โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชิปหน่วยความจำกำลังเข้าสู่ “โหมดวิกฤติ” ขาดแคลนหนัก ธุรกิจแห่จองซ้ำ ตัวกลางกักตุนหวังขายต่อราคาสูง

Thairath Money

อัพเดต 11 ก.พ. เวลา 09.38 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 09.34 น.
ภาพไฮไลต์

Semiconductor Manufacturing International หรือ SMIC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของจีน ออกโรงเตือน อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเข้าสู่ “โหมดวิกฤติ” หลังผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เร่งแย่งชิงชิปหน่วยความจำ (Memory Chip) อย่างหนัก ท่ามกลางภาวะขาดแคลนอุปทานทั่วโลกที่ไม่เคยรุนแรงเท่านี้มาก่อน โดยความต้องการที่พุ่งสูงอาจนำไปสู่การจองเกินจริง (Overbooking) จนทำให้ตัวเลขคำสั่งซื้อดูสูงเกินกว่าความต้องการที่แท้จริง

ผู้ผลิตจองซ้ำ คนกลางเร่งกักตุน

Zhao Haijun ซีอีโอร่วมของ SMIC เปิดเผยว่า ตัวเขาเองได้ผ่านวัฏจักรขาขึ้นของชิปหน่วยความจำมาแล้วถึง 5 ครั้ง และทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ชิปขาดแคลนอย่างหนักเช่นนี้ มักจะเห็นว่าเกิด “การสั่งจองซ้ำซ้อน” มากขึ้นและชัดเจนขึ้น

เขาเปรียบสถานการณ์นี้ว่าเป็นแบบเดียวกับการจองตั๋วเครื่องบิน เขาระบุว่า หากสายการบินหนึ่งไม่มีที่นั่ง ผู้โดยสารก็จะหันไปจองกับสายการบินอื่นทันที ทำให้ยอดจองรวมดูสูงมากขึ้น ทั้งที่ความต้องการเดินทางจริงอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน

“ตอนนี้ชิปที่เกี่ยวข้องกับหน่วยความจำและชิปด้านพลังงานกำลังขาดแคลนอย่างหนัก แต่ในอุตสาหกรรมกลับมีการแข่งขันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งของชิปกลุ่มนี้” Zhao Haijun กล่าว

ซีอีโอของ SMIC ระบุว่า บริษัทยังมีแนวโน้มการเติบโตอยู่ โดยเชื่อว่าออเดอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ชิปหน่วยความจำจะช่วยหนุนการเติบโตต่อเนื่อง

เขายังชี้ว่า ช่องทางจำหน่ายและตัวกลางในซัพพลายเชนบางส่วนได้กักตุนชิปความจำจำนวนมาก ด้วยความหวังว่าจะนำไปขายต่อในราคาที่สูงขึ้นช่วงที่ตลาดขาดแคลน อย่างไรก็ตาม คาดว่า สต๊อกเหล่านี้อาจถูกระบายออกมาในช่วงปลายปี เมื่อกำลังการผลิตใหม่เริ่มเดินเครื่อง

นอกจากนี้ SMIC ยังส่งสัญญาณถึงผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ว่า ไม่ควรมองสถานการณ์ขาดแคลนชิปความจำในแง่ลบจนเกินไป และไม่ควรรีบลดคำสั่งซื้อชิปประเภทอื่นที่จำเป็นต่อการผลิตสินค้า เพราะหากดีมานด์ฟื้นตัวพร้อมกับกำลังการผลิตชิปความจำใหม่เริ่มเดินเครื่องในไตรมาส 3 ผู้ผลิตอาจเผชิญปัญหาชิปประเภทอื่นไม่เพียงพอสำหรับประกอบสินค้า

ใครได้รับผลกระทบหนักสุด?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อย่าง Data Center เพิ่มขึ้นและขยายตัวมากขึ้น ส่งผลให้มีความต้องการชิปความจำมีมากขึ้น จนทำให้ผลิตชิปไม่ทัน โดยผู้ที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดในช่วงวิกฤติขาดแคลนชิปนี้คือ ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือระดับกลางและล่าง คาดว่าจะส่งผลให้ราคาโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ยอดการจัดส่งสินค้าจะลดลงในปี 2026 นี้ และยังมีคาดการณ์ด้วยว่า ราคาชิปที่จะพุ่งสูงขึ้น และสถานการณ์ตลาดที่จะขาดแคลนนั้นจะอยู่ยาวไปถึงปี 2027 เลยทีเดียว

ตามข้อมูลของ Counterpoint ที่ระบุบน CNBC ชี้ว่า ยอดส่งสินค้ากลุ่มสมาร์ทโฟนจะลดลงราว 2.1% ในปีนี้ ขณะที่ราคาอาจจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 6.9% จากเดิมที่มีคาดการณ์ว่าราคาจะเพิ่มขึ้นเพียง 3.6%

ชิปที่เรียกว่า Dynamic Random-Access Memory หรือ DRAM ที่ถูกใช้ใน Data Center สำหรับ AI ก็เป็นชิ้นส่วนสำคัญของสมาร์ทโฟนเช่นกัน โดยในปีนี้ราคา DRAM พุ่งขึ้นแรง หลังมีอุปสงค์สูงกว่าอุปทานอย่างชัดเจน

ข้อมูลจาก Counterpoint ระบุว่า สำหรับสมาร์ทโฟนระดับล่างที่มีราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือที่ต่ำกว่า 6,300 บาท) ต้นทุนการผลิตต่อเครื่องจะเพิ่มขึ้นแล้วราว 20% ถึง 30% นับตั้งแต่ต้นปี โดยจะเป็นต้นทุนรวมของชิ้นส่วนทั้งหมดที่ใช้ผลิตสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่อง ขณะที่สมาร์ทโฟนระดับกลางและระดับบน ต้นทุนวัสดุปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ถึง 15%

และการปรับขึ้นของราคาชิ้นส่วนมีแนวโน้มถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ซึ่งจะผลักดันให้ราคาเฉลี่ยขาย (Average Selling Price) ของสมาร์ทโฟนปรับสูงขึ้นตามไปด้วย

ที่มา: Nikkei, CNBC [1][2]

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชิปหน่วยความจำกำลังเข้าสู่ “โหมดวิกฤติ” ขาดแคลนหนัก ธุรกิจแห่จองซ้ำ ตัวกลางกักตุนหวังขายต่อราคาสูง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...