UNESCO ร่วม ศธ.และ หัวเว่ย เปิดตัว “ห้องเรียนอัจฉริยะ” ในบุรีรัมย์และศรีสะเกษ เร่งขับเคลื่อนการศึกษาดิจิทัล
ยูเนสโก (UNESCO) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และบริษัทหัวเว่ย ประเทศไทย ได้เปิดตัว “ห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom)” ในโรงเรียนนำร่อง 10 แห่ง ในจังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้โครงการ “โรงเรียนแบบเปิดเพื่อการเรียนรู้ยุคดิจิทัลสำหรับทุกคน (Technology-enabled Open Schools for All)” เพื่อสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยยกระดับการเรียนการสอนและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
วันที่ 4 มีนาคม 2569 โรงเรียนนำร่อง 10 แห่งในจังหวัดบุรีรัมย์และศรีสะเกษ เปิดตัว Smart Classroom อย่างเป็นทางการภายใต้โครงการ โครงการโรงเรียนแบบเปิดเพื่อการเรียนรู้ยุคดิจิทัลสำหรับทุกคน (Technology-enabled Open Schools for All – TEOSA) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างยูเนสโกและหัวเว่ย นับเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาดิจิทัลของประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
โครงการโรงเรียนแบบเปิดเพื่อการเรียนรู้ยุคดิจิทัลสำหรับทุกคน ดำเนินการโดย สำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ และสำนักงานผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (UNESCO Bangkok) ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด โดยมุ่งเสริมสร้างศักยภาพครูให้มีทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยกระดับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ดิจิทัล และสนับสนุนการพัฒนานโยบายด้าน AI ในการศึกษา โครงการนี้ยังสอดคล้องกับนโยบาย “Transforming Education in the Digital Era” ของประเทศไทย และ ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2565–2570)
ในแต่ละจังหวัด โรงเรียนแม่ข่าย (Mother School) จำนวน 1 แห่ง ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ดิจิทัลของพื้นที่ โดยเชื่อมโยงกับโรงเรียนเครือข่าย (Child Schools) ที่ติดตั้ง Smart Classroom อีก 4 แห่งในพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งสิ้น 10 โรงเรียน ทุกโรงเรียนได้รับการติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จอแสดงผลดิจิทัลแบบอินเทอร์แอคทีฟ และแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบร่วมมือ ซึ่งช่วยให้สามารถแบ่งปันเนื้อหาการเรียนรู้ระหว่างโรงเรียนได้แบบเรียลไทม์ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) และเปิดโอกาสให้ครูสามารถนำเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนและการประเมินผลการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การนำร่องใช้งานดังกล่าวมาพร้อมกับการพัฒนาศักยภาพครูผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ โดยมีครูจำนวน 45 คนจากโรงเรียนนำร่อง เข้าร่วมการสาธิตการใช้งาน Smart Classroom เมื่อวันที่ 4–5 มีนาคม
“เทคโนโลยีใหม่นี้จะช่วยเปลี่ยนความรู้เชิงทฤษฎีให้กลายเป็นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทดลอง ทดสอบแนวทางต่าง ๆ และเห็นผลลัพธ์ได้ทันที” นายพัฒนพงษ์ มมประโคน ผู้อำนวยการโรงเรียนไพศาลพิทยาคม กล่าว โดยโรงเรียนไพศาลพิทยาคมเป็นหนึ่งในโรงเรียนนำร่อง 10 แห่งที่เข้าร่วมการอบรมพัฒนาศักยภาพครู ระหว่างวันที่ 4–5 มีนาคม ซึ่งมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้กรอบสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับครูของยูเนสโก (UNESCO AI Competency Framework for Teachers) และการนำเครื่องมือ Smart Classroom มาบูรณาการในการจัดการเรียนการสอนในชีวิตประจำวัน
ด้วยแนวทางแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนานโยบาย การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเสริมความเข้มแข็งของแพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัล และการพัฒนาศักยภาพครู โครงการ TEOSA แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนสามารถแปลงวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาดิจิทัลของประเทศให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในระดับโรงเรียนได้ วิสัยทัศน์ร่วม ศักยภาพ และทรัพยากรด้านการศึกษาที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือนี้ จะยังคงสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ของประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างการเติบโตและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต
