โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องคลื่นลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โอกาสใหม่ ‘Vertiv’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 01.33 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 01.26 น.
ชาญกิจ แสงกิตติไพบูลย์

สัมภาษณ์

คลื่นดาต้าเซ็นเตอร์ที่หลั่งไหลเข้ามาขอการสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในช่วง 1-2 ปีมานี้ กำลังเข้าสู่ช่วง “เร่งมือ” ทั้งงานก่อสร้างและติดตั้งระบบ เพราะเป็นช่วงที่รอช้าไม่ได้

“ประชาชาติธุรกิจ” พูดคุยกับ “ชาญกิจ แสงกิตติไพบูลย์” ผู้อำนวยการ บริษัท เวอร์ทิฟ ประเทศไทย บริษัทสัญชาติอเมริกัน ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้า และการทำความเย็นสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก หลากหลายแง่มุม ดังนี้

สปีดและสเกล

“ชาญกิจ” กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นตัวเต็งในการเป็นฮับดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค เนื่องจากมีกำลังไฟฟ้าสำรองสูง มีพื้นที่กว้างขวาง ที่ดินราคาถูก ระบบสาธารณูปโภค น้ำ, ไฟ, 5G, ไฟเบอร์ออปติกที่ดี และตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของกลุ่มประเทศ CLMV

“เมื่อสิงคโปร์เริ่มเต็มก็มีการย้ายมาตั้งที่มาเลเซีย ด้วยระยะทางใกล้กว่า Vertiv ในมาเลย์โตขึ้นเท่าตัว แต่ตอนนี้ที่มาเลเซียเริ่มหนาแน่น การขออนุญาตก็ยากขึ้น ขณะที่อินโดนีเซียมีกฎระเบียบซับซ้อนมาก ดังนั้นการที่ภาครัฐโดยมีบีโอไอช่วยเปิดทาง นักลงทุนระดับโลกจึงหันมามองไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เช่น ระยอง และชลบุรี”

ดาต้าเซ็นเตอร์มี 2 แบบ คือ แบบ Colocation สร้างไว้ให้คนอื่นเช่า และแบบสร้างไว้ใช้เอง อย่าง Google ที่ต้องสร้างไว้สำหรับโปรดักต์ของเขาเอง

“แบบ Colocation เป็นรูปแบบที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด การจะขึ้นดาต้าเซ็นเตอร์หมายความว่ามีลูกค้าในมือแล้ว ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมาจึงเป็นการเร่งสปีดให้ทัน งานโยธาที่เป็นเหมือนโกดังกับงานระบบจึงต้องเร็วมาก ๆ ขณะเดียวกันต้องพร้อมขยายขนาดเพื่อรองรับลูกค้าในอนาคต”

ดังนั้นในปีนี้ เรื่อง Speed and Scale เป็นเรื่องสำคัญ ธุรกิจยุคใหม่ต้องการความเร็วในการก่อสร้าง และความสามารถในการขยายตัว

“สิงคโปร์ ที่ดินราคาแพง การขึ้นโครงการดาต้าเซ็นเตอร์อาจต้องขึ้นซ้อนเป็นชั้น ๆ กินไฟหลายเมกะวัตต์ แต่ที่ไทยปัญหานี้หมดไป เพราะราคาที่ดินเรากว้าง โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมมีพื้นที่เป็นบล็อก ๆ อยู่แล้ว เหมาะกับเทคโนโลยีการก่อสร้างรูปแบบใหม่ ที่ใช้การออกแบบสามมิติแบบดิจิทัลทวิน รวมถึงเทคโนโลยีพรีแฟบ ผลิตชิ้นส่วนดาต้าเซ็นเตอร์จากภายนอก แล้วยกเข้ามาต่อกันเป็นชิ้น ๆ ได้เลย ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้มีการออกแบบให้รองรับการขยายขนาดได้”

กล่าวคือถ้าในอนาคตต้องการเพิ่มจำนวนชิปประมวลผล ก็จะเอาระบบไฟและระบบหล่อเย็นที่สั่งทำเป็นชิ้น ๆ มาเสียบปลั๊กและตั้งไว้ตามบล็อก ๆ ที่ออกแบบไว้ได้สะดวก เหมือนตัวต่อเลโก้ดังนั้นในปีนี้ Vertiv จะใช้การออกแบบแบบ Modular (Prefab) ที่ผลิตจากโรงงานแล้วยกมาติดตั้ง ช่วยลดระยะเวลาก่อสร้างลงได้ถึง 50% จากเมื่อก่อนรวมงานโยธาแล้วใช้ 3 ปี จะเหลือเพียง 1.5 ปี

ปีที่ผ่านมา Vertiv ในไทยมีรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท กว่า 50% มาจากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ และคาดการณ์การเติบโตในปี 2026 ไว้ที่ 15-20%

