ผู้โดยสารเลี่ยงตะวันออกกลาง ดันดีมานด์ สายการบินเอเชีย ค่าตั๋วพุ่ง 900%
สายการบินเอเชีย อย่าง Cathay Pacific-Singapore Airlines กลายเป็นตัวเลือกหลักของผู้โดยสารที่ต้องการหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านตะวันออกกลาง ดันราคาบางเส้นทางพุ่งสูงถึง 900%
วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 10.02 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าสายการบินในเอเชีย เช่น Cathay Pacific Airways และ Singapore Airlines กลายเป็นสายการบินที่มีความพร้อมมากที่สุดในการรับมือกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่ผู้โดยสารจำนวนมากเร่งหาตั๋วเครื่องบินออกจากภูมิภาค และยอมจ่ายค่าโดยสารในราคาที่สูงขึ้นอย่างมาก
หลังการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน สายการบินเอเชียได้กลายเป็นทางเลือกหลักของผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางออกจากตะวันออกกลาง เนื่องจากการปิดน่านฟ้าหลายพื้นที่ทำให้สายการบินตะวันออกกลาง เช่น Emirates และ Qatar Airways ต้องหยุดให้บริการเที่ยวบินจำนวนมาก เปิดโอกาสให้สายการบินอื่นที่สามารถบินตรงระหว่างยุโรปและเอเชียได้เข้ามาแทนที่ ขณะที่ผู้โดยสารในศูนย์กลางการบินของยุโรปจำนวนมากต้องจ่ายเงินจำนวนสูงเพื่อให้ได้ที่นั่งบนเที่ยวบินไปเอเชียที่หลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านตะวันออกกลาง
ตัวอย่างเช่น ตั๋วเที่ยวเดียวชั้นประหยัดของ Singapore Airlines จากสนามบินฮีทโธรว์ไปสิงคโปร์ในวันที่ 5 มีนาคม มีราคาสูงถึง 66,767 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 8,540 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 900% เมื่อเทียบกับราคาตั๋วในช่วงปลายเดือนเดียวกัน ขณะที่ตั๋วเที่ยวบินไปฮ่องกงมีราคาประมาณ 26,737 ดอลลาร์ฮ่องกง เทียบกับเพียง 5,670 ดอลลาร์ฮ่องกง หากจองในช่วงอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่าราคาโดยสารที่พุ่งสูงเช่นนี้จะคงอยู่ได้นานเพียงใด แม้ความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินสูงต่อเนื่อง แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย สายการบินตะวันออกกลางก็มีแนวโน้มกลับมาให้บริการได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางสำคัญของการเดินทางและการค้าระหว่างประเทศ
Linus Benjamin Bauer ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านการบิน BAA & Partners กล่าวว่า สายการบินเอเชียอาจได้รับประโยชน์ในระยะสั้นจากค่าโดยสารที่สูงขึ้น รายได้จากการขนส่งสินค้า และส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามเขามองว่าสถานการณ์นี้เป็นเพียงการเปลี่ยนทิศทางของผู้โดยสารชั่วคราว ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเครือข่ายการบินโลก
ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา OAG Aviation ระบุว่าการหยุดให้บริการเที่ยวบินของสายการบินหลักในอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ Emirates, Qatar Airways และ Etihad ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้ความจุเที่ยวบินระหว่างประเทศทั่วโลกลดลงมากกว่า 10%
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากบริษัท Cirium ระบุว่า มีเที่ยวบินมากกว่า 23,000 เที่ยว ถูกยกเลิกจนถึงวันที่ 5 มีนาคม แม้ว่าจะมีเที่ยวบินอพยพจำนวนจำกัดจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่พื้นที่น่านฟ้าในหลายประเทศของอ่าวเปอร์เซีย เช่น กาตาร์ อิหร่าน และอิรัก ยังคงปิดสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์
สนามบินสำคัญในตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ อาบูดาบี และโดฮา ถือเป็นจุดเปลี่ยนเครื่องสำคัญสำหรับการเดินทางระยะไกล โดยสนามบินในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียรองรับผู้โดยสารประมาณ หนึ่งในสามของนักเดินทางกว่า 125 ล้านคน ที่เดินทางระหว่างยุโรปและเอเชียในแต่ละปี ตามข้อมูลของ Roland Berger
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้หุ้นในอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกถูกกดดัน แม้ความหวังว่าสงครามอาจยุติลงเร็วช่วยให้ตลาดฟื้นตัวบางส่วน
สายการบินตะวันออกกลางส่วนใหญ่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่บริษัทแม่ของ British Airways (IAG) ปรับตัวลงเกือบ 9% ในสัปดาห์นี้ ขณะที่ Lufthansa ลดลง 7.7% และ Air France-KLM ร่วงถึง 15% ในทางกลับกัน Singapore Airlines ลดลงไม่ถึง 7% และ Cathay Pacific ลดลงประมาณ 5.5%
ขณะเดียวกันสายการบินจีนแผ่นดินใหญ่ก็อาจได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เช่นกัน เนื่องจากสามารถเพิ่มเที่ยวบินไปยุโรปผ่าน น่านฟ้ารัสเซีย ซึ่งเป็นเส้นทางที่สายการบินตะวันตกจำนวนมากหลีกเลี่ยงหลังการรุกรานยูเครน
ด้านSubhas Menon ผู้อำนวยการสมาคมสายการบินเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า สถานการณ์ความปลอดภัยมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางอย่างมาก โดยสายการบินตะวันออกกลางกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก หากวิกฤตครั้งนี้ยืดเยื้อ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมการบินเชื่อว่า เมื่อความปลอดภัยของการเดินทางกลับมา ผู้โดยสารส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มกลับไปใช้สายการบินตะวันออกกลาง เนื่องจากเครือข่ายเส้นทางบินที่ครอบคลุม ราคาที่แข่งขันได้ และบริการที่มีคุณภาพสูง
นักวิเคราะห์จาก DBS Bank ระบุว่า จากประสบการณ์ในเหตุการณ์ที่ผ่านมา การปิดน่านฟ้าหลังเหตุโจมตีมักไม่ทำให้รูปแบบการเดินทางเปลี่ยนแปลงในระยะยาว และการเดินทางมักกลับสู่รูปแบบเดิมเมื่อการบินกลับมาเปิดตามปกติ
อ้างอิง : www.bloomberg.com