โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกราะมนุษย์ในโลกความเร็ว: พัฒนาการชุดนักแข่ง MotoGP และ F1

The MATTER

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 11.48 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 11.24 น. • Lifestyle

เมื่อไฟแดงดวงที่ 5 ดับลง บ่งบอกว่าการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น นาทีนี้นักแข่งรถไม่ได้พกมาแค่ทักษะความเร็วเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องเตรียมพร้อมด้านความปลอดภัยมาอย่างดี

สิ่งหนึ่งที่คู่มากับกีฬาความเร็วมอเตอร์สปอร์ต นอกจากความเร็วแรงของพาหนะขับขี่แล้ว สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคืออุบัติเหตุในสนาม ที่แม้นักแข่งจะเตรียมตัวมาดีแค่ไหน แต่การขับพาหนะที่ความเร็วกว่า 300 กม./ชม. ก็ล้วนเพิ่มโอกาสให้เกิดเหตุฉุกเฉินโดยไม่ทันตั้งตัว

แม้เราจะไม่สามารถหยุดอุบัติเหตุบนสนามได้ 100% แต่ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่ช่วยให้การแข่งขันนี้ปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะชุดนักแข่ง ที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันด่านแรกที่ช่วยเซฟชีวิต เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

กว่าจะกลายเป็นชุดซิปสุดเท่ ดีไซน์ล้ำสมัยอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะที่ผ่านมาชุดแข่งรถต่างเป็นเพียงชุดธรรมดา ไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน จนต้องสูญเสียนักแข่งไปหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งผู้ผลิตค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจากความผิดพลาดเดิม เพื่อให้กลายเป็นชุดที่ช่วยชีวิตของนักแข่งจนถึงทุกวันนี้

ในวาระที่การแข่งขันรถยนต์ระดับโลกกำลังจะเริ่มขึ้น ทั้งการแข่งขันมอเตอร์ไซค์อย่าง MotoGP 2026 เพิ่งเปิดฤดูกาล และการแข่งขนรถยนต์ Formula 12026 กำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราชวนทุกคนย้อนกลับไปดูวิวัฒนาการของชุดแข่งรถตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพร้อมกัน

จุดเริ่มต้น: ในยุคแรกของมอเตอร์สปอร์ต หรือราวปี 1950 ในช่วงนี้แนวคิดเรื่องชุดแข่งปลอดภัยยังไม่ถูกให้ความสำคัญ เริ่มแรกจึงมักเป็นชุดเรียบง่ายที่นักแข่งเลือกใส่ได้ตามใจ สำหรับการแข่งมอเตอร์ไซค์

นักขับส่วนใหญ่มักสวมใส่เสื้อผ้าจากผ้าหนา เช่น ผ้าฝ้ายหรือหนังวัว เพื่อป้องกันเศษวัสดุหรือการถลอกมากกว่าอุบัติเหตุจริงจัง ส่วนการแข่งรถยนต์ นักขับยุคนั้นอาจสวมชุดเอี๊ยมทำงานหรือเสื้อผ้าธรรมดา เช่น เสื้อโปโล ทับด้วยแจ็กเก็ต และกางเกงสแล็ก ขณะที่หมวกกันน็อกก็ยังเป็นหมวกน้ำหนักเบา ทำจากผ้าหรือหนัง แน่นอนว่าชุดเหล่านี้ไม่สามารถป้องกันไฟ หรืออาการบาดเจ็บได้เลย

เริ่มใช้ชุดกันไฟครั้งแรก: ช่วงทศวรรษ 1960 หลายคนเริ่มเห็นว่าชุดแสนสบายในยุคแรกไม่เวิร์กอีกต่อไป เพราะที่ผ่านมามีอุบัติเหตุไฟไหม้และมีคนเสียชีวิตอยู่หลายครั้ง แถมชุดเดิมก็มักติดไฟง่ายเกินไป (แม้จะแช่สารเคลือบแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่พอจะช่วยชีวิตได้)

FIA (Fédération Internationale de l'Automobile) หรือองค์กรกำกับดูแลกีฬามอเตอร์สปอร์ต ออกกฎเกี่ยวกับชุดกันไฟเป็นครั้งแรก กฎนี้เองทำให้ผู้ผลิตหลายเจ้าเริ่มใช้วัสดุทนไฟมาทำชุดแข่ง อย่างผ้าโนแม็กซ์ (Nomex) ซึ่งเป็นวัสดุเดียวกับที่ใช้ในชุดอวกาศ ที่มีคุณสมบัติทนความร้อนสูง และมีน้ำหนักเบานอกจากนี้ยังเริ่มมีการออกแบบชุดตามหลักสรีรศาสตร์มากขึ้น เพื่อความคล่องตัว โดยการตัดเย็บชุดหนังชิ้นเดียว เพื่อลดการบาดเจ็บจากการล้มด้วย วัสดุชนิดนี้ไม่เพียงแต่นำมาทำชุดเท่านั้น แต่ยังนำมาใช้ทำหมวกกันน็อกกันไฟ จนช่วง 1970 นักแข่งเริ่มสวมใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มหน้า ซึ่งออกแบบให้มีแผ่นป้องกันฝุ่นด้านล่างของหมวก เพื่อป้องกันคอจากฝุ่นและไฟด้วย

