เกิดอะไรขึ้นกับ ‘ราคาทองคำ’ เทขายแรงสุดรอบ 50 ปี !
The Bangkok Insight
อัพเดต 03 ก.พ. เวลา 06.05 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. เวลา 06.03 น. • The Bangkok Insightช็อกตลาด! เกิดอะไรขึ้นกับ "ราคาทองคำ" นาทีประวัติศาสตร์ โดนเทขายแรงสุดในรอบ 50 ปี !
ราคาทองคำโลกอยู่ในแดนบวกมาตลอดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พร้อมกับการทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) อย่างต่อเนื่อง เพราะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ภูมิรัฐศาสตร์ หนี้สาธารณะของประเทศมหาอำนาจ และการด้อยค่าของสกุลเงินดอลลาร์หสรัฐ
ปี 2023 ราคาทองคำ เพิ่มขึ้น 13.08%
ปี 2024 ราคาทองคำ เพิ่มขึ้น 27.23%
ปี 2025 ราคาทองคำ เพิ่มขึ้น 64.69%
เปิดมาในช่วงต้นปี 2026 ราคาทองก็ยังคงทำลายสถิติสูงสุดไม่หยุด ก่อนที่จะนาทีประวัติศาสตร์ในค่ำคืนวันที่ 29-30 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ราคาร่วงลงเกินระดับ 2 หลักในวันเดียว และภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง เราเห็นมูลค่าตลาดทองคำโลก ถูกลบหายไปกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ นับว่าเป็นการเทขายที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 50 ปี
จากจุดพีคของราคาทองคำที่ 5,400 ดอลลาร์ ปรับลงมาอยู่ที่บริเวณ 4,700 ดอลลาร์ กลายเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงผิดปกติ ผันผวนรุนแรงแบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อนกับสินทรัพย์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Safe Haven ปลอดภัย มั่นคง
คำถามคือเกิดอะไรขึ้นกับทองคำ บทความนี้ได้รวบรวม Narrative ต่างๆ ที่ถูกพูดถึงเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวที่ไม่ปกติของราคาทอง ซึ่งพักฐานสั้นลงเรื่อยๆ โดยสรุปมาให้เห็นในมุมมองหลายๆ ด้าน ดังนี้
1. การ Take Profit ครั้งใหญ่
ก่อนหน้านี้ ราคาทองคำพุ่ง All-Time High จนเข้าสู่สภาวะ Overbought ในทุกช่วงเวลา โดยปรับขึ้นต่อเนื่อง 8 วันติด และพุ่งมากกว่า 20% ภายในเดือนเดียว ทำให้นักลงทุนรายใหญ่และกองทุนแห่เทขาย เพื่อล็อกกำไรพร้อมกัน จนเกิดภาวะ Panic Sell ทั่วโลก
2. จำใจขายเพราะ Margin Call
แต่ในอีกด้าน ผลกระทบในช่วงที่ราคาทองดิ่งแรง รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ที่ร่วงตามด้วย โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ ทำให้นักลงทุนที่ขาดทุนในสินทรัพย์เหล่านั้น ถูกบังคับให้ Margin Call ซึ่งจึงจำเป็นต้องขายทองคำ เพื่อนำเงินไปเติมหลักประกัน (Margin) หรือชดเชยการขาดทุน ส่งผลให้แรงขายในตลาดทองคำยิ่งทวีความรุนแรง
3. เงินดอลลาร์เปลี่ยนทิศแข็งค่า
อีกตัวแปรสำคัญคือค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลาเดียวกันตลาดกลับมาให้มูลค่ากับสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ซึ่งเงินทุนไหลกลับเข้าสหรัฐอย่างรวดเร็ว หนุนค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นในระยะสั้น เท่ากับว่าทองคำซึ่งซื้อขายในหน่วยดอลลาร์ จึงเผชิญแรงกดดันอีกด้านไปด้วยกัน
นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวที่ Donald Trump เสนอชื่อประธาน Fed คนใหม่ "Kevin Warsh" แทนที่ของ Jerome Powell ที่กำลังจะหมดวาระในเร็วๆ นี้
Kevin Warsh ถูกมองว่าเป็นสายเหยี่ยว (Hawkish) ที่เน้นควบคุมเงินเฟ้อและไม่สนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มากเกินไป เขามักวิจารณ์บางนโยบายของ Fed โดยเฉพาะการขยายงบดุลใหญ่ๆ และการซื้อพันธบัตร (QE) อีกทั้งเคยพูดถึงความจำเป็นของการลดอัตราดอกเบี้ย และปรับโครงสร้างนโยบายร่วมกับรัฐบาล หากได้รับโอกาสเป็นประธาน Fed
แน่นอนว่าหากประธาน Fed คนใหม่เป็น Kevin Warsh แปลว่าทิศทางของนโยบายทางการเงินสหรัฐ จะยิ่งเข้มงวดขึ้น และคงอัตราดอกเบี้ยสูง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าทันที และกดดันราคาทองคำอย่างหนัก
ดังนั้น อีกทฤษฎีที่หลายนักวิเคราะห์พูดถึงก็คือจุดเริ่มต้นเมื่อ "อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield)" กลับมามีอำนาจ เนื่องจากตลาดเริ่มปรับมุมมองใหม่ว่าดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอาจ สูงนานกว่าที่คิด การลดดอกเบี้ยไม่ได้ใกล้อย่างที่ตลาดเคยหวัง
เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับขึ้นพร้อมเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำ (ซึ่งไม่ให้ดอกเบี้ย) ก็เพิ่มขึ้นทันที ผลลัพธ์คือนักลงทุนจำนวนมาก ลดสถานะในทองคำพร้อมกัน และนั้นอาจสิ้นสุดขาขึ้นของราคาทองก็เป็นไปได้
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- แนวโน้ม 'ราคาทองคำ' สัปดาห์นี้ คาดฟื้นตัว กลับสู่ระดับ 5,000 ดอลล์
- ส่อง 3 ปัจจัยหนุนราคาทองคำ ส่งสัญญาณไปต่อ แนะสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว
- ราคาทองร่วงหนัก! สัญญาณปรับฐานทางเทคนิค หรือจุดจบขาขึ้น?
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram:https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg