BBL กำไรไตรมาส 1 ร่วง 12.9% สงคราม-ดอกเบี้ยกดดัน
ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวน 10,994 ล้านบาท ลดลง 12.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนสูงทั้งในและต่างประเทศ
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งเริ่มส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวยังต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ยังกลับมาไม่เต็มที่ และค่าเงินบาทที่ผันผวนบางช่วงส่งผลต่อความสามารถแข่งขันด้านราคา
ด้านการส่งออกยังขยายตัวได้ แต่เริ่มชะลอลงตามอุปสงค์ประเทศคู่ค้า ขณะที่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศและกรอบวินัยการคลัง ทำให้ศักยภาพการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมมีจำกัด ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจยังฟื้นตัวอย่างเปราะบางและมีความเสี่ยงจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน
ในส่วนผลประกอบการ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 12.3% ตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.49% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 6.6% จากกำไรเงินลงทุนและค่าธรรมเนียมบางส่วน อย่างไรก็ตาม รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจหลักทรัพย์และเงินปันผลบางรายการปรับเพิ่มขึ้นช่วยประคองผลการดำเนินงาน
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 12% และมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 44.7% ขณะที่ธนาคารตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตคาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 9,003 ล้านบาท ภายใต้แนวทางบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวังเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
ด้านฐานะการเงิน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อ 2.66 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากสิ้นปีก่อน โดยหลักมาจากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ ขณะที่เงินรับฝากอยู่ที่ 3.22 ล้านล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 82.6%
คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ โดยสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 3.1% และมีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 318.1% สะท้อนการตั้งสำรองเชิงระมัดระวังต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง