โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่านผู้อ่านที่รัก ‘Bridgerton’ ซีซัน 4 นี้ มีนางเอกเป็นซินเดอเรลล่าสาวเอเชียน มีพระเอกเป็นไบเซ็กชวล มีผู้หญิงที่แกล้งเสร็จตอนมีเซ็กซ์ และมีแม่หม้ายลูก 8 ผู้เปิดใจให้ความรักและเซ็กซ์อีกครั้ง

Mirror Thailand

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 07.16 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 07.16 น.
ภาพไฮไลต์

ท่านผู้อ่านที่รัก (ขอเกริ่นแบบเลดี้วิสเซิลดาวน์ นักเขียนสาวแห่งเมย์แฟร์สักหน่อย) และแล้วเรื่องราวความรักของหนุ่มรักอิสระผู้เป็นลูกชายคนรองประจำบ้าน ‘Bridgerton’ อย่าง‘เบเนดิกต์’ ก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในซีรีส์ Bridgerton ซีซัน 4 จากที่เคยอยู่ในสมาคมครองโสดร่วมกับน้องสาวอย่าง เอโลอีส และยืนกรานว่าจะไม่ทำตามความคาดหวังจากแม่ที่อยากให้เขาแต่งงาน แต่ความคิดก็เปลี่ยนไปเมื่อได้พบกับ ‘หญิงสาวชุดสีเงิน’ ในงานเต้นรำสวมหน้ากาก ที่ appreciate แม้กระทั่งแชนเดอเลียร์บนเพดานจนตาเธอเป็นประกาย และไม่ได้มีเป้าหมายออกงานสังคมเพื่อหาผู้ชายมาแต่งงานด้วย จนทำให้เขาบอกว่าเธอไม่เหมือนคนอื่น แต่เธอก็ได้ educate เขาเล็กๆ ให้มีความตระหนักสักหน่อยว่าผู้หญิงที่มีเป้าหมายอยากแต่งงาน พวกเธอก็ไม่ได้ผิดอะไร และทุกคนก็เตรียมตัวอย่างหนักและอย่างดีเพราะอยากเจอความรักดีๆ ก็เท่านั้น

เสน่ห์อันล้นเหลือที่ดูจะเข้าอกเข้าใจโลกของสาวปริศนาไร้ชื่อภายใต้หน้ากากที่วิ่งหนีเขาไปตอนเที่ยงคืนโดยทิ้งถุงมือข้างหนึ่งไว้ เป็นฉากไอคอนิกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเจ้าหญิงในเทพนิยายที่หลายคนรักอย่าง ‘ซินเดอเรลล่า’ และเมื่อสาวเจ้าหายตัวไป พระเอกของเราก็ต้องตามหาความรักครั้งนี้ให้เจออีกครั้ง โดยซินเดอเรลล่าแบบฉบับซีรีส์เรื่องนี้ เธอคือ ‘โซฟี แพค’ สาวใช้ในบ้านเพนวู้ด ที่ถูกแม่เลี้ยงใจร้าย (ที่มาพร้อมลูกติดนามสกุลหลี่) โขกสับสารพัด เพราะหลังจากพ่อเสียชีวิต โซฟีก็กลายเป็นสาวใช้ในบ้านหลังนี้ไปโดยปริยาย และยังมารู้ความจริงภายหลังอีกว่า เธอเป็นลูกนอกสมรส แม่ของเธอเป็นภรรยาลับๆ ที่เป็นเหตุผลว่าทำไมเธอจึงไม่อาจเรียกพ่อว่าพ่อต่อหน้าคนอื่นได้…

ซีซันนี้จึงเป็นซีซันที่เราต้องมาลุ้นและเอาใจช่วยโซฟี ผู้หญิงที่เบเนดิกต์มองว่า “มั่นใจในตัวเองอย่างยิ่งแต่กลับรู้สึกแปลกแยกไม่เข้าพวก” คนนี้ ว่าเธอจะก้าวข้ามผ่านปมในอดีตไปพร้อมๆ กับการเผชิญความท้าทายกับความรักต่างสถานะสังคมกับชายหนุ่มตระกูลบริดเจอร์ตันไปได้อย่างไร

