เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น #2026 #SET เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,475-1,495 จุด
ชะลอความร้อนแรงลงหลังจากตอบรับเชิงบวกจากการรับข้อเสนอหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ไปแล้ววานนี้ ขณะที่ล่าสุดมีข่าวว่าอิหร่านระบุว่าสหรัฐฯละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอน ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซล่าสุดวานนี้มีเรือแล่นผ่านเพียง 1 ลำ สะท้อนว่าสถานการณ์ยังไม่แน่นอนและชัดเจน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับขึ้นราว 2.5% โดย Brent ฟื้นตัวสู่ระดับ US$97 ต่อบาร์เรล และส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงเช้านี้เริ่มเคลื่อนไหวชะลอตัวเล็กน้อย โดยปัจจัยสำคัญคือการเจรจาสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านวันพรุ่งนี้ที่ปากีสถานว่าจะมีสัญญาณเชิงบวกทางการทูตหรือไม่
ซึ่งจะเป็นตัวชี้นำทิศทางของดัชนี ส่วนปัจจัยในประเทศล่าสุดโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส2 คาดว่าจะเข้าครม.วันที่ 21 เม.ย. โดยเบื้องต้นจะเพิ่มจำนวนคนได้สิทธิ์และวงเงินมากขึ้น (เดิม 20 ล้านคน วงเงิน 2,000-2,400) คาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคได้บางส่วนในภาวะราคาน้ำมันแพง ภาพรวมวันนี้เรามองกลุ่ม Defensive และ Consumer Staple จะเคลื่อนไหวได้แข็งแรงกว่าดัชนี
กลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย
หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : CPALL
- แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 60 บาท
- คาดกำไร 1Q26 ที่ 8.1 พันลบ. +7% y-y, +11% q-q หนุนจาก 7-11 ที่ยังเติบโตได้โตต่อเนื่องและ CPAXT ฟื้น โดย SSSG 7-11 คาด +1.3% y-y จากอากาศร้อนและสินค้าใหม่ ขณะที่ Gross Margin ยังทรงตัวสูง ส่วน SG&A/sales ยังควบคุมได้ดี
- ภาพรวมปี 2026 คาดกำไรโต +6% y-y จาก SSSG และ GPM ฟื้น ธุรกิจมีความ resilient และเรามองว่าสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นได้ โดยปัจจุบันเทรด 2026PER ราว 14 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มที่ 16-17 เท่า
- แนวรับ 47-46.50//45 บาท แนวต้าน 48//49-49.50 บาท
บล.คิงส์ฟอร์ด : Daily Strategy ประเมินแนวรับดัชนี 1,470 – 1,480 แนวต้าน 1,490 – 1,500 คาดดัชนี SET เช้านี้มีโอกาสทรงตัว หลังอิหร่านยังห้ามเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุช เนื่องจากอิสราเอลยังโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน โดยนักลงทุนยังรอผลการเจรจาระหว่างสหรัฐ – อิหร่านในวันพรุ่งนี้
แนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีอ่อนในกลุ่มอุปโภค CPALL,CPAXT,TNP,CPN,OSP,CBG,ICHI คาดจะได้ประโยชน์จาก ม.กระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐ / STECON,CK,AMATA,WHA คาดได้ประโยชน์จาก ม.กระตุ้นการลงทุน
BBGI* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 5.65 บาท) ปัจจัยหนุนการเติบโตในปี 69 จะมาจาก 1) ปริมาณขาย B100 ที่จะเพิ่มขึ้นหลังรัฐบาลปรับสัดส่วนการผสมจาก B5 เป็น B7/B20 ท่ามกลางสถานการณ์พลังงานยังวิกฤต 2) คาดว่าธุรกิจเอทานอลจะดีขึ้นตามการใช้กำลังการผลิต
3) โรงงาน SAF (ถือหุ้น 20%) กำลังการผลิต 1 ล้านลิตรต่อวัน คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องได้ในช่วง 2Q69 – 3Q69 ซึ่งเราคาดว่าความต้องการผลิตภัณฑ์ SAF จะทยอยเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนข้อบังคับของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต ทั้งในอิงจาก consensus ตลาดคาดกำไรปี 69-70 ที่ 572 ล้านบาท +102%YoY และ 806 ล้านบาท +41%YoY
TNP* (ทะยอยซื้อ /ราคาเป้าหมาย IAAConsensus 3.90บาท) การดำเนินงานใน 1Q69 คาดว่าปัจจัยบวกลบจะหักล้างกันไป อย่างไรก็ตาม ช่วงถัดไป คาดหวังต่อมาตรการช่วยค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาลใหม่ โดยทาง TNP* เองวางเป้าหมายรายได้ในปี69 นี้ จะเติบโตราว 10-15% วางแผนขยายสาขาใหม่อีก 8 สาขาบริเวณภาคเหนือที่งบลงทุน 130 ลบ. ปัจจุบัน ตลาดคาดว่าในปี69และ 70 กำไรสุทธิของTNP* จะอยู่ที่ 220 ลบ.(+3%YoY) และ 237 ลบ.(+8%YoY) ในเชิง Valuation ราคายังดูไม่แพง โดยอิงจาก Consensus ปี69F Forward PE ที่ 10x, PBV ที่ 1.5x และ Dividend Yield ที่ 4%
บล.ดาโอ : คาดดัชนีฯ มีแนวโน้มเดินหน้าต่อ แต่จะไม่ร้อนแรง นักลงทุนยังมีความระมัดระวังอยู่ แต่เรามองเป้าหมายแรกของดัชนีฯ ไว้ที่ 1500 จุด (ภายในสัปดาห์นี้) กลยุทธ์หลักเรายังคงเน้นไปที่หุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับฐานลงมาลึก ผสมผสานกับหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่คาดว่าจะเป็นเป้าหมายของ Fund Flow ที่ไหลเข้าตลาด เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงหากสถานการณ์พลิกกลับมาเป็นลบในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์
ปัจจัยในประเทศ
• การอภิปรายนโยบายรัฐบาล : ในวันที่ 9-10 เมษายนนี้ โดยมีการกำหนดกรอบเวลาในการอภิปรายไว้ดังนี้
ฝ่ายรัฐบาลจะใช้เวลาอภิปรายรวม 32 ชั่วโมง 30 นาที ด้าน สส. พรรคร่วมฝ่ายค้านจะใช้เวลาอภิปราย 14 ชั่วโมง 30 นาที ….
