โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Lumentum ปักหมุดไทยฐานยุทธศาสตร์โลก เร่งสร้าง R&D ชี้ขาดศึกชิงห่วงโซ่ AI

Manager Online

เผยแพร่ 09 เม.ย. เวลา 01.44 น. • MGR Online

ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก หลังบริษัท Lumentum ผู้พัฒนาเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ระดับสากล เดินหน้าขยายบทบาทในประเทศ ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) โดยมีภาครัฐสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อน “เกมใหม่” ของการแข่งขันในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ซึ่งไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันกันที่ความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรในระดับวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อรองรับการเติบโตของ AI และ Data Center ในระดับโลก

นายไมเคิล เฮอร์ลสตัน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Lumentum เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้กลายเป็น “ศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์” ของบริษัท โดยมีจำนวนพนักงานในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากประมาณ 3,000–4,000 คน เป็นกว่า 8,000 คนภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี สะท้อนถึงบทบาทที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วของไทยในโครงสร้างธุรกิจของบริษัท

“ประเทศไทยไม่ใช่เพียงฐานการผลิต แต่เป็นศูนย์กลางสำคัญของการดำเนินธุรกิจในระดับโลก บริษัทมองเห็นศักยภาพในการเติบโตระยะยาว และจะลงทุนต่อเนื่องทั้งในด้าน R&D และการพัฒนาบุคลากร” นายไมเคิล เฮอร์ลสตัน กล่าว พร้อมย้ำว่าบริษัทมุ่งเน้นการสร้างรากฐานระยะยาว มากกว่าการลงทุนระยะสั้น

ในเชิงอุตสาหกรรม เทคโนโลยีโฟโตนิกส์กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะในยุคที่ AI และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องการความเร็วในการประมวลผลและการสื่อสารข้อมูลในระดับที่เทคโนโลยีเดิมไม่สามารถรองรับได้ ส่งผลให้ความต้องการในตลาดโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดด และผลักดันยอดขายของ Lumentum ให้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงเวลาเพียง 1 ปี

อย่างไรก็ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าวกำลังเผชิญข้อจำกัดสำคัญในประเทศไทย นั่นคือการขาดแคลนบุคลากรด้าน R&D โดยเฉพาะในสาขาเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับโฟโตนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของเทคโนโลยี AI

เพื่อแก้ปัญหานี้ Lumentum จึงเดินหน้าสร้างความร่วมมือเชิงลึกกับภาคการศึกษา โดยร่วมพัฒนาหลักสูตร สนับสนุนการจัดตั้งห้องปฏิบัติการ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้ามาฝึกงานในอุตสาหกรรมจริง พร้อมทั้งเตรียมขยายความร่วมมือไปยังหลายมหาวิทยาลัย เพื่อสร้าง “ฐานกำลังคน” ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ในมุมของภาครัฐ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ระบุว่า การเข้ามาของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกครั้งนี้ เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และเป็นโอกาสในการยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

ขณะที่ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. มีบทบาทสนับสนุนเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัย ให้เกิดเป็นระบบนิเวศที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

ด้าน ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการ TMEC มองว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับประเทศไทยจากการเป็นผู้ผลิตใน “ปลายน้ำ” ไปสู่การมีบทบาทใน “ต้นน้ำ” ของอุตสาหกรรม ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่

เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร

รศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กำลังปรับบทบาทจากสถาบันการศึกษา ไปสู่การเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่สามารถเชื่อมโยงงานวิจัยกับการผลิตในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม

กรอบความร่วมมือระยะเวลา 5 ปีในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงข้อตกลงเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ในภาพรวม การที่ Lumentum เลือก “เดิมพัน” กับประเทศไทยในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรม AI กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของไทยในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก

อย่างไรก็ตามความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของประเทศในการเร่งพัฒนาบุคลากร และสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงระหว่างนโยบาย เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าไทยจะสามารถยืนอยู่ใน “เกมเทคโนโลยีโลก” ได้ในระดับใดในอนาคต.

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...