ตลกร้ายในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อนุสรณ์ชัยชนะ ในบรรยากาศความพ่ายแพ้?
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิปัจจุบันเป็นสถานที่จัดงาน “วันทหารผ่านศึก” พิธีสำคัญประจำปีของทหารไทย เพื่อสดุดีและรำลึกวีรกรรมของบรรดาทหารผ่านศึก และเป็นอนุสรณ์จากชัยชนะในสงครามอินโดจีน แต่ขณะเดียวกัน ในวันพิธีเปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็มีความ “ลักลั่น” ในเชิงความหมายที่ชวนตลกร้ายอยู่ด้วย
อนุสรณ์แห่งเกียรติยศ “สงครามอินโดจีน”
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำให้แก่เยอรมนี ไทยภายใต้รัฐบาล พลตรีหลวงพิบูลสงคราม(ยศในขณะนั้น) นายกรัฐมนตรี อาศัยโอกาสนั้นเรียกร้องดินแดนอินโดจีนที่อยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงคืนจากฝรั่งเศส คือแขวงไชยบุรี และแคว้นจำปาสัก แต่ฝรั่งเศสปฏิเสธ ทำให้เกิดการชุมนุมเรียกร้องดินแดนคืนโดยนิสิตนักศึกษาและประชาชน บริเวณสนามหลวง ช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2483
สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยและฝรั่งเศส ถึงจุดแตกหักในวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 เมื่อมีเครื่องบินฝรั่งเศสทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนม รัฐบาลไทยจึงส่งกองทัพบก กองทัพอากาศ และตำรวจสนาม บุกเข้าไปในดินแดนลาวและกัมพูชา สงครามอินโดจีนก็อุบัติขึ้น ดังมีวีรกรรมทหารไทยที่โด่งดังคือการรบที่บ้านพร้าว และยุทธนาวีที่เกาะช้าง
ด้านญี่ปุ่นซึ่งเริ่มมีฐานทัพในอินโดจีนแล้ว ได้เข้ามาเสนอตัวไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ไทยกับฝรั่งเศสจึงตกลงลงนามสัญญาพักในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2484 โดยฝรั่งเศสยอมยกไชยบุรี จำปาสัก รวมถึงจังหวัดพระตะบอง และศรีโสภณในกัมพูชาให้ไทย เป็นผลให้ไทยได้ดินแดนเพิ่ม 79,029 ตารางกิโลเมตร และเป็นชัยชนะอันน่าภาคภูมิใจของไทย
เพื่อเชิดชูเกียรติทหาร ตำรวจ และพลเรือน ที่สละชีพไปในสงครามอินโดจีน พลตรีหลวงพิบูลสงครามจึงมีดำริสร้างอนุสาวรีย์ให้ผู้เสียชีวิต โดยคณะกรรมการกำหนดให้สร้างบริเวณทางแยกถนนประชาธิปัตย์ (ถนนพหลโยธิน) ถนนพญาไท และถนนราชวิถี ด้วยชื่อ “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ”
“ความลักลั่น” ในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
พิธีวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมีขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484 พระยาพหลพลพยุหเสนาประธานในพิธี จารึกคำปรารภว่า “ขอให้ อนุสารีย์ชัยสมรภูมิ เป็นถาวรวัตถุ ที่ระลึกถึงเกียรติของผู้เสียสละแล้วซึ่งชีวิต เพื่อประเทศชาติสืบไป”
และพิธีเปิดอนุสาวรีย์ในวันเดียวกันของปีถัดมา คือวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2485 จอมพล ป. พิบูลสงครามก็ได้กล่าวสุทรพจน์ความว่า
“อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินี้ จะเป็นเครื่องเตือนใจ ปวงชนชาวไทย โดยไม่มีวันลืมว่า ประเทศไทยได้กู้เกียรติศักดิ์ของตนสำเร็จ ด้วยน้ำมือวีรชนคนไทยทั้ง 5 เหล่า คือ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน ซึ่งต่างได้ยอมสละชีพเพื่อชาติ
อนุสาวรีย์สำคัญนี้ นอกจากจะเป็นเครื่องยังความระลึก ในเกียรติประวัติของวีรชนคนไทยแล้ว ยังจะเป็นเครื่องกล่อมเกลาเร้าใจ ให้อนุชนคนไทยรุ่นหลัง มีมานะบากบั่น อดทน ปลุกใจ ให้กล้าหาญ ไม่กลัวตาย ในการกู้เกียรติของชาติ ทั้งปลุกความรักชาติให้เกิดอย่างสมบูรณ์ พี่น้องร่วมชาติทุกคน เมื่อได้ผ่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจะต้องระลึกถึงคุณธรรมเหล่านี้ และตั้งปณิธานร่วมกัน ในอันที่จะป้องกันเอกราชและอิสรภาพ อันเป็นเกียรติสูงสุดของชาติไว้จนถึงเลือดหยดสุดท้าย
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นที่หมายแห่งการประสานสามัคคีของพี่น้องชาวไทยทุกเหล่า ได้ร่วมมือร่วมใจกันรักษาความเป็นไทยของประเทศไทยไว้ตราบชั่วนิรันดร”
