เมื่อขยะ(ไม่)ไร้ค่า
ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับภาวะความผันผวนของราคาพลังงานจากพิษสงครามในตะวันออกกลาง และวิกฤตขยะล้นเมืองที่กัดเซาะสิ่งแวดล้อมมานานนับทศวรรษ คำถามสำคัญคือ เราจะหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร?
คำตอบที่น่าสนใจเพิ่งถูกฉายภาพให้เห็นชัดเจนขึ้น เมื่อ สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) ลงพื้นที่แกะรอยความสำเร็จของ "โมเดลโคราช" ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ซึ่งไม่ใช่แค่การกำจัดขยะ แต่คือการสร้าง "โรงกลั่นน้ำมันชุมชน" จากสิ่งที่เราเคยทิ้งขว้าง
หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือเทคโนโลยี SUT-MBT (Mechanical and Biological Treatment) ซึ่งเป็นการบำบัดขยะเชิงกลชีวภาพที่เข้ามาลบภาพจำเดิมๆ ของบ่อขยะที่เหม็นเน่าและเต็มไปด้วยเชื้อโรคโดยใช้เทคโนโลยีและพร้อมบริหารจัดการระบบอย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการได้รับการจัดสรรเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปีงบประมาณ 2558 วงเงิน 588,425,000 บาท เพื่อส่งเสริมสาธิต นําร่องขยายผลเทคโนโลยีการจัดการขยะแบบครบวงจรของ มทส.ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ที่ประสบปัญหาวิกฤตด้านการจัดการขยะ
โดยมี อปท.นําร่อง 4 อําเภอหลักคือ เทศบาลเมืองสีคิ้ว เทศบาลเมืองเมืองปัก เทศบาลตําบลด่านขุนทด และเทศบาลตําบลแชะ กรณีศึกษาของโครงการจัดการขยะชุมชนของ มทส. มีการใช้เทคโนโลยีบําบัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีเชิงกลชีวภาพ หรือ SUT-MBT สามารถกำจัดขยะได้ อปท.แห่งละ 25 ตันต่อวัน รวม 100 ตันต่อวัน และยังมีผลลัพธ์ที่ได้เป็นเชื้อเพลิง RDF (Refuse-derived Fuel) ที่มีค่าความร้อนสูง เมื่อนำมาผ่านระบบไพโรไลซิสสามารถแปรรูปขยะพลาสติกเป็นผลิตน้ำมันไพโรไลซิส ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตเป็นน้ำมันดีเซลและเบนซินได้
ทั้งนี้ โครงการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกเป็นทางเลือกในการแก้วิกฤตพลังงานในปัจจุบัน ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการจัดการขยะชุมชนแบบครบวงจรในรูปแบบกระจายศูนย์ โดยผสานเทคโนโลยี MBT ที่สามารถคัดแยกและแปรรูปขยะมูลฝอยให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมผลิตเชื้อเพลิงขยะ RDF ทั้งในรูปแบบเชื้อเพลิงพลาสติก (RDF-3) และเชื้อเพลิงผสม (Reject) เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า หรือนำไปผลิตเป็นน้ำมันไพโรไลซิสด้วยเทคโนโลยีการเผาแบบไร้อากาศ หรือเทคโนโลยีไพโรไลซิสที่สามารถต่อยอดไปสู่การผลิตเป็นน้ำมันดีเซลและเบนซินใช้ในภาคเกษตร ภาคขนส่งได้ ทั้งนี้ เทคโนโลยีไพโรไลซิสสามารถเปลี่ยนขยะพลาสติกปริมาณ 4-5 ตัน/วัน ให้กลายเป็นน้ำมันดิบได้ถึง 5,000 ลิตรต่อวัน ซึ่งสามารถนำไปกลั่นและใช้ในภาคขนส่งได้จริง
นายอัมรินทร์ วงษ์พันธุ์ รองผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) กล่าวว่า ในมิติของนโยบาย โครงการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกเป็นทางเลือกในการแก้วิกฤตพลังงานในระดับประเทศ ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในช่วงสถานการณ์ผันผวนของตลาดโลก หากมีการขยายผลผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. ที่มีอยู่ประมาณ 8,000 แห่งทั่วประเทศ จะสามารถกระจายโอกาสในการเข้าถึงพลังงานไปยังระดับชุมชน
โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่ต้องการพลังงานต้นทุนต่ำ อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาขยะสะสม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เชื่อมโยงทั้งด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นอีกหนึ่งทางออกเชิงยุทธศาสตร์ในการรับมือวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันโครงการนําร่องการจัดการขยะชุมชนแบบครบวงจรแบบกระจายศูนย์ทั้ง 4 ศูนย์ ช่วยบรรเทาแก้ปัญหาวิกฤตขยะจังหวัดนครราชสีมาได้กว่า 180 ตัน/วัน หรือกว่า 21,600 ตัน (ข้อมูลนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.2560-ก.ย.2560)
ความสำเร็จของ มทส.และ ส.กทอ.ในครั้งนี้ เป็นบทพิสูจน์ว่า "ขยะคือทรัพยากร" หากบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีที่ถูกต้องและโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน และทิศทางของกองทุนในปี 2569 ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนโครงการต้นแบบที่มีแผนบริหารจัดการชัดเจน จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยกำลังขยับจากการ "แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า" ไปสู่การสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด" อย่างเป็นรูปธรรม.
ณัฐวัฒน์ หาญกล้า