อุปกรณ์ป้องกันส่วนอื่นๆ: ราวปี 1980-1990 ถือเป็นช่วงเวลาที่เกิดนวัตกรรมสำหรับป้องกันอุบัติเหตุมากมาย เพราะเริ่มมีการออกแบบตามหลักการเคลื่อนที่ ทำให้ความเร็วรถช่วงนี้รวดเร็วกว่าที่ผ่านมา จึงต้องเพิ่มการป้องกันเข้าไปด้วย นอกจากนี้เรายังจะได้เห็นการดีไซน์ด้วยลวดลาย และโลโก้ของของเหล่าผู้สนับสนุนเพิ่มมากขึ้นตามความนิยมของผู้ชม

สำหรับการแข่งมอเตอร์ไซค์เริ่มมีเกราะป้องกันร่างกายส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นรองเข่า ศอก ถุงมือป้องกัน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบ ‘โหนกหลัง (speed hump)’ เพื่อลดแรงต้านอากาศ ซึ่งส่วนนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของถุงลมนิรภัยในเวลาต่อมา ขณะเดียวกันฝั่งการแข่งขันรถยนต์ ก็เริ่มพัฒนาชุดกันไฟจากเดิมที่มีขนาดเทอะทะ ให้มีดีไซน์ที่เพรียวบางมากขึ้นช่วงต้น 90’ ไม่เพียงแต่ชุดเท่านั้น แต่รวมไปถึงหมวกกันน็อกที่ออกแบบให้เพรียว เพื่อลดแรงต้านอากาศ นอกจากนี้ยังเพิ่มแผ่นรองไหล่ที่แข็งแรง เพื่อดึงนักแข่งออกจากรถและเบาะ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

จุดเปลี่ยนสู่ความปลอดภัยสากล: ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ เริ่มมีนำมาตรฐานการรับรอง CE (มาตรฐานความปลอดภัยของยุโรป) มาบังคับใช้ ทำให้ผู้ผลิตต้องมีการทดสอบอุปกรณ์ก่อน แถมยังพัฒนาชุดแข่งต่อจากเดิมให้มีน้ำหนักเบา แข็งแรง และระบายอากาศได้ดีขึ้นด้วย

ส่วนการแข่งขันรถยนต์ อุปกรณ์ทุกชิ้นยังต้องถูกรับรองให้อยู่ภายใต้การควบคุมของ FIA อย่างเข้มงวด โดยทุกชุด ถุงมือ และรองเท้าต้องผ่านการทดสอบว่าทนเปลวไฟอุณหภูมิกว่า 840°C ได้นานอย่างน้อย 12 วินาที เพื่อให้นักขับหนีออกจากรถได้ทัน แถมยังบังคับใช้อุปกรณ์ ‘HANS (head and neck support)’ หรืออุปกรณ์ปกป้องคอและหัวของนักแข่งขณะชน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยชีวิตนักแข่งบนสนามมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ชุดแข่งที่ออกแบบเฉพาะบุคคล: ช่วงปี 2010 เป็นต้นมา ชุดของนักแข่งมอเตอร์ไซค์เริ่มพัฒนาไปไกลกว่าแค่การป้องกัน แต่ยังออกแบบให้เป็นชุดสมัยใหม่ที่รวดเร็วและปลอดภัยขึ้นกว่าเดิม จากการเก็บข้อมูลของนักขับ แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อออกแบบชุด เช่น การกระจายแรงได้ดีขึ้น วางรูระบายอากาศอย่างแม่นยำ ตามหลักวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ตั้งแต่ช่วง 2020 เทคโนโลยียังก้าวหน้าไม่หยุดยั้ง โดยพัฒนาให้ถุงลมนิรภัยสามารถกางตัวภายในเสี้ยววินาทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ขณะที่หมวกกันน็อกปัจจุบันออกแบบให้มีน้ำหนักเบาและทนทานมากขึ้น ด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ผสมเคฟลาร์ เพื่อรักษาชีวิตนักแข่งเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันบนสนาม

แม้ว่าที่ผ่านมากีฬาความเร็วจากยานยนต์จะเคยทิ้งบาดแผลไว้ให้กับนักแข่งหลายต่อหลายครั้ง แต่เพราะการเรียนรู้จากอดีตและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี จึงทำให้ปัจจุบันนักแข่งสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ และลดการสูญเสียได้มากกว่าที่ผ่านมา เพื่อให้ยังเป็นกีฬาที่สนุกและปลอดภัยของทุกคน

อ้างอิงจาก

api.fia.com

redbull.com

3amoto.com

motogp.com

motogp.com

blog.racersarena.com

Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...