การอบรมดังกล่าวสะท้อนแนวทางของโครงการที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพครู ซึ่งเป็นประเด็นที่ นางมารีนา ปาทริเย รองผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายการศึกษา สำนักงานยูเนสโกภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ณ กรุงเทพฯ และสำนักงานเพื่อการประสานงานแห่งสหประชาชาติในเอเชียและแปซิฟิก เน้นย้ำ
“ยูเนสโกมุ่งมั่นส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีจริยธรรมและครอบคลุม เพื่อเสริมศักยภาพครูและขยายโอกาสทางการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนทุกคน” นางมารีนากล่าวในพิธีเปิด “แม้ห้องเรียนอัจฉริยะจะเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่สิ่งที่จะทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เกิดผลอย่างแท้จริง คือความคิดสร้างสรรค์ วิจารณญาณทางวิชาชีพ และภาวะผู้นำของครู”
ด้านนางสาวจิตรลดา จันทร์แหยม ผู้อำนวยการ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กล่าวถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงนวัตกรรมเทคโนโลยีกับนโยบายการศึกษาของประเทศ
“โครงการความร่วมมือระหว่างยูเนสโกและหัวเว่ย ภายใต้กองทุน Funds-in-Trust ด้าน Technology-enabled Open Schools for All เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือในการขับเคลื่อนการศึกษาสู่ระบบที่เปิดกว้าง ครอบคลุม ยืดหยุ่น และมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็ว” นางสาวจิตรลดากล่าว “อนาคตของการศึกษาไม่สามารถจำกัดอยู่เพียงภายในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงภาคส่วนและชุมชนต่าง ๆ เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและยั่งยืนสำหรับทุกคน”
ครูผู้เข้าร่วมมีโอกาสสังเกตการสาธิตจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของ Huawei และครูต้นแบบ ที่แสดงให้เห็นว่าเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนในชีวิตประจำวันได้อย่างไร พร้อมทั้งร่วมสะท้อนแนวทางการนำไปปรับใช้ในห้องเรียนของตนเอง
ขณะเดียวกัน ปิยาภรณ์ กิจสิริอนันต์ ผู้จัดการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีควรเป็นพลังสำคัญในการลดช่องว่างทางดิจิทัลและขยายโอกาสให้กับทุกคน
“โครงการโรงเรียนแบบเปิดเพื่อการเรียนรู้ยุคดิจิทัลสำหรับทุกคนสะท้อนความตั้งใจในการใช้เทคโนโลยีเป็นสะพานเชื่อมโยงการศึกษาที่มีคุณภาพไปสู่ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มที่เข้าถึงโอกาสได้จำกัด”
ด้วยแนวทางแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนานโยบาย การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเสริมความเข้มแข็งของแพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัล และการพัฒนาศักยภาพครู โครงการโรงเรียนแบบเปิดเพื่อการเรียนรู้ยุคดิจิทัลสำหรับทุกคนแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนสามารถแปลงวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาดิจิทัลของประเทศให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในระดับโรงเรียนได้ วิสัยทัศน์ร่วม ศักยภาพ และทรัพยากรด้านการศึกษาที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือนี้ จะยังคงสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ของประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างการเติบโตและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต
เกี่ยวกับยูเนสโก
องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีประเทศสมาชิก 194 ประเทศ มีส่วนสนับสนุนสันติภาพและความมั่นคงโดยเป็นผู้นำความร่วมมือพหุภาคีด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม การสื่อสารและสารสนเทศ ยูเนสโกมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปารีส มีสำนักงานสาขาใน 54 ประเทศ และมีพนักงานมากกว่า 2,300 คน ยูเนสโกกำกับดูแลแหล่งมรดกโลก พื้นที่สงวนชีวมณฑล และอุทยานธรณีโลกมากกว่า 2,000 แห่ง และกำกับดูแลเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ เมืองแห่งการเรียนรู้ และเมืองแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน นอกจากนี้ ยังกำกับดูแลโรงเรียนภายใต้โครงการการศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติ เครือข่าย UNESCO Chair ในมหาวิทยาลัย และสถาบันฝึกอบรมและวิจัย รวมกว่า 13,000 แห่ง ผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกคือ คาเล็ด เอล-เอนานี
“สงครามเริ่มที่จิตใจของมนุษย์ฉันใด ความหวงแหนสันติภาพก็ต้องสร้างที่จิตใจของมนุษย์ฉันนั้น” – ธรรมนูญยูเนสโก พ.ศ. 2488 ข้อมูลเพิ่มเติม : www.unesco.org