RBF ลุยตลาดต่างประเทศ ตั้งบริษัทย่อยในจีน รุกธุรกิจอาหาร-เทรดดิ้ง
RBF แผนปี 69 ขยายตลาดกลุ่มประเทศศักยภาพเติบโตสูง เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ตั้งบริษัทย่อยในจีน ลุยธุรกิจอาหาร-เทรดดิ้ง ปี 69 กำไร 429 ล้านบาท ปันผล 0.21 บาท
5 มี.ค. 2569 - นายสุรนาถ กิตติรัตนเดช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน บมจ. อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย (RBF) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจปี 2569 ว่า บริษัทวางกลยุทธ์ด้วยการขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อและมีศักยภาพในการเติบโตสูงอย่าง ประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ขณะที่ตลาดในประเทศ บริษัท ยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาฐานลูกค้าเดิมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง
RBF ประกอบธุรกิจ ผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร (Food Ingredients) ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า และ ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท เช่น อังเคิลบาร์นส์, เบสท์ โอเดอร์ และ super-find เป็นต้น
นายสุรนาถ กล่าวว่า บริษัทได้เดินหน้าลงทุนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว โดยการเปิดดำเนินการโรงงานในประเทศอินเดีย คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนด้านวัตถุดิบและค่าขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอนาคต และเมื่อสามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มรูปแบบ จะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขัน พร้อมทั้งสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
พร้อมกันนี้ บริษัทยังสามารถสร้างการเติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง ที่รายได้เพิ่มขึ้น 12.78% รวมถึงกลุ่มแป้งและซอสที่ขยายตัว 0.64% รวมถึงยอดขายในกลุ่มลูกค้าธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เติบโต 7.52% สะท้อนศักยภาพการขยายตลาดของบริษัทอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัทได้จัดทำแผนการบริหารงานเชิงรุกเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพร้อมบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการแข่งขัน
ที่ประชุมคณะกรรมการ FBF มีมติอนุมัติการจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท ไอ เอิน บี ฉือ ผิ่น เพ่ย เลี่ยว โหย่ว เซี่ยน กง ซือ จำกัด ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีทุนจดทะเบียนประมาณ 150 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจของบริษัทในรูปแบบการดำเนินธุรกิจประเภท อาหาร (Food Coating) และการซื้อมาขายไป (Trading) โดยมีแผนจัดตั้งบริษัทย่อยในเดือน มิถุนายน 2569 และคาดว่าจะเริ่มมีรายได้เชิงพาณิชย์ภายใน 6 เดือนหลังการจัดตั้งบริษัทดังกล่าว
สำหรับปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 429.01 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายและให้บริการ 4,297.06 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพการดำเนินธุรกิจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่บริษัทยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมียอดขายต่างประเทศเพิ่มขึ้น 2.43% จากกลยุทธ์เชิงรุกในการขยายตลาดไปยังภูมิภาคเอเชีย แม้จะมีแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินบาท ขณะที่ยอดขายในประเทศลดลงเล็กน้อย 3.39% จากปีก่อน จากการปรับลดคำสั่งซื้อของลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหญ่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัวและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลง
นายสุรนาถ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัท มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงาน ประจำปี 2568 เป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.21 บาท รวมเป็นเงินปันผลที่จ่ายจำนวนทั้งสิ้น 409,605,000 บาท คิดเป็น 89.16%ของกำไรสุทธิที่เหลือหลังจากหักภาษี และสำรองต่าง ๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนด โดยกำหนดให้วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 และจ่ายปันผลในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569