จีนทุบสถิติ! นำเข้าโลหะเงินเดือนเดียว 800 ตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ยอดนำเข้าโลหะเงินของจีนในเดือนมีนาคม 2026 พุ่งทะยานขึ้นสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ836 ตัน หรือมากกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี (ซึ่งอยู่ที่ราว 306 ตัน) ถึงเกือบ 3 เท่าตัว การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากอุตสาหกรรมแผงโซลาร์เซลล์ และเม็ดเงินลงทุนของกลุ่มรายย่อยที่เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ในการสะสมสินทรัพย์นอกเหนือจากทองคำ
แรงขับเคลื่อนหลักในภาคอุตสาหกรรมเกิดจากกลุ่มผู้ผลิตโซลาร์เซลล์ที่เร่งเดินหน้าการผลิตและกักตุนวัตถุดิบ (Front-loading) ก่อนที่มาตรการคืนภาษีส่งออกจะถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา เนื่องจากจีนเป็นศูนย์กลางการผลิตโซลาร์เซลล์ของโลกที่ครองสัดส่วนการใช้โลหะเงินสูงถึง 1 ใน 5 ของอุปสงค์ทั่วโลก ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเร่งสะสมสต็อกเพื่อรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุนก่อนกฎระเบียบใหม่จะมีผลบังคับใช้
ขณะเดียวกัน ภาคการลงทุนรายย่อยได้ก้าวขึ้นมาเป็นฟันเฟืองสำคัญ โดยนักลงทุนหันมาสะสมโลหะเงินแท่งขนาดเล็กเพื่อใช้เป็น “สินทรัพย์ทางเลือก” แทนทองคำที่มีราคาสูงเกินเอื้อม ส่งผลให้โลหะเงินแท่งขนาด 20 กรัม ไปจนถึง 1 กิโลกรัม กลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตลาดสุ่ยเป่ย (Shuibei) ศูนย์กลางการค้าโลหะมีค่าของเซินเจิ้น โดยราคาโลหะเงินที่ระดับ 70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถูกมองว่ามีความคุ้มค่าและเข้าถึงง่ายกว่าทองคำที่ยังคงผันผวนรุนแรง
ความต้องการที่ร้อนแรงภายในประเทศส่งผลให้ส่วนต่างราคาโลหะเงินในจีนพุ่งสูงกว่าราคาอ้างอิงโลก (Arbitrage) เปิดช่องให้กลุ่มดีลเลอร์เร่งนำเข้าโลหะจากทั่วโลกผ่านทางฮ่องกงเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างดังกล่าว สถานการณ์นี้ยังสร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาต่อตลาด เนื่องจากปริมาณสต็อกในตลาดซื้อขายหลักของจีนลดลงอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มเกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะตึงตัวของอุปทานในระบบ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่าสภาวะ “การนำเข้าแบบระเบิดตัว” นี้อาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว และปริมาณการนำเข้ามีแนวโน้มจะกลับเข้าสู่ระดับปกติ เนื่องจากจีนเองยังคงเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตโลหะเงินรายใหญ่ นอกจากนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ทรงตัวในระดับสูงอาจบีบให้ภาคอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์เริ่มหาทางเลือกอื่น โดยการใช้โลหะพื้นฐานที่มีราคาถูกกว่าเข้ามาทดแทนโลหะเงินเพื่อลดภาระด้านต้นทุน
ปัจจัยท้าทายที่ต้องจับตาในระยะถัดไปคือ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากวิกฤตพลังงานที่อาจกดดันเงินเฟ้อและกระทบต่อราคาสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลปักกิ่งที่มุ่งเน้นการควบคุมกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ ซึ่งอาจส่งผลให้อุปสงค์โลหะเงินในภาคอุตสาหกรรมเข้าสู่ระยะชะลอตัวลงหลังจากผ่านพ้นช่วงการนำเข้าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นี้ไปแล้ว
อ้างอิง: Bloomberg