• คดี 44 สส.ก้าวไกล แก้ ม.112 : ป.ป.ช. เตรียมส่งคำร้องคดี 44 สส.ก้าวไกล แก้ ม.112 ให้ศาลฎีกา 9 เม.ย.นี้ วันเดียวกับแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา พร้อมกางขั้นตอน หากศาลรับคำร้องฟันจริยธรรม คาดสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หลังสงกรานต์ เหตุต้องรอตั้งองค์คณะพิพากษา
• คดีบาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง : ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่าตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการยื่นหลักฐาน ที่ประชุมองค์คณะตุลาการและตกลงกันว่า ควรจะอนุญาตให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน
• กระแส Fund Flow และตลาดตราสารหนี้: ตลาดตราสารหนี้ไทยมีมูลค่าการซื้อขายรวม 93,809 ล้านบาท โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 5 ปี ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1.56% ทิศทาง Bond Yield ที่ลดลงนี้ ส่งผลบวกต่อความน่าสนใจของหุ้นกลุ่ม REIT, อสังหาริมทรัพย์ (Property) และกลุ่มสาธารณูปโภค (Utility)
• ค่าเงินบาทแข็งค่า: เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ที่ระดับ 31.98 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าสุดในรอบ 1 เดือน และเป็นการแข็งค่านำสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ปัจจัยหลักมาจากการที่ตลาดเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) หลังมีข้อตกลงหยุดยิงในตะวันออกกลาง รวมถึงราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าซื้อพันธบัตรไทย การที่เงินบาทแข็งค่าและต้นทุนพลังงานเริ่มมีเสถียรภาพ จะเป็นแรงหนุนเชิงบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า (เช่น GULF, RATCH) กลุ่มสายการบิน (เช่น AAV) และกลุ่มผู้นำเข้า
ปัจจัยต่างประเทศ:
• ถานการณ์ตะวันออกกลาง : สถานการณ์โดยรวมค่อนข้างดีลอดรับกับการประกาศของผู้นำสหรัฐฯในเรื่องการหยุดยิง 2 สัปดาห์ การโจมตีอิหร่านจากฝั่งสหรัฐฯยุติหรือเบาลง แต่ยังมีเสียงระเบิดในบางพื้นที่เช่น บาห์เรน ขณะที่อิสราเอลกลับมาโจมตีทางตอนใต้ของเลบานอน ….. ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งสินทรัพย์การเงินต่างๆ (ทอง+ Crypto) ที่ราคาร่วงลงในช่วงสงคราม กลับดีดตัวขึ้นรับข่าวบวกการหยุดยิง
• เตรียมถกนัดสำคัญวันศุกร์นี้: นายกฯ ปากีสถานเตรียมเปิดบ้านที่กรุงอิสลามาบัด เพื่อเป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ และอิหร่านในวันศุกร์ที่ 10 เมษายน เพื่อเจรจาหาข้อตกลงขั้นเด็ดขาด
• รายงานการประชุม FOMC 17-18 มีนาคม : Fed มีความกังวลถึงความเสี่ยงแบบสองด้าน (Two-Sided Risks) ที่เกิดจากสงครามในอิหร่าน จะทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะไปกดดันให้เงินเฟ้อพื้นฐานสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่บางส่วนยังได้เสนอให้เพิ่มข้อความในแถลงการณ์เพื่อสื่อสารว่า Fed อาจต้องพิจารณา “ปรับขึ้น” อัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมาย
• จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ: สหรัฐฯ จะมีการรายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันพรุ่งนี้ (10 เม.ย.) ซึ่งตลาดคาดการณ์ตัวเลข CPI แบบเทียบรายปี (YoY) ไว้ที่ 3.36% เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 2.40% ตัวเลขนี้จะเป็นเดือนที่เริ่มสะท้อนผลกระทบจากสงคราม หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก อาจสร้างความกังวลต่อไทม์ไลน์การลดดอกเบี้ยของ Fed ได้ สินทรัพย์ที่ต้องติดตามผลกระทบโดยตรงคือพันธบัตรและทองคำ
Technical : BCH, KAMART