’ จากการใช้เงินในการเลือกตั้งรอบนี้ คนในแวดวงนี้บางคนบอกว่า ไม่เคยเห็นเรื่องอะไรที่เลวร้ายขนาดนี้มาก่อน และในวันเดียวกันกับที่ผมเดินทางกลับจากนครสวรรค์ ก็คือวันที่คุณอนุทินขับรถยนต์ไฟฟ้า BYD Sealion 7 คันใหม่เอี่ยมเข้าทำเนียบรัฐบาล
(3)
ในคืนวันเดียวกับที่นายกฯ ถอยรถยนต์ EV คันใหม่นั้นเอง ผมนั่งกินข้าวอยู่กลางกรุงเทพฯ ข่าวก็พลันเข้ามาว่า กองทุนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงประกาศขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิดรวดเดียว 6 บาท ในช่วงเวลา 05.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ทั้งเบนซินและดีเซล อาศัยเหตุผลจากราคาน้ำมันดิบในสิงคโปร์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอ้างอิงราคาประเทศเพื่อนบ้านที่สูงกว่าไทย
ผลปรากฏว่า ทุกคนขับรถมุ่งหน้าปั๊มน้ำมันในเวลา 23.00 น. โดยพร้อมเพรียง เส้นพหลโยธินตั้งแต่อนุสาวรีชัยสมรภูมิไปถึงสวนจตุจักร ทุกปั๊มน้ำมันแน่นขนัด รอบนี้เป็นรถเติมน้ำมันเบนซินที่หวังว่า ราคาน้ำมันที่จะถูกกว่าวันรุ่งขึ้น 6 บาท จะพอลดค่าครองชีพคนธรรมดาในวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ได้บ้าง
กระนั้นเอง การประกาศกลางดึกก็ถือเป็นเรื่องโหดร้าย ปั๊มน้ำมันหลายปั๊มปิดตั้งแต่ก่อน 4 ทุ่ม หลายคนเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำก็ไม่ได้รับรู้ข่าวสาร ขณะที่หลายคนยังเชื่อลมปากรัฐบาลที่เคยพูดว่า การขึ้นราคาน้ำมันจะขึ้นแบบขั้นบันได
การขึ้นน้ำมันพรวดเดียว 6 บาท โดยที่ไม่มีแผนรองรับ ไม่มีแผนทั้งการลดค่าใช้จ่ายประชาชน ลดค่าครองชีพ ควบคุมราคาสินค้า ไม่มีความพยายามในการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันล่วงหน้า สะท้อนชัดว่า รัฐบาลทั้งไร้เดียงสา และไร้ประสิทธิภาพในการจัดการกับภาวะวิกฤตเช่นนี้
เพราะวิกฤตราคาน้ำมันไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยประเทศเดียว แต่เกิดขึ้นทั่วโลก และแน่นอนว่าหลายประเทศ รัฐบาลก็โดนด่าแบบรัฐบาลคุณอนุทิน แต่ชีวิตคนในอีกหลายประเทศยังดำเนินไปโดยปกติเสียเป็นส่วนใหญ่
ทว่าสิ่งสำคัญที่หลายคนคาดหวังคือรัฐบาลที่ทำงานมากกว่านี้ วางแผนได้ดีกว่านี้ และเข้าใจวิกฤตได้ตรงประเด็นกว่านี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นมาก่อน แล้วรัฐบาลไปวิ่งไล่กวดตามวิกฤตอีกที
(4)
อีกเรื่องที่หลายคนตั้งข้อสงสัยก็คือ มีคนในรัฐบาลนี้จำนวนมากเกี่ยวข้องกับกิจการน้ำมันขนาดใหญ่ คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รักษาการรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เคยเป็นผู้บริหารของปั๊มน้ำมัน PT ปั๊มน้ำมันที่มีสาขามากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ขณะที่คุณอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็เคยเป็น CEO ของ ปตท. ปั๊มที่มีสาขามากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ
แน่นอนว่าพวกเขาเข้าใจเส้นสนกลในของระบบน้ำมันประเทศนี้เป็นอย่างดี แต่ในการตอบคำถามสื่อพวกเขากลับดูจะไม่เข้าใจอะไรเลย อดีต CEO ของ ปตท.ออกมาให้สัมภาษณ์ขอให้ประชาชนลดใช้น้ำมัน 10% เพื่อประหยัดพลังงาน ขณะที่คุณพิพัฒน์พูดอย่างขึงขังว่า จะจับขบวนการกักตุนน้ำมันมา ‘แก้ผ้า’ ให้ประชาชนเห็น แต่พูดได้เพียงวันเดียวก็เงียบไป