และนอกเหนือจากเส้นเรื่องความรักของพระ-นาง ในซีซันนี้ก็ได้ฉายภาพความแตกต่างของ ‘มนุษย์’ ไว้อย่างน่าสนใจ มีทั้งสอดแทรกในดีเทลเล็กๆ จนถึงประเด็นที่อยากเน้นให้เห็นชัดๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่นางเอกเป็น ‘ซินเดอเรลล่าสาวเอเชียน’ พระเอกเป็น ‘ไบเซ็กชวล’ เล่าความกดดันของผู้หญิงต่อเรื่องเซ็กซ์ที่ต้องแสร้งว่า ‘เสร็จ’ ผ่านตัวละครฟรานเชสก้า รวมถึงความกดดันของคนวัยกลางคนที่กังวลที่จะมีรักหรือเซ็กซ์ครั้งใหม่ ผ่านคุณแม่แห่งบ้านบริดเจอร์ตันที่เลือกกลับมา ‘ใช้ชีวิต’ ของตัวเองอีกครั้ง

  • จาก Sophie Beckett สู่ Sophie Baek การเปลี่ยนไปใช้นามสกุลเกาหลี ‘แพค’ เพื่อให้เกียรติความเป็นคนเกาหลีของนักแสดง Yerin Ha และบอกว่าซินเดอเรลล่าเวอร์ชันซีรีส์ Bridgerton คือสาวเกาหลีไปในตัว

ใครเป็นแฟนนิยาย Bridgerton ของ Julia Quinn คงทราบกันดีว่าเล่มที่เล่าความรักระหว่างเบเนดิกต์กับโซฟีนั้น ชื่อเต็มๆ ของโซฟี คือ Sophie Beckett ซึ่งเมื่อทำออกมาเป็นซีรีส์โดยได้แคสต์ เยริน ฮา นักแสดงเกาหลีใต้จากประเทศออสเตรเลีย มาสวมบทบาทนี้ ที่ทำเอาหลายคนเอ็นดูในความสดใสน่ารักและอินไปกับการแสดงของเธอที่บทจะน่าสงสาร ก็น่าสงสารจับใจ ทางผู้จัดและผู้อำนวยการสร้างซีรีส์อย่าง Jess Brownell ก็ได้เลือกที่จะเปลี่ยนนามสกุลของโซฟีที่ออกแนวไปทางฝรั่งให้กลายเป็นนามสกุลเกาหลีแทน ซึ่งนั่นก็ทำให้ตัวเยรินอีกรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโซฟีมากขึ้น

เยรินกล่าวกับ Tudum ว่า “ชื่อคือส่วนเล็กๆ ส่วนแรกของอัตลักษณ์ที่คุณแชร์ต่อโลกได้ และนั่นคือเหตุผลที่การเปลี่ยนชื่อสามารถทรงพลังได้อย่างมาก การทำให้ชื่อของโซฟีมันเข้ากับใครสักคนที่หน้าตาดูเหมือนกับฉันได้ มันทรงพลังมากจริงๆ ทั้งหมดนี้ต้องยกเครดิตให้ เจสส์ บราวเนลล์ โชว์รันเนอร์ของเรา”

ซึ่งการเปลี่ยนครั้งนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนจนไม่เหลือเค้านามสกุลเดิม เพราะว่าก็ยังใช้ตัว B เหมือนเดิม และ Baek ก็อ่านออกเสียงไม่ได้ต่างจาก Beckett มากนัก เยรินเสริมว่าการเปลี่ยนนามสกุลครั้งนี้ “มันเป็นวิธีที่ดีมากๆ สำหรับฉัน ที่ทำให้รู้สึกว่าบทบาทนี้มันเข้ากับฉัน มากกว่าที่ฉันจะต้องเอาตัวเองยัดใส่แบบแผนบางอย่าง มันเลยน่าทึ่งมากที่มันทำงานในเชิงจิตวิทยา และมันมีความหมายมากที่เจสทำแบบนั้นให้ฉัน”

เสน่ห์อย่างหนึ่งของซีรีส์เรื่องนี้ในทุกซีซันคือการพาเราไปเห็นชีวิตของผู้คนที่มีความแตกต่างกันมากมายแต่อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งคนผิวดำ คนผิวขาว คนอินเดีย คนเกาหลี คนฮ่องกง คนจีน คนพิการทางการพูด คนพิการทางด้านร่างกายที่ไม่มีแขน ฯลฯ เยรินที่เป็นคนเกาหลีคนแรกที่ได้เป็นนักแสดงหลักของแฟนไชส์นี้จึงมองว่า “สำหรับฉัน เหตุผลที่มันมีความหมายอย่างมาก ก็คือการแค่ทำให้รับทราบและแค่พูดว่า ‘ใช่ เธอเป็นคนเกาหลี เพราะเธอมีนามสกุลเกาหลีนะ’ โดยไม่มีอะไรซับซ้อนกว่านั้นเลย” เยรินกล่าวกับ InStyle

