โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“หมอมิ้ง” โต้ข้อครหานโยบาย “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คน” เป็นการแจกเงิน แจงเป็น “การหาเงินให้รัฐ” โดยต่อยอดความสำเร็จมาจากหลายประเทศ

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“หมอมิ้ง” โต้ข้อครหานโยบาย “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คน” เป็นการแจกเงิน แจงเป็น “การหาเงินให้รัฐ” โดยต่อยอดความสำเร็จมาจากหลายประเทศ โดยเฉพาะไต้หวัน ที่ใช้ระบบสลากชิงโชคจากใบเสร็จ จนสามารถเพิ่มรายได้ภาษีเข้าประเทศได้เฉลี่ยถึง 20% ต่อปี

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เปิดเผยถึงเจตนารมณ์ของนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า นโยบายนี้กำลังถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการแจกเงิน ทั้งที่ในความเป็นจริงคือ “การหาเงินให้รัฐ” โดยต่อยอดความสำเร็จมาจากหลายประเทศ โดยเฉพาะไต้หวัน ที่ใช้ระบบสลากชิงโชคจากใบเสร็จ (Uniform Invoice Lottery) จนสามารถเพิ่มรายได้ภาษีเข้าประเทศได้เฉลี่ยถึง 20% ต่อปี

นพ.พรหมินทร์ ระบุว่า หากประเทศไทยสามารถดึงเม็ดเงินภาษีเข้าระบบได้เพิ่มขึ้นเพียง 10% กว่าๆ จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มถึงปีละ 1 แสนล้านบาท ในขณะที่ใช้งบประมาณในการจัดทำรางวัลเพียงปีละ 3,285 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในปัจจุบันที่มีมูลค่า 8-9 แสนล้านบาทต่อปี

"เราไม่ได้แค่สร้างเศรษฐีใหม่ แต่เรากำลังสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปพัฒนาประเทศให้ทันสมัย และที่สำคัญที่สุดคือ รัฐจะได้ข้อมูล (Data) มหาศาลในการนำมาใช้กับเทคโนโลยี AI เพื่อวางแผนนโยบายรัฐให้แม่นยำและตรงจุดมากขึ้น" นายแพทย์พรหมินทร์ กล่าว

ทั้งนี้ นโยบายนี้ถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีอย่างละมุนละม่อม โดยใช้แรงจูงใจด้านรางวัลมาเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางการคลังของไทยในระยะยาว

ผูัสื่อข่าวรายงานว่า นโยบายดังกล่าวพรรคเพื่อไทยได้อธิบายรายละเอียดทั้งหมดไว้ในเว็บไซต์ของพรรค โดยระบุว่า นโยบายนี้ จะทำการออกรางวัลเงินล้านทุกวัน วันละ 9 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท โดยใช้ระบบการหมุนเลขรางวัลจากเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และเลขในใบเสร็จ e-Receipt ซึ่งครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง ได้แก่ กลุ่มผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ (1 รางวัล), กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป (1 รางวัล), กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน (1 รางวัล), กลุ่มอาสาสมัครภาคประชาชน เช่น อสม., อาสากู้ภัย, ทสม. และอาสาสมัครหน่วยงานราชการที่ไม่มีเงินเดือนประจำ (1 รางวัล) และ กลุ่มผู้ซื้อสินค้าและบริการที่มีใบเสร็จ VAT อีกจำนวน 5 รางวัล โดยประชาชนสามารถสะสมสิทธิ์ได้จากการขอใบเสร็จทุกการจับจ่ายโดยไม่มีมูลค่าขั้นต่ำ ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าไปจนถึงร้านค้าขนาดเล็ก ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจครัวเรือนและสร้างโอกาสเปลี่ยนชีวิตให้ประชาชนแล้ว รัฐบาลจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยเพื่อใช้ AI ในการออกแบบนโยบายความช่วยเหลือให้ตรงจุดและเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...