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจึงมีสัญญะปลุกเร้าความรู้สึกชาตินิยม ยึดโยงกับอุดมการณ์ “ทหารนิยม” เหนือ “รัฐธรรมนูญนิยม” ที่เป็นแนวคิดหลักเดิมหลังการปฏิวัติ 2475 และแสดงออกถึงความยิ่งใหญ่ของชาติไทย
แต่เรื่องตลกร้ายบางประการกลับปรากฏชัดอยู่ในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิด้วย…
เนื่องจากหลังพิธีวางศิลาฤกษ์ไม่กี่เดือน ญี่ปุ่นก็ยกพลขึ้นบกหลายจุดในดินแดนไทย เพราะต้องการใช้ไทยเป็นทางผ่านไปทำสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร จนเกิดการสู้รบต่อต้านกันหลายจุดในเช้ามืดวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สั่งหยุดรบและอนุญาตให้ญี่ปุ่นเคลื่อนทัพผ่านได้ เท่ากับนำประเทศไทยเข้าร่วมสงครามมหาเอเชียบูรพาอย่างเป็นทางการ
ศ. ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ กล่าวในคอลัมน์ “ทำไมต้องอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิฯ (3)” (มติชนสุดสัปดาห์) อย่างน่าสนใจว่า “ความภาคภูมิใจในชาติไทยอันยิ่งใหญ่เมื่อ 5 เดือนก่อนที่สามารถรบชนะมหาอำนาจยุโรปได้ ถูกกลบทับด้วยการถูกรุกรานด้วยมหาอำนาจเอเชียอย่างรวดเร็ว โดยที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิยังสร้างไม่ทันเสร็จเลย”
ในวันพิธีเปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2485 ซึ่งไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ฝ่ายอักษะ” ไปแล้ว จึงมีภาพของ พลโทอาเคโตะ นากามูระ (Akato Nakamura) ผู้บัญชาการทหารญี่ปุ่นในไทย และตัวแทนรัฐบาลเยอรมนี “ร่วมเฟรม” อยู่ด้วย
อ. ชาตรี เผยว่า ภาพวันพิธีเปิดยังถูกเพิ่มนัยยะจากชัยชนะของไทยเหนือฝรั่งเศส ไปสู่การสะท้อนชัยชนะของฝ่ายอักษะเหนือฝ่ายสัมพันธมิตร และที่สำคัญคือ “ในอีกด้านหนึ่ง อนุสาวรีย์แห่งนี้มีความหมายที่ลักลั่นในตัวเอง ตัวมันถูกสร้างขึ้นเพื่อยืนยันถึงชัยชนะในการรบของไทย ตลอดจนการรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติ…
แต่พิธีเปิดกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศของการถูกรุกราน คำถามต่อเอกราชและอธิปไตยของชาติ ภาพของนายทหารชั้นสูงจากญี่ปุ่นและเยอรมนีจึงมีทั้งนัยยะของการให้เกียรติมาร่วมงาน และการเข้ามาสอดส่องแทรกแซงและควบคุมไปพร้อมกัน”
ยิ่งไปกว่านั้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ ก็มีการจารึกชื่อทหารผู้เสียชีวิตจากการสู้รบต่อต้านญี่ปุ่นบนอนุสาวรีย์ไปร่วมกับนักรบในสงครามอินโดจีน ทั้งที่วันเปิดอนุสาวรีย์ไม่มีการพูดถึงทหารเหล่านี้ และมีนายทหารญี่ปุ่นมาร่วมงานด้วย
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจึงมีความแปลกแยกทางความหมาย เพราะตั้งต้นจากการฉลองชัยชนะในสงครามอินโดจีน แต่วันที่อนุสาวรีย์อวดโฉมอย่างเป็นทางการ กลับมีความลักลั่นระหว่างสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ กับบรรยากาศของการยอมศิโรราบ (ต่อญี่ปุ่น)
อ่านเพิ่มเติม :
- ที่มาของ “อนุสาวรีย์ปราบกบฏ”
- วัน “ฝรั่งเศส” ถล่ม “นครพนม” โหมโรง “สงครามอินโดจีน”
- อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ “แรงบันดาลใจจากพระปรางค์วัดอรุณฯ”? ที่ระลึกถึงวีรชนผู้กล้าหาญ
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ชาตรี ประกิตนนทการ. ทำไมต้องอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ : จากกรณีพิพาทอินโดจีน 2483 สู่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา 2568 (3).วันที่ 21 สิงหาคม 2568. จาก https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_856141
บัณฑิต จุลาสัย, รัชดา โชติพานิช. อนุสาวรีย์วีรชน “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” ที่หมายแห่งการประสานสามัคคีของพี่น้องชาวไทย.วันที่ 30 สิงหาคม 2564. จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_73710
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 มกราคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตลกร้ายในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อนุสรณ์ชัยชนะ ในบรรยากาศความพ่ายแพ้?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com