และด้วยความที่นอกจากนามสกุลแล้ว ซีรีส์ก็ไม่ได้พูดออกมาเลยว่าเธอเป็นคนชาติอะไร แต่ให้รับรู้อย่างทั่วกันว่าโซฟีเป็นคนเกาหลีแน่ๆ ในมุมของเยริน เธอมองว่าเป็นการ represent ตัวเธอในฐานะคนเกาหลีได้โดยไม่ต้องตะโกนอะไรมาก ซึ่งเธอมองเป็นข้อดี โดยเธอกล่าวกับ Glamour ไว้ว่า “สิ่งที่ฉันชอบเกี่ยวกับ Bridgerton คือการที่เขาแสดงถึงภาพตัวแทนในแบบที่ไม่ต้องอธิบายอะไรเยอะเกินไป เหมือนกับว่านี่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องราวของคน ‘เกาหลี’ อย่างเดียว ฉันชอบที่มันแสดงให้เห็นว่าเราทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ในพื้นที่นี้โดยที่ไม่ต้องทำให้เป็นประเด็นใหญ่โตอะไร”

เช่นเดียวกับที่เยรินให้สัมภาษณ์กับ Shondaland ไว้อย่างน่าสนใจว่า “บางครั้งในฐานะนักแสดง มันก็เหนื่อยที่จะต้องพยายามอธิบายตัวตนให้คนอื่นฟังอยู่ตลอด เราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นตลอดเวลาในสังคมก็ได้ เราแค่เห็นกันและกันในฐานะมนุษย์ และฉันคิดว่านั่นคือสิ่งที่ดีเกี่ยวกับเบเนดิกต์และโซฟี ที่เขาเห็นเธอในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ในทำนองเดียวกัน มันไม่เคยรู้สึกเหมือนว่า ‘คุณไม่สามารถอยู่กับเธอได้เพราะเธอเป็นคนเอเชีย’ มันเป็นประเด็นของความแตกต่างทางชนชั้นมากกว่าความแตกต่างทางเชื้อชาติ ฉันรู้สึกเป็นอิสระมากที่มันเป็นแบบนั้น เพราะสุดท้าย ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งก็เท่านั้นค่ะ”

  • ถึงจะลงเอยกับนางเอก แต่ความจริงที่ Benedict Bridgerton เป็น ‘ไบเซ็กชวล’ ชอบได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ก็คือเรื่องจริงที่ไม่ได้ถูกลบออกไปจากซีรีส์

เบเนดิกต์ (รับบทโดย Luke Thompson) หนุ่มโสดที่เคยสนุกกับการมีความสัมพันธ์ชั่วคราวและมีเซ็กซ์โดยไม่ผูกมัด ซึ่งทุกฝ่าย consent และแฮปปี้กันดี ซีซันนี้ในช่วงก่อนเจอโซฟี ก็ได้ย้ำชัดอีกครั้งว่าเขาเป็นตัวแทนของคนที่ยืนยันว่าจะออกนอกกรอบสังคมที่ดีงาม ที่คนคาดหวังว่าเขาควรเป็นแบบนั้น แบบนี้ และหลายๆ ครั้งก็ทำให้เขารู้สึกแปลกแยกเมื่อเทียบกับพี่น้องบางคน โดยสิ่งหนึ่งที่ผู้สร้างสานต่อจากซีซัน 3 ที่เราจะเห็นว่าความกล้าเป็นตัวเองของเขา ก็รวมถึงการที่เขาสามารถมีความสัมพันธ์ได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย ในตอนแรกของซีซัน 4 จึงเป็นการย้ำถึงความเควียร์ของเขาอีกครั้ง ด้วยการใส่ฉากจูบกับผู้ชายชื่อหลุยส์ เพราะแม้ท้ายที่สุดเขาจะลงเอยกับโซฟี แต่ความรู้สึกทางเพศที่ไปได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย ก็ยังเป็นเรื่องจริงสำหรับคนเป็น ‘ไบเซ็กชวล’ ที่บางครั้งก็ถูกมองว่าการชอบได้สองเพศนั้นไม่มีอยู่จริง ทำไมไม่เป็นเกย์ไปเลย หรือไม่เป็นสเตรทไปเลย จนทำให้ถูกมองว่าหลอกลวง ทั้งๆ ที่การเป็นไบเซ็กชวลนั้นมีอยู่จริงอย่างแน่นอน และการชอบได้ทั้งสองเพศก็ไม่ใช่เรื่องผิดใดๆ ทั้งสิ้น

เจสส์ บราวเนลล์ ออกมาอธิบายถึงประเด็นนี้กับ Variety ได้ดีว่า “มันสำคัญมากที่ว่า ถึงแม้ใครบางคนอาจลงเอยด้วยความสัมพันธ์รักต่างเพศ (heterosexual-presenting relationship) แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าจะเอาไปลบความ ‘เควียร์’ ของใครได้ ฉันคิดว่าความเควียร์ของเบเนดิกต์จะเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนเขาเสมอ และเมื่อเราพูดถึงภาพตัวแทน ฉันไม่คิดว่าที่ผ่านมาเราจะมีภาพของผู้ชายที่เป็นไบเซ็กชวลให้เห็นกันมากนัก และมันก็ยังมีภาพเหมารวมที่ไม่เป็นจริงและดูจะอันตรายที่มองว่าผู้ชายที่เป็นไบเซ็กชวลจริงๆ แล้วก็ต้องเป็นเกย์ บ่อยครั้งบนหน้าสื่อเราเห็นผู้ชายไบเซ็กชวลลงเอยด้วยการมีความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกัน (homosexual-presenting relationship) ดังนั้นมันเลยรู้สึกสดใหม่ดี และสำคัญที่จะเห็นผู้ชายที่เป็นไบเซ็กชวลลงเอยแบบความสัมพันธ์รักต่างเพศบ้าง และความจริงที่ว่าเขายังเป็นเควียร์ก็ยังคงอยู่”

นอกจากนี้เธอยังกล่าวเสริมถึงเรื่องนี้กับ TODAY.com ไว้อีกเช่นกันว่า “สำหรับฉันแล้ว สิ่งสำคัญต่อคนที่เป็นเควียร์คือ ไม่ว่าเขาจะเป็นแพนเซ็กชวล ไบเซ็กชวล หรือลื่นไหลได้ หรือจะนิยามตัวเองอย่างไรก็ตาม แม้ว่าสุดท้ายคนคนนั้นจะไปอยู่ในความสัมพันธ์แบบรักต่างเพศ พวกเขาก็ยังเป็นเควียร์ค่ะ”

เพราะแม้เบเนดิกต์จะเจอคนที่เขารัก ซึ่งคนคนนั้นเป็นผู้หญิง แต่ใช่ว่าที่ผ่านมา ที่เขาเคยมีความสัมพันธ์กับผู้ชาย หรือรู้สึกสปาร์กกับผู้ชายได้ จะไม่ใช่เรื่องจริง เขาก็ยังเป็นไบเซ็กชวลเหมือนเดิม และคนเป็นไบเซ็กชวลทุกๆ คน ไม่ว่าจะลงเอยกับผู้ชายด้วยกัน ผู้หญิงด้วยกัน หรือไปคบกับคนต่างเพศ เขาก็ยังเป็นไบเซ็กชวลได้ สิ่งสำคัญคือเราควรให้เกียรติความเป็น ‘เขา’ มากกว่าการไปบอกว่าความรู้สึกของใครมันไม่จริง

  • Francesca Bridgerton กับเรื่องจริงที่ผู้หญิง ‘แกล้งเสร็จ’ เพื่อหวังให้คนรักรู้สึกดี ซึ่งการกล้าสื่อสารกับคนรักโดยตรงจะช่วยสร้างความเฮลตี้ในความสัมพันธ์ได้

ถือเป็นตัวละครที่ใครหลายคนรักและเอ็นดูในคาแรกเตอร์ความซื่อๆ เงียบๆ และความแสนดีของสาวสวยแห่งบ้านบริดเจอร์ตัน สำหรับ ฟรานเชสก้า (รับบทโดย Hannah Dodd) ที่ได้แต่งงานกับลอร์ดจอห์น สเตอร์ลิง เอิร์ลแห่งคิลมาร์ติน (รับบทโดย Victor Alli) ซึ่งคนดูสัมผัสได้ถึงความรักที่ไม่ต้องพูดอะไรมาก ก็เป็นความสบายใจให้กันและกัน เนื่องจากทั้งคู่เป็นคนเงียบๆ และเย็นๆ ด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งความร่มเย็นนั้น ก็ได้สร้างความอบอุ่นในจิตใจในความสัมพันธ์สุดๆ

หลังจากแต่งงานกันไปแล้วในซีซันก่อนหน้า มาในซีซันนี้ซีรีส์พาไปสำรวจปัญหาของคนที่ไม่ค่อยพูด ที่บางครั้งก็กลายเป็นกระทบความสัมพันธ์ โดยซีรีส์เน้นไปที่ปัญหา ‘บนเตียง’ หรือเซ็กซ์ ที่ทำให้เธอต้องไปขอคำปรึกษาจากทั้งคุณแม่ไวโอเล็ต และพี่สะใภ้อย่างเพเนโลพี ถึงการถึง ‘จุดสุดยอด’ ซึ่งเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร เพราะไม่เคยไปถึงจุดนั้น

