แอร์ไลน์ช็อกเศรษฐกิจแห่ลดเที่ยวบิน 'การบินไทย' ตั้งการ์ดมอนิเตอร์รายวัน
แอร์ไลน์ช็อกเศรษฐกิจโลก ความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวทั่วโลกเปราะบางแห่ปรับตารางบิน ลดเที่ยวบินเอาตัวรอด “การบินไทย” โดดร่วมวง เผยต้นทุนน้ำมันเจ็ตพุ่งกว่า 2 เท่าตัว ซ้ำเติมโลว์ซีซั่นปี’69 คนชะลอเดินทาง ดีมานด์บุ๊กกิ้งตั๋วใหม่หาย สั่งประเมินสถานการณ์รายวัน ปรับแผนการบินเดือนต่อเดือน มุ่งการขายแบบเครือข่าย เพิ่มรายได้ Network เลื่อนลงทุนไม่จำเป็นรักษากระแสเงินสด ย้ำไม่หนักเท่าวิกฤตโควิด “ทัวร์ไทยเที่ยวนอก” ป่วน ถูกเทระนาว หลังสงกรานต์ต่างชาติเข้าไทยร่วงเหลือเฉลี่ย 6.6 หมื่นคนต่อวัน
แหล่งข่าวระดับสูงจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยว (Online Travel Agency) รายหนึ่งเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะที่ถูกแรงกดดันด้านค่าครองชีพอย่างหนักจากวิกฤตพลังงานโลก ซึ่งมาจากปัจจัยเรื่องสงครามตะวันออกกลาง ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และทยอยส่งผลชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้ เนื่องจากสินค้าต่าง ๆ เริ่มเข้าสู่ต้นทุนใหม่ ทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกมีความเปราะบางมากขึ้น ทั้งจากประเด็นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความปลอดภัย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากตัดสินใจหยุดการเดินทาง
สายการบินทั่วโลกลดเที่ยวบิน
โดยพบว่าตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาเริ่มเห็นปรากฏการณ์การชะลอการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่ชัดเจนขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลก มีเพียงบุ๊กกิ้งเดิมที่จองซื้อล่วงหน้าแล้วเป็นหลัก กระทั่งทำให้สายการบินต่าง ๆ ทั้งรายใหญ่และรายเล็กทยอยลดจำนวนเที่ยวบินในแต่ละเส้นทางลง หรือหยุดให้บริการชั่วคราวในบางเส้นทาง เนื่องจากมีต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet A1) ที่เพิ่มขึ้นถึงเกือบ 3 เท่าตัว จากระดับ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปอยู่ในระดับกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ
“นอกจากราคาน้ำมัน Jet A1 ที่ปรับตัวสูงขึ้นและดีมานด์การเดินทางที่ลดลงแล้ว บางประเทศก็เริ่มจำกัดการใช้น้ำมันด้วยการสำรองไว้ใช้ในประเทศ ทำให้สายการบินที่บินเข้าไปในอีกประเทศหนึ่งไม่มีน้ำมันเติมขากลับ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สายการบินหลายแห่งตัดสินใจลดจำนวนเที่ยวบินลง หรือยกเลิกการบินในบางเส้นทาง”แหล่งข่าวกล่าว และว่า
สำหรับประเทศไทยนั้นที่ผ่านมามีสายการบินจำนวนมากที่แจ้งลดจำนวนเที่ยวบินและยกเลิกเที่ยวบินทั้งเข้าและขาออก อาทิ บริติช แอร์เวย์ส, ลุฟท์ฮันซ่า, สิงคโปร์ แอร์ไลน์, เวียดนาม แอร์ไลน์, ฟิลิปปินส์ แอร์ไลน์, T’way Air รวมถึงสายการบินภายในประเทศอย่างการบินไทย ไทยแอร์เอเชีย นกแอร์ และไทยไลอ้อนแอร์
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า สถานการณ์ดังกล่าวสอดรับกับข้อมูลของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ที่ส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้านี้ว่า ด้วยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะเป็นปัจจัยทำให้สายการบินทยอยปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นด้วยการลดจำนวนเที่ยวบินลง เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน และแนวโน้มความต้องการเดินทางที่เข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาล (Low Season )
“บินไทย” ชี้ศก.โลกทุบดีมานด์
นายชาย เอี่ยมศิริ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจสายการบินทั่วโลกในขณะนี้เป็นผลจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค และต้นทุนการดำเนินชีวิตของคนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น การตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวจึงเป็นสิ่งที่ยากขึ้นและจำเป็นน้อยลง
เมื่อบวกกับราคาน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นถึงกว่า 2 เท่าตัว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้นยิ่งทำให้ทุกภูมิภาคชะลอการเดินทางมากขึ้น โดยในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของทุกปีซึ่งปกติจะเป็นโลว์ซีซั่นของภาคการท่องเที่ยวอยู่แล้ว ในปีนี้โลว์ซีซั่นจึงได้รับผลกระทบที่หนักกว่าเดิม
รุกปรับตารางบินเดือนต่อเดือน