ชิปรุ่นใหม่ต้องการพลังงานสูง

อย่างไรก็ตาม การมาของเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะชิปจาก NVIDIA เช่น รุ่น GB200, GB300 ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟเพิ่มขึ้นมหาศาล จากเดิมที่ใช้ประมาณ 5 กิโลวัตต์ต่อตู้ (Rack) อาจเพิ่มขึ้นเป็น 100-120 กิโลวัตต์ต่อตู้ เนื่องจากชิป AI มีความร้อนสูงมาก ระบบ
ระบายความร้อนด้วยอากาศแบบเดิมจึงไม่เพียงพอ

“ตรงนี้เองที่ Vertiv เข้ามาทำหน้าที่เพราะเราร่วมพัฒนาระบบหล่อเย็น คือ เวลา NVIDIA เขาจะออกชิปใหม่ จะดูว่ามันต้องติดตั้งอย่างไร และระบายความร้อนอย่างไร ตรงนี้และที่ทีม R&D ของ Vertiv เข้าไปทำงาน โดยนำเสนอเทคโนโลยี Liquid Cooling การระบายความร้อนด้วยของเหลว แบบ Direct-to-Chip ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าอากาศถึง 4-5 เท่า”

เทรนด์ที่จะได้เห็นในไทยแน่ ๆ คือการใช้กระแสไฟ DC แรงสูง High Voltage DC เพื่อลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเซิร์ฟเวอร์สมัยใหม่ ดังนั้นในระยะใกล้ ดาต้าเซ็นเตอร์จะยังคงใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งมาจากก๊าซธรรมชาติ ที่ประเทศไทยมีปริมาณไฟสำรองมหาศาล มีเสถียรภาพทางพลังงาน แม้ว่าบริษัทเอกชนใหญ่ ๆ จะมีเป้าหมายในการใช้พลังงานสะอาด 100% แต่ยังไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ จึงจะหันไปใช้วิธีการอื่น ๆ เช่น ลดใช้แอร์ที่มีน้ำยาปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้โซลูชั่นระบายอากาศด้วยน้ำ และใช้น้ำยาหล่อเย็นที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ ยิงเข้าไปหล่อเย็นชิปโดยตรง

“ชาญกิจ” เชื่อว่าไฟฟ้าสำรองของไทยยังรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ได้อีกมาก และค่าไฟฟ้ายังไม่ใช่ปัญหาในขณะนี้ ในทางกลับกันด้วยโครงสร้างค่าไฟ ที่มีการจ่ายค่า Ft ด้วย เมื่อมีการมาใช้ไฟฟ้ามาก ๆ อาจส่งผลดีในระยะยาว

ปัจจุบันการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ระดับ 100 เมกะวัตต์ ในประเทศไทยเริ่มมีแล้ว และคาดว่าการเติบโตของเทคโนโลยีจะเร่งตัวให้เกิดดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ “กิกะวัตต์” ภายใน 2-3 ปีข้างหน้านี้ ถึงเวลานั้นจึงมาดูเรื่องพลังงานกันอีกที

สกิลเซตเดิมยังจำเป็น

“ชาญกิจ” กล่าวด้วยว่า เดิม Vertiv เติบโตจากบริษัท Emerson ซึ่งทำระบบไฟฟ้า และโครงข่ายโทรคมนาคม แต่ในหลายปีมานี้ การลงทุนด้านโทรคมนาคมลดลง เพราะโครงข่ายในประเทศไทยค่อนข้างครอบคลุมแล้ว รายได้ที่สูญเสียไปจึงยังคงมาก แต่ได้งานฝั่งดาต้าเซ็นเตอร์มาชดเชย

“เราเริ่มทำงานด้านนี้มาก่อนใคร ดังนั้นสกิลเซตของพนักงาน และทีมวิศวกร ยังคงมีพื้นฐานจากไฟฟ้า และโทรคมนาคม เป็นสกิลเซตเดียวกับการดูแลรักษาดาต้าเซ็นเตอร์ เพียงแต่ต้องมีการอัพสกิลสำหรับการอ่านค่ารูปแบบใหม่ ๆ จากดาต้าเซ็นเตอร์ อีกว่าที่ต้องอัพสกิล คือการทำระบบหล่อเย็นด้วยของเหลว แบบ Direct-to-Chip ตรงนี้ก็มีการส่งทีมงานไปอบรมมาเตรียมความพร้อม”

ถามว่า หากดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นจนเต็มในประเทศแล้ว จะมีโมเดลรายได้ใหม่ ๆ อย่างไร “ชาญกิจ” กล่าวว่า ฐานลูกค้าเดิมก็ยังคงดูแลอยู่ เช่นเดียวกับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ยังคงต้องบำรุงรักษา นอกจากนี้ เทรนด์ในอนาคตไม่ใช่ว่าลูกค้าจะต้องการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Colocation ความต้องการยังมีเรื่องเซิร์ฟเวอร์ในองค์กร (On Primes) รวมถึงการสร้างเซิร์ฟเวอร์สำหรับ Edge AI หรือ Edge Computing ในอนาคต ที่ล้วนต้องการระบบไฟฟ้า และหล่อเย็นเช่นเดียวกัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่องคลื่นลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โอกาสใหม่ ‘Vertiv’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...