ก่อนจะไปถึงการปรึกษาปัญหากับคนในครอบครัว เธอตัดสินใจโกหกจอห์นว่าเธอ ‘เสร็จ’ เพราะไม่อยากทำลายบรรยากาศที่เขามีความสุข ซึ่งแทบจะเป็นความจริงของผู้หญิงหลายๆ คนที่เลือกจะบอกว่าตัวเองโอเคแล้ว เพื่อให้เซ็กซ์จบลงโดยอีกฝ่ายสบายใจ ทั้งๆ ที่ตัวเองกลับยังไม่สบายใจ

แต่ต้องบอกว่าการที่เธอกล้าเปิดอกคุยปัญหานี้กับคนในครอบครัว ก็ถือเป็นความกล้าหาญของผู้หญิงคนหนึ่งเช่นกัน เพราะในสังคม หลายๆ ครั้งคนในครอบครัวก็มักจะหลีกเลี่ยงการคุยถึงเรื่องเซ็กซ์กันโดยปกติ เพราะมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวหรือไม่งาม โดยเฉพาะผู้หญิง ยิ่งในสังคมสมัยก่อนยิ่งแล้วใหญ่ เราจึงไม่แปลกใจคำตอบของคุณแม่ เมื่อฟรานเชสก้าไปถามว่า “คุณแม่คะ จุดสุดยอดคืออะไรคะ” แต่คุณแม่กลับเลือกตอบอ้อมๆ เชิงเปรียบเทียบ จนฟรานเชสก้าไม่ได้อะไรเลยจากตรงนั้น ขณะที่เมื่อไปถามเพเนโลพี พี่สะใภ้ที่แฮปปี้สุดๆ กับการมีเซ็กซ์กับสามีอย่าง คอลิน บริดเจอร์ตัน เธอก็ยืนกรานว่าขอคำตอบแบบไม่อ้อม จนได้คำตอบมาว่า “ความรู้สึกทางกายที่เกิดขึ้นที่หว่างขาก่อนจะแผ่ไปทั่วร่าง หัวใจจะเริ่มเต้นรัว อาจมีการหอบหายใจหรือส่งเสียงยามค่ำคืน จะรู้สึกสุขสมอย่างล้นเหลือ การแสดงความรักอย่างเดียวอาจไปไม่ถึงจุดนั้นเสมอไป จะช่วยได้ถ้าตอบสนองโดยไม่วางแผนก่อนเพื่อให้เกิดความตื่นเต้นคะนึงหา”

เรียกได้ว่าสมมงนักเขียนสาว อธิบายออกมาได้อย่างเข้าใจง่าย ซึ่งตอนที่ฟรานเชสก้าพูดอย่างเปิดอกว่า “ฉันไม่รู้ว่าจุดสุดยอดคืออะไรหรือหมายถึงสิ่งใด หรือจะไปหากได้จากไหน หรือจะเอามายังไง จุดสุดยอดคืออะไรกันแน่” เป็นตัวบ่งบอกว่าความรู้เรื่องเพศศึกษานั้นก็สำคัญอย่างมาก ทั้งในยุคนั้น และยุคปัจจุบัน และเพเนโลพี ก็ถามเธอกลับว่า “ได้คุยเรื่องนี้กับจอห์นหรือยัง” แน่นอนเธอตอบว่า “ฉันจะไปรับตรงๆ ว่าฉันไม่รู้มาตลอดได้อย่างไร” ซึ่งสาวเพนก็ยืนยันว่า “ฟรานเชสก้า นี่เรื่องปกติมาก” ใช่แล้วเรื่องเซ็กซ์มันเป็นเรื่องปกติมากที่จะคุยกับคนเป็นสามี เพราะหลายคนก็มีปัญหากันเพราะไม่คุยกันเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา

จนเกิดเป็นความประทับใจบนเตียง เมื่อจอห์นจับสังเกตจนพูดกับเธอเองเลยว่า…“ไม่ต้องเสแสร้งให้ผมสบายใจ คุณไม่ถึงจุดสุดยอดใช่ไหม” และนั่นทำให้ฟรานเชสก้าได้เผยความรู้สึกตัวเองออกมาว่า “ฉันโกหกคุณ ไม่เคยถึงสักครั้ง ฉันมั่นใจเลยว่านี่คือสาเหตุที่เรายังไม่มีลูก ขออภัยจริงๆ ไม่รู้ฉันผิดปกติตรงไหน” ซึ่งก็บ่งบอกได้เลยว่าที่ผ่านมาฟรานเชสก้าไม่ได้รับความรู้เรื่องเพศศึกษามากเท่าที่ควร จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าการถึงจุดสุดยอดอาจสัมพันธ์กับการมีลูก ทั้งที่ความจริงแล้วนั้น มันไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง

แน่นอนจอห์นก็คือจอห์น ผู้ชายที่แสนอบอุ่นและรักภรรยายิ่งกว่าสิ่งใด เขาตอบเธออย่างหนักแน่นว่า “ฟรานเชสก้า คุณไม่ได้ผิดปกติตรงไหนเลย…หวังว่าคุณจะรู้ คุณดีงามเหมาะสมที่สุดแล้วอย่างที่เป็น เราดีงามเหมาะสมอย่างที่เป็นตอนนี้ ส่วนที่เหลือ เรายังมีเวลากันอีกทั้งชีวิต” ที่เป็นตัวอย่างได้ดีว่า การเปิดอกคุยกันย่อมพบเจอกับทางออกที่ดีกว่าเสมอ และทำให้เห็นเลยว่าคนข้างๆ เรา เขาเข้าใจเราหรือไม่ สำหรับจอห์นแล้ว ก็นับว่าการไม่เร่งรีบของเขา และไม่ได้กดดันว่าฟรานเชสก้าต้องมีลูกให้เขา แถมยังปลอบโยนเธอ ถือเป็นภาพความสัมพันธ์ที่เฮลตี้และแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจคนรักได้อย่างดี

  • การก้าวข้ามความกลัวเพื่อเริ่มต้นรักใหม่และกลับไปมีเซ็กซ์อีกครั้งของ Lady Violet ตัวแทนแม่หม้ายและผู้หญิงวัยกลางคน ที่เคยเชื่อว่าตัวเองหมดวัยที่จะชุ่มฉ่ำหัวใจไปแล้ว

มาถึงตัวละครที่โดดเด่นในซีซันนี้ไม่แพ้ลูกๆ ในบ้านบริดเจอร์ตัน ต้องยกให้เส้นเรื่องของไวโอเล็ต หรือ Lady Violet Bridgerton (รับบทโดย Ruth Gemmel) คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่คอยเลี้ยงลูก 8 คนให้เติบโตขึ้นมาอย่างดีหลังจากสามีเสียชีวิต ซึ่งจากซีซันก่อนๆ จนถึงซีซันนี้ เธอยังมีความเป็นมนุษย์แม่ที่คอยจัดแจงให้ลูกๆ ได้แต่งงาน และมีครอบครัว ตามธรรมเนียมการหาคู่ที่จัดขึ้นในแต่ละฤดูกาล ซึ่งแน่นอนเมื่อคาดหวังอยากให้ลูกๆ เป็นฝั่งเป็นฝา เธอก็ต้องมีถกเถียงกับลูกๆ บ้างตามปกติ

แต่ตัวแม่ที่พยายามอยากให้ลูกได้เจอกับ ‘ความรัก’ กลับยังไม่มีความรักของตัวเองเสียได้ และนั่นทำให้ซีซันนี้ เราจะได้เห็นความรักของไวโอเล็ตอย่างชัดเจนมากขึ้น หลังจากซีซันก่อนเราได้เห็นเคมีหยอดไปหยอดมากับ ลอร์ดแอนเดอร์สัน (รับบทโดย Daniel Francis) จนหลายๆ คนลุ้นกันไปตามๆ กัน

เจสส์ บราวเนลล์ พูดถึงตัวละครไวโอเล็ตกับ Tudum ไว้ว่า “เธอใช้ชีวิตส่วนใหญ่เพื่อเป็นเสาหลักทางอารมณ์ของครอบครัว ในที่สุดถึงเวลาแล้วที่นี่จะเป็นครั้งแรกที่เธออนุญาตให้ตัวเองจะถามหาสิ่งที่เธอ ‘ต้องการ’ บ้าง”

ในหลายๆ ฉากที่ไวโอเล็ตเข้าซีนกับลอร์ดแอนเดอร์สัน มวลความรักมันฟุ้งกระจายไปทั่วจอจนชวนเขิน แต่ซีรีส์ก็ยังฉายให้เห็นว่าหลายๆ ครั้ง เธอก็ทำตัวไม่ถูก เธอทั้งกลัวว่าคนอื่นจะมองอย่างไร ที่แม่หม้ายลูกแปดจะมีรักครั้งใหม่ เธอทั้งกังวลว่าลูกๆ จะคิดเห็นกับเรื่องนี้แบบไหน เธอยังไม่แน่ใจว่าควรจะเปิดใจให้กับคนอื่นที่ไม่ใช่สามีที่เสียชีวิตไปแล้ว และเธอก็สับสนว่า เธอยังสามารถมีความรักได้อีกไหม เพราะเธอเป็นแม่ลูกแปดและผู้หญิงวัยกลางคนที่มองว่าเรื่องรักๆ ใคร่ๆ มันหมดวัยของเธอไปแล้ว