โดยในส่วนของการบินไทยนั้นนายชายกล่าวว่า บริษัทได้มอนิเตอร์สถานการณ์แบบวันต่อวันนับตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลาง พร้อมทั้งเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลาอย่างเป็นสเต็ปมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีบทเรียนมาจากช่วงวิกฤตโควิดเป็นภูมิคุ้มกันมาระดับหนึ่งแล้ว และปรับแผนตารางบินระยะสั้นแบบเดือนต่อเดือน
ซึ่งล่าสุดปรับลดจำนวนเที่ยวบินในบางเส้นทางลงเช่นเดียวกับสายการบินอื่น ๆ ทั้งเส้นทางบินภายในประเทศ เส้นทางบินสู่ภูมิภาคเอเชีย และเส้นทางบินสู่ยุโรป เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากดีมานด์การเดินทางของผู้โดยสารในทุกภูมิภาคลดลงอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตามเพื่อความไม่ประมาทในเบื้องต้นบริษัทยังประกาศปรับลดเที่ยวบินแค่เดือนพฤษภาคมนี้ก่อน ไม่ได้ประกาศลดเป็นระยะยาวเกินไป เพราะหากสถานการณ์กลับมาดีขึ้นการกลับมาดำเนินการใหม่จะทำได้ยาก อีกทั้งยังเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากการเสียโอกาสทางการตลาดด้วย
“การลดจำนวนเที่ยวบินถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด เนื่องจากเป็นการลดภาระต้นทุนแต่ยังคงสามารถรักษาฐานตลาดในแต่ละเส้นทางบินและในแต่ละตลาดไว้ได้เหมือนเดิม” นายชายกล่าว
มุ่งทำขายเน็ตเวิร์กดึงรายได้
นายชายกล่าวด้วยว่า แม้ว่าสถานการณ์รอบนี้จะประเมินและควบคุมยาก แต่มองว่าไม่เหมือนวิกฤตโควิด ช่วงโควิดสายการบินไม่มีรายได้ เป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดแล้ว แต่สถานการณ์วันนี้สายการบินยังสามารถทำธุรกิจและมีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง เพียงแต่ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีและสอดคล้องกับดีมานด์ของตลาด เพื่อควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้สมดุลกับรายได้
ทั้งนี้ มองว่าสำหรับการบินไทยแล้วมีศักยภาพในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ได้ เนื่องจากบริษัทมีกระแสเงินสดที่เพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้บริษัทจะยังมุ่งเน้นการขายแบบเครือข่าย หรือเพิ่มบทบาทในด้าน Network ให้มากขึ้น โดยพยายามขายเส้นทางเชื่อมต่อให้มากขึ้นแทนการขายแบบจุดต่อจุด (Point to Point)
“หัวใจสำคัญของธุรกิจสายการบินคือสภาพคล่อง เราเตรียมพร้อมเรื่องสภาพคล่องมาตลอด วันนี้เรามีกระแสเงินสดเพียงพอในระดับหนึ่งในการรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบัน ใครไม่มีสภาพคล่องจะกระทบก่อนเสมอ ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเห็นสัญญาณไม่ค่อยดีของบางสายการบินแล้ว” นายชายกล่าว
นอกจากนี้บริษัทยังมีระบบการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย โดยตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและชะลอการลงทุนขนาดเล็กที่ยังไม่ส่งผลต่อรายได้ออกไปก่อนตามความเหมาะสมของสถานการณ์เพื่อรักษากระแสเงินสดไว้ อย่างไรก็ตามในส่วนของแผนการเพิ่มเส้นทางบินใหม่ เช่น อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์) ที่กำหนดเปิดให้บริการในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้จะยังเดินหน้าตามแผนเดิมแน่นอน
สายการบินใหญ่ทั่วโลกระส่ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาสายการบินยักษ์ใหญ่ของโลกต่างประสบปัญหาเดียวกัน โดยส่วนใหญ่เลือกที่จะปรับลดจำนวนเที่ยวบินลง และบางสายการบินวิกฤตถึงขั้นหยุดทำการบิน อาทิ เดลตาแอร์ไลน์ สายการบินใหญ่และเก่าแก่ที่สุดรายหนึ่งของสหรัฐ ได้ประกาศเตรียมรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงไตรมาสที่ 2 และปรับลดตารางบินลงราว 3.5%
คาเธ่ย์ แปซิฟิก สายการบินประจำชาติฮ่องกง ประกาศปรับลดเที่ยวบินบางส่วนประมาณ 2% ของเที่ยวบินผู้โดยสารทั้งหมดในช่วงวันที่ 16 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2569 ขณะที่สายการบินต้นทุนต่ำในเครือ HK Express ก็จะลดเที่ยวบินราว 6% ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคมเช่นกัน
สายการบิน Greater Bay Airlines สั่งระงับเที่ยวบินเส้นทาง “ฮ่องกง-กรุงเทพฯ” เป็นระยะเวลากว่า 4 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป โดยมีแผนกลับมาให้บริการอีกครั้งในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นอกจากนี้ยังมีการระงับเที่ยวบินไปยังไทเป ไต้หวันด้วยเช่นกัน
นอร์ส แอตแลนติก สายการบินสัญชาตินอร์เวย์ ได้ระงับการขายตั๋วเส้นทางลอสแองเจลิส ฤดูร้อน 2026 ส่งผลให้หลายเส้นทางระยะไกลในหลายเมืองในยุโรปถูกถอดออกจากระบบจำหน่ายตั๋วชั่วคราว
