พอแล้ว…ไม่ไหวแล้ว
ใครเป็นคอการเมือง ก็คงมองตรงกันว่า เวทีในการ แถลงนโยบายรัฐบาล ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. 69 คงต้องเข้มข้นดุเดือดแน่ๆ เพราะช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารถูกตั้งคำถาม เรื่องการรับมือกับวิกฤติพลังงาน แม้ว่าสถานการณ์ดูเหมือนจะเริ่มคลี่คลาย หลัง “สหรัฐ-อิสราเอล” สู้รบกับ“อิหร่าน” ตกลงหยุดยิงสองสัปดาห์ โดยเฉพาะประเด็น ใครหาผลประโยชน์ ช่วงราคาน้ำมันแพง และมี "ไอ้โม่ง" หาผลประโยชน์ จากการกักตุนน้ำมัน หรือไม่ ซึ่งจากการหารือของวิป 2 ฝ่ายได้บทสรุปว่า ในวันที่ 9 เม.ย.จะเริ่มในเวลา 08.30-02.00 น. ของคืนวันที่ 10 เม.ย. เริ่มประชุมใหม่ในเวลา 08.00 น. และจบในเวลา 23.00 น. ของวันที่ 10 เม.ย. รวมเวลาทั้งหมด อยู่ที่ 32 ชั่วโมงครึ่ง โดยแบ่งเป็นประธานในที่ประชุม ได้เวลา 1 ชั่วโมง นายกฯ ได้เวลาในการแถลงนโยบาย 1.30 ชั่วโมง ครม. ได้ 6 ชั่วโมง วุฒิสภาได้ 4 ชั่วโมง พรรคร่วมรัฐบาลได้เวลา 5.30 ชั่วโมง และพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เวลา 14.30 ชั่วโมง
ด้าน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ และ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลว่า เรามาในธีม “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” ซึ่งพรรค ปชน.พร้อมที่จะเป็นตัวแทนส่งเสียงสะท้อนไปยังรัฐบาลถึงความเดือดร้อนของประชาชน ตนคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือมองไปข้างหน้า หากเรามองวิกฤติที่ผ่านมา ในเรื่องของฝุ่น PM 2.5 และน้ำมัน รัฐบาลมักตามแก้ปัญหาย้อนหลัง ตั้งแต่มีวิกฤติแรกๆ ก็มีประชาชนสะท้อนว่าอยากให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลว่า มีใครกักตุนน้ำมัน หรือไม่ ซึ่งตอนแรกรัฐบาลยืนยันว่าไม่มี แต่สุดท้ายก็ออกมาแถลงอีกแบบว่าสุดท้ายคนที่กักตุนน้ำมันแสวงหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ วิกฤติเรื่องฝุ่น ก็เช่นเดียวกัน มีการเกิดขึ้นทุกปี
“ประเด็นนี้เป็นวิกฤติเฉพาะหน้าที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนมากๆ อยู่ในขณะนี้ แต่จริงๆ ต้องบอกว่าประเทศเรามีวิกฤติเรื่อง เศรษฐกิจที่โตรั้งท้าย เช่น ปัญหาด้านการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม หรือตลาดพลังงานที่เราเรียกร้องให้มีการเปิดเสรี การเกณฑ์ทหาร โดยพรรคปชน.ได้เตรียมผู้อภิปรายไว้ไม่ต่ำกว่า 20 คน คงจะอภิปรายทุกอย่างได้อย่างรอบด้าน โดยชุดแรกอาจจะเป็นการเปิดอภิปราย ด้วยประเด็นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนรอฟังอยู่ทั้งประเทศ และจะมีการอภิปรายต่อเนื่องจนครบทุกด้าน” นายณัฐพงษ์ กล่าว
ส่วนที่ว่าจะกังวลหรือไม่ว่า ฝั่งรัฐบาลจะมองฝ่ายค้าน ใช้เวทีนี้เป็นเวทีซักฟอก หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า คิดว่าเวทีในสภาทุกเวทีคือเวทีซักฟอกรัฐบาลอยู่แล้ว แต่จะเป็นการซักฟอกหนักแบบอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือซักฟอกแบบปกติที่เรา ต้องตรวจสอบรัฐบาลทุกวัน ตนคิดว่าเป็นกลไกธรรมดาของรัฐสภาที่เราต้องใช้กลไก ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทู้ถาม การอภิปราย หรือใน คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ในการซักฟอกรัฐบาลทุกอันอยู่แล้ว ซึ่งดูที่เนื้อหาเชื่อว่าผู้อภิปราย 20 คนของพรรคเตรียมเนื้อหาการอภิปรายมาอย่างดี แบ่งพาร์ตกันมาอย่างดี ไม่มีการอภิปรายซ้ำซ้อนแน่นอน