กว่าจะตัดสินใจขยับความสัมพันธ์ให้จริงจังมากขึ้นกว่าเดิม ไวโอเล็ตต้องผ่านกระบวนความคิดมาอย่างหนัก ดูได้จากฉากที่เธออยู่กันสองต่อสองกับลอร์ดแอนเดอร์สัน ซึ่งบรรยากาศก็ชวนให้มีซัมติง โดยเธอบอกกับเขาอย่างเปิดอกถึงความอัดอั้นทั้งหมดว่า “เวลาผ่านมานานมากแล้ว นับตั้งแต่ฉันได้อยู่ลำพังกับใครที่เป็นชาย ฉันไม่เคย…เอ็ดมันด์เป็นสามีฉัน หลังจากเขาก็ไม่มีใครอื่นอีก ฉันเก็บส่วนนั้นของฉันไปเมื่อเขาสิ้นบุญ คือฉันอยากมาก แต่เพราะลูกๆ น่ะค่ะ พวกเขาช่างดีงาม แต่ทุกคนเหมือนหมาล่าจิ้งจอก และฉันกลายเป็นจิ้งจอกของลูกไม่ได้ เราจะต้องมิดชิดกันอย่างที่สุด และฉันจะก่อเรื่องเสื่อมเสียต่อลูกๆ ไม่ได้เด็ดขาด ฉันไม่อาจตอบคำถามที่ลูกอาจอยากทราบ แค่มาพูดกับคุณยังแทบพูดไม่ออก ฉันอายุมากแล้ว ร่างกายฉัน ร่างกายนี้คลอดลูกมาแปดคน ตอนนี้ฉันไม่เหมือนเดิม ทุกส่วนไม่เหมือนเดิม แล้วมันจะเป็นอย่างไร ตอนอยู่กับเอ็ดมันด์ร่างกายก็ใช้การได้ดีมาก แต่ฉันไม่รู้ว่านั่นเป็นเพราะเอ็ดมันด์หรือเปล่าหรือจะรู้สึกแบบเดียวกันกับคนอื่นไหม จะเหมือนได้อย่างไร แต่ก็อาจจะได้ ฉันอยากให้ได้ อยากให้คนมองเห็นและสัมผัสด้วยมือคุณ”

แม้คำพูดของเธอจะดูจริงจัง แต่กลับเป็นฉากที่น่ารักและอบอุ่นอย่างมาก ที่เราได้เห็นผู้หญิงวัยกลางคนพูดความรู้สึกกับผู้ชายที่เธอเปิดใจให้เข้ามา และเขาก็พร้อมที่จะเข้าใจคำพูดของเธอ ไม่ตัดสินเธอ และไม่เร่งเร้าเธอ เขาถามถึง consent เธอเสมอ ใจเย็น และให้เกียรติเธออย่างมาก แถมยังบอกว่า “ผมต้องการคุณมากกว่าเดิมเสียอีก คุณเผยตัวจริงให้ผมเห็น ผมซาบซึ้งมาก เราไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ผมพอใจ ตราบใดที่อยู่ต่อหน้าคุณ” ซึ่งความเข้าอกเข้าใจกันตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอตกหลุมรักเขา และทั้งคู่ก็จบลงที่แค่จูบกัน

ในชีวิตจริง เมื่อมีสถานะเป็นแม่คน ผู้หญิงหลายคนก็เลือกสละชีวิตส่วนตัวเพื่ออุทิศให้กับลูกๆ เหมือนที่ไวโอเล็ตทำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากการมีชีวิตส่วนตัวของตัวเองบ้างจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น บางทีการที่เราเป็นทั้ง ‘แม่’ และเป็นทั้ง ‘ตัวเอง’ อาจทำให้เราไม่สูญเสียชีวิตเราไปก็ได้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปทุกๆ วัน สิ่งที่ย้อนกลับไปไม่ได้คือเวลา เราอาจจะเสียดายภายหลัง ถ้าเราไม่ทำ ‘วันนี้’ ให้เรามีความสุขของตัวเองบ้าง