กาตาร์ แอร์เวย์ส ยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 จำนวนหลายพันเที่ยวบิน และระงับการให้บริการในกว่า 60 เส้นทาง เหลือให้บริการในบางเส้นทางเท่านั้น พร้อมทั้งนำเครื่องบินขนาดใหญ่อย่าง Airbus A380 ออกจากการให้บริการชั่วคราวในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม
ขณะที่ลุฟท์ฮันซ่าสายการบินแห่งชาติของเยอรมนีได้ประกาศยุติการดำเนินงานของสายการบินลูก Lufthansa CityLine ตั้งแต่ 16 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อควบคุมต้นทุนและลดภาระขาดทุนของสายการบินในเครือ ทำให้เครื่องบินแบบ CRJ-900 จำนวน 27 ลำของ CityLine จะถูกสั่งจอดทั้งหมดทันที
ส่วน JetBlue Airways โลว์คอสต์สัญชาติสหรัฐอเมริกา ก็กำลังเผชิญแรงกดดันด้านการเงินอย่างหนัก ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของสายการบินในการรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และข้อจำกัดด้านการเติบโตในอนาคต
เช่นเดียวกับแอร์อินเดีย สายการบินภายใต้กลุ่ม “ทาทากรุ๊ป” ที่กำลังเร่งหาทุนเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน หลังรายงานผลขาดทุนสูงถึง 2.4 พันล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2026 มากกว่าที่ประเมินไว้ที่ 1.6 พันล้านดอลลาร์
ไทยเที่ยวนอกป่วนถูกเทระนาว
ด้านสุรวัช อัครวรมาศ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เจ้าของบริษัท กู๊ดลัคเอ็กซ์เพรส จำกัด และบริษัท เค.ที.เค.ทัวร์ เอ็นเตอร์ไพร้ส์ จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับขึ้นราคาบัตรโดยสาร การปรับลดจำนวนเที่ยวบิน และยกเลิกทำการบินในบางเส้นทางของสายการบินในช่วงที่ผ่านมาส่งผลกระทบอย่างหนักกับบริษัทนำเที่ยว
ทั้งผู้ประกอบการทัวร์อินบาวนด์(นักท่องเที่ยวขาเข้า) และผู้ประกอบการทัวร์เอาต์บาวนด์ (นักท่องเที่ยวขาออก) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจทัวร์เอาต์บาวนด์ซึ่งให้บริการนำคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ เนื่องจากจำเป็นต้องยกเลิกการเดินทาง หรือเลื่อนกำหนดการเดินทางออกไปก่อน
“ตอนนี้เราจะเห็นผู้บริโภคจำนวนมากก่นด่าในสื่อสังคมออนไลน์เรื่องการถูกสายการแจ้งเลื่อนเที่ยวบิน หรือถูกบริษัทนำเที่ยวแจ้งเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน บางกรณีได้รับข้อความแจ้งยกเลิกเที่ยวบิน และให้ผู้โดยสารขอรับเงินคืน รวมถึงกรณีสายการบินแจ้งยกเลิกเที่ยวบินกะทันหันก็มีให้เห็นเป็นจำนวนมาก ซึ่งทุกกรณีล้วนส่งผลกระทบต่อแผนการเดินทางของผู้โดยสาร”
นายสุรวัชกล่าวด้วยว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจสายการบินที่เกิดขึ้นในขณะนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ควบคุมยาก ซึ่งเป็นประเด็นที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามากำกับดูแลและช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนที่เป็นผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ
หลังสงกรานต์ นทท.ร่วงหนัก
นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด ซึ่งเป็นแนวโน้มปกติหลังสิ้นสุดการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และจากการมีจำนวนเที่ยวบินที่ลดลง และราคาบัตรโดยสารเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทาง ขณะที่นักท่องเที่ยวตลาดจีนและมาเลเซียยังคงเป็นกลุ่มตลาดหลักที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวครองอันดับที่ 1 และอันดับที่ 2 ในช่วงสัปดาห์หลังสงกรานต์ (วันที่ 13 – 19 เมษายน 2569)
ส่งผลให้ภาพรวมในช่วงดังกล่าวมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 464,720 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 154,761 คน หรือร้อยละ 24.98 คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 66,389 คน
ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 19 เมษายน 2569 ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 10,828,380 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 529,358 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน (1,734,423 คน) มาเลเซีย (1,154,486 คน) รัสเซีย (823,352 คน) อินเดีย (759,397 คน) และเกาหลีใต้ (450,231 คน)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แอร์ไลน์ช็อกเศรษฐกิจแห่ลดเที่ยวบิน ‘การบินไทย’ ตั้งการ์ดมอนิเตอร์รายวัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net