เชื่อว่าเป้าหมายของพรรคส้ม คงต้องพุ่งเป้าไปที่ “นายอนุทิน” นายกฯ และ “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะอดีต ผอ.ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยการอภิปรายโจมตีไปที่การบริหารจัดการกับการรับมือ วิกฤตน้ำมัน-พลังงาน ในช่วงที่ผ่านมาได้ไม่ดีพอ และคาดว่าอาจมีบางรายถึงขั้นอภิปรายว่าล้มเหลว-สอบตก รวมถึงประเมินไว้ว่าอาจจะมี สส.ฝ่ายค้านบางคนอภิปรายพาดพิงไปถึง ประเด็นการเป็น ผอ.ศบก. ที่มี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” โดยอภิปรายเชิงว่า กลุ่มตระกูลรัชกิจประการ ทำธุรกิจน้ำมัน-ปั๊มน้ำมัน ผ่านบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ที่นายพิพัฒน์เป็นผู้ก่อตั้ง และปัจจุบันมีน้องชาย คือ พิทักษ์ รัชกิจประการ เป็นผู้บริหาร ซึ่งเชื่อว่า “นายณัฐพงษ์” คงหวังโชว์ผลงานเต็มที่ เพราะอาจถือเป็น การทำงานในสภาครั้งสุดท้าย หากศาลฎีกาประทับ รับฟ้องในคดี 44 สส.
ส่วน “นายอรรถกร ศิริลัทธยากร” สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวว่า พรรคจะไม่ออมมือ อภิปรายนโยบายรัฐบาล เตรียมประเด็น ทวงถามนโยบายรัฐบาล ที่ประกาศหาเสียงไว้กับประชาชน ทั้งพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคเพื่อไทย (พท.) จะประเมินว่านโยบายที่นายกฯ และครม. ร่วมกันจัดทำเสนอต่อรัฐสภา จะนำไปปฏิบัติจริงได้มากน้อยแค่ไหน หลังจากนี้จะหารือภายในพรรคเพื่อจัดสรรผู้อภิปราย พรรคกล้าธรรมได้เวลาอภิปราย 3.30-4 ชั่วโมง ได้วางประเด็น ทั้งวิกฤติพลังงาน ภาคการท่องเที่ยว การเกษตร การศึกษา และภาคสังคมในการดูแลผู้สูงอายุ จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่
ด้าน “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงเนื้อหาการแถลงนโยบายของรัฐบาล ว่า จริงๆ เป็นการเขียนบรรยายแนวคิด หรือการบรรยายสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปค่อนข้างตรง แต่ในแง่ของตัวนโยบายเขียนค่อนข้างกว้างไม่ค่อยชัดเจนว่า แนวทางเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายเป็นอย่างไร ก็เป็นช่วงของการอภิปรายที่จะได้มีการซักถาม โดยคาดว่าพรรคได้รับจัดสรรเวลา ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า มีผู้อภิปรายของ ปชป. ประกอบด้วย ตน นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และ นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. เป็นผู้ที่จะอภิปราย เมื่อถามว่าในเนื้อหานโยบายของรัฐบาลยังมีอะไรที่ขาดหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีเยอะ แต่ตอนนี้ตนได้เห็นเนื้อหานโยบายรัฐบาลเพียง ร่างที่ปรากฏผ่านสื่อ เท่านั้น ต้องดูของจริงอีกที
ถ้าเป็นเรื่องของการตรวจสอบ ฝ่ายค้านจะ เล่นบทพระเอก อยู่แล้ว ยิ่งนำคำพูดของนายกฯ ที่บอก ชาวบ้านจะ รวยจนทนไม่ไหว และบอกพอแล้ว มาชำแหละ ยิ่งทำให้ได้ใจชาวบ้าน เพราะหลังเจอปัญหาราคาน้ำมันแพง คำพูดของหัวหน้ารัฐบาล กลายเป็น ไวรัลในโลกออนไลน์ นำมาล้อเลียนอย่างสนุกสนาน จนฝ่ายค้าน นำมาเป็นธีม ในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล
ส่วนปมคดีร้อน ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งคือ บัตรเลือกตั้งมีบารโค้ด ซึ่งเรื่องอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) “ศ.ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” ประธานศาล รธน. กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า ต้องฟังความทั้งสองฝ่าย ยังอยู่ในขั้นตอนของการยื่นหลักฐาน ซึ่งประกอบด้วย ผู้ร้องคือผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ถูกร้องคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ขอขยายเวลายื่นหลักฐาน ซึ่งศาลได้อนุญาตให้ขยายเวลาไปแล้ว 15 วัน ทั้งนี้ ที่ประชุมองค์คณะตุลาการตกลงกันว่า ควรจะอนุญาตให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน อย่างไรก็ตาม ต้องขอดูเหตุผล ของการขอขยายเวลาด้วย หลังจากคู่ความทั้ง 2 ได้ยื่นหลักฐาน มาครบถ้วนแล้ว ก็จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมขององค์คณะตุลาการ เพื่ออภิปราย ว่า พยานของทั้งสองฝ่าย มีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ หรือต้องให้พยานที่เสนอชื่อมาได้ชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่ หากยังมีความไม่ชัดเจน ก็อาจต้องเรียกมาไต่สวน และ ไม่มีอะไรต้องกังวล ยังอยู่ในกรอบของเวลา เพราะคดีที่เคยใช้เวลาพิจารณาคดีนานที่สุดคือ 11 เดือน และไม่ควรจะเกินกว่านี้
เมื่อถามว่า ความเป็นลับของการเลือกตั้ง ที่มีความลับเฉพาะหน้า และ ลับแบบสืบค้น แตกต่างกันอย่างไร ศ.ดร.นครินทร์ กล่าวว่า ขอนำไปพูดคุยกันภายในองค์คณะ และขอดูหลักฐานของทั้งสองฝ่ายด้วย ความจริงทั้ง 2 ฝ่าย ก็ควรจะยื่นมาทั้งพยานและหลักฐาน รวมถึง วิธีการได้มาซึ่งหลักฐาน ด้วย แล้วจึงจะสามารถนำมาอภิปรายร่วมกันอีกครั้ง เมื่อถามถึงกรณีที่มีการคาดเดาผลการลงมติว่าอาจจะเป็น 5:4 หรืออาจค้านสายตาประชาชน ที่ไม่เชื่อมั่นใน บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ศ.ดร.นครินทร์ ระบุว่า ตุลาการทุกคนมีอิสระ รวมถึงองค์คณะ เราที่ยืนอยู่ 5 คนนี้ ก็ถือว่ามีอิสระด้วยกันทั้งหมด ส่วนจะใช้บรรทัดฐานของการพิจารณา คดีเลือกตั้งเป็นโมฆะในอดีต เนื่องจาก การหันคูหาผิดด้านหรือไม่ นั้น ถือเป็นคนละกรณีกัน ซึ่งอาจต้องเอาเรื่องเก่ากลับมาดูด้วย แต่เป็นคนละกรณีกัน
ด้าน “นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม” ตุลาการศาล รธน. กล่าวเสริมว่า ข้อเท็จจริงอาจจะเปลี่ยน ซึ่งอาจจะทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปด้วย
ที่น่าสนใจคือ คำถามของสื่อ ความเป็นลับของการเลือกตั้ง ที่มีความลับเฉพาะหน้า และ ลับแบบสืบค้น แตกต่างกันอย่างไร โดย ศ.ดร.นครินทร์ ตอบว่า ขอนำไปพูดคุยกัน ภายในองค์คณะ และขอดู หลักฐานของทั้งสองฝ่าย ด้วย ความจริงทั้ง 2 ฝ่าย ก็ควรจะยื่นมาทั้งพยานและหลักฐาน รวมถึงวิธีการได้มาซึ่งหลักฐานด้วย ดังนั้น ต้องรอดูน้ำหนัก ในการเสนอข้อมูลของ ผู้ร้อง กับ ผู้ถูกร้อง ใครจะมี น้ำหนักมากกว่ากัน
ทีมข่าวการเมือง