เรื่องสำคัญที่ต้องตั้งคำถามไปยังคุณอนุทินอีกก็คือ เหตุปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการตั้งคุณพิพัฒน์มาเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทั้งที่รู้ดีว่าคุณพิพัฒน์คือปั๊ม PT นั้นคืออะไร และหากประเทศนี้กลัวเรื่อง ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ กันมาก กลัวคนในจะรู้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนคนอื่น ไม่มีใครที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่าพิพัฒน์แล้วหรือ
หรือแท้จริงแล้ว คุณอนุทินเป็นคนที่กลัวปัญหา หลีกหนีปัญหา และเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ยุค ‘โควิดกระจอก’ สืบทอดมาจนวันที่น้ำมันขาดแคลนและราคาพุ่งพรวด
(5)
แต่ถึงแม้การบริหารวิกฤตจะเละเทะเพียงใด เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตแค่ไหน เราต่างก็รู้กันดีว่า รัฐบาลอนุทินจะอยู่ได้ อยู่ได้ด้วยฉันทมติของชนชั้นนำ ที่เห็นว่า อนุทินคือตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุด ที่สำคัญคุณอนุทินยังทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครในซีกนี้สามารถทำได้สำเร็จ นั่นคือการ ‘ชนะเลือกตั้ง’ แบบขาดลอย เป็นผู้นำรัฐบาล ตอบสนองความต้องการของ ‘พวกเขา’
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าเรื่องน้ำมันจะวิกฤตมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าอนุทินจะวิ่งหนีปัญหาไปไกลเท่าใด ก็ยังไม่มีใครสามารถทำอะไรรัฐบาลชุดนี้ได้ เพราะพวกเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อแก้วิกฤต แต่เพื่อรักษาอำนาจของคนบางปีก บางขั้วให้รวยจนไม่มีที่เก็บเงิน รวยไม่ไหวแล้ว
ส่วนเรื่องน้ำมัน ส่วนเรื่องวิกฤต ปล่อยให้เป็นเรื่องที่ข้าราชการชงขึ้นมา ปล่อยให้เป็นเรื่องที่กลไกตลาดจะคอยจัดการให้เหมาะสม
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ความผิดพลาดชั่วคราว แต่คือสภาพปกติใหม่ของรัฐบาลอนุทิน เป็นรัฐบาลที่ไม่ต้องมีความรับผิดชอบ เพราะแทบไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะตราบใดที่อำนาจยังถูกค้ำไว้ด้วยฉันทมติของคนบางกลุ่ม วิกฤตก็ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องแก้ แต่เป็นเพียง ‘เสียงรบกวน’ ที่ต้องคอยควบคุมไม่ให้ดังเกินไปเท่านั้น
น้ำมันจะขาดหรือไม่ ราคาจะพุ่งเท่าไร ประชาชนจะต้องปรับตัวแค่ไหน ล้วนไม่ใช่คำถามของผู้มีอำนาจ ประชาชนจึงต้องตอบแทนทุกอย่างด้วยตัวเอง ต้องพึ่งตัวเอง
ตลกร้ายของเรื่องนี้ก็คือ บางทีนี่อาจไม่ใช่แค่วิกฤตราคาน้ำมัน แต่คือวิกฤตของความหมายของการมีรัฐบาล มีรัฐบาลก็เหมือนไม่มี รัฐบาลอาจทำหน้าที่ตามกฎหมาย ปฏิบัติตามสภาพบังคับ แต่ถ้านอกเหนือจากนั้นคือ ประชาชนต้องดูแลตัวเองและดูแลกันเอง
นั่นคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้หากยังอยู่กับรัฐบาลคุณอนุทิน จะอยู่อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะอีก 4 ปี หรืออีก 8 ปีก็ตาม