และเมื่อถึงวันที่เธอ ‘พร้อม’ จริงๆ เธอก็กล้าที่จะส่องกระจกสำรวจร่างกายของเธออย่างภาคภูมิใจ ซึ่งเป็นฉากที่น่าประทับใจที่เธอรู้สึกยิ้มให้กับร่างกายของตัวเอง เพราะแม้อายุจะมากขึ้น แต่ร่างกายของเราก็ยังมีคุณค่าเสมอ และนั่นนำพาให้เธอตัดสินใจมีเซ็กซ์กับเขาในท้ายที่สุด แน่นอนว่า เธอมีความสุขมากเลยล่ะ

ความตั้งใจของ เจสส์ บราวเนลล์ ในการให้เวลากับการสำรวจเรื่องความสัมพันธ์และเซ็กซ์ของไวโอเล็ตในซีซันนี้ เพราะเธอคิดว่า “หลังจากที่ได้เห็นเด็กๆ บ้านบริดเจอร์ตันที่เต็มไปด้วยอารมณ์ทางเพศมา 3 ซีซันแล้ว เราต้องการให้ผู้คนได้เข้าใจว่าเหล่า ‘คุณแม่’ ก็เ*ยนเป็นเช่นกัน เพราะพวกเธอคือมนุษย์ค่ะ…เป็นเวลานานแล้วที่ไวโอเล็ตไม่อนุญาตให้ตัวเองก้าวเข้าสู่ความใกล้ชิดกับใคร เราเลยต้องการให้เกียรติช่วงเวลานั้นของเธอมากกว่ารีบเร่งให้มันผ่านไป”

ประโยคกินใจที่เราชอบมากๆ คือตอนที่แม่บ้านบ้านบริดเจอร์ตันบอกกับไวโอเล็ตว่า “ชีวิตนี้เกิดมาต้องใช้ให้คุ้มค่า” เพื่อช่วยให้เธอได้มีโมเมนต์กับชายคนรัก และนั่นเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ไวโอเล็ตมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และเมื่อเธอก้าวผ่านความกลัวได้แล้ว เธอก็ได้พูดกับเลดี้แดนเบอรี่ ที่กำลังสับสนกับตัวเองเรื่องเส้นทางชีวิตว่า “ฉันมักกังวลว่าความปรารถนาส่วนตัวจะเป็นความเห็นแก่ตัว แต่ฉันก็มีความต้องการอะไรบางอย่าง และควรจะได้ คุณก็ควรจะได้เช่นกัน ไม่ถือเป็นการเห็นแก่ตัว หากต้องการอะไรเองบ้าง เราก็มีสิทธิ์ที่จะมีความสุขหรือมีอิสระเท่าที่ใจต้องการ…ชีวิตนี้เกิดมาแล้วต้องใช้ให้คุ้มค่า”

ทั้งหมดที่ว่ามาเป็นส่วนหนึ่งของความประทับใจที่เกิดขึ้นในซีซัน 4 พาร์ท 1 ซึ่งก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องราวของความไม่เป็นธรรมที่นายจ้างทำต่อลูกจ้าง อาชีพสาวใช้ที่ควรถูกให้ความสำคัญมากขึ้น และแน่นอน ความรักระหว่าง พระ-นาง จะถ่ายทอดบทสรุปออกมาได้อย่างดีแค่ไหน ต้องรอรับชมพาร์ท 2 พร้อมกันในวันที่ 26 กุมภาพันธ์

อ้างอิง:

https://variety.com/2026/tv/news/bridgerton-season-4-benedict-bisexuality-stairwell-scene-sophie-1236642238/

https://www.today.com/popculture/tv/bridgerton-benedict-sexuality-season-4-rcna255023

https://www.netflix.com/tudum/articles/yerin-ha-sophie-bridgerton-season-4

https://www.shondaland.com/shondaland-series/bridgerton/yerin-ha-luke-thompson-bridgerton-season-4

https://www.instyle.com/yerin-ha-bridgerton-interview-2026-11881609

https://www.glamourmagazine.co.uk/article/yerin-ha-bridgerton-interview

https://www.netflix.com/tudum/articles/bridgerton-season-4-violet-bridgerton-tea-scene

บทความต้นฉบับได้ที่ : ท่านผู้อ่านที่รัก ‘Bridgerton’ ซีซัน 4 นี้ มีนางเอกเป็นซินเดอเรลล่าสาวเอเชียน มีพระเอกเป็นไบเซ็กชวล มีผู้หญิงที่แกล้งเสร็จตอนมีเซ็กซ์ และมีแม่หม้ายลูก 8 ผู้เปิดใจให้ความรักและเซ็กซ์อีกครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...