โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Meta เปิดตัวชิปเอไอพัฒนาเอง ตระกูล MTIA เสริมทัพดาต้าเซ็นเตอร์ ลดพึ่งพายักษ์ใหญ่

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมตา (Meta) เปิดเผยความคืบหน้าในการพัฒนาชิปปัญญาประดิษฐ์ที่บริษัทออกแบบขึ้นเอง โดยประกาศเปิดตัวชิปเอไอใหม่ 4 รุ่น ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับงานด้านเอไอโดยเฉพาะ การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเมตาเพิ่งทำข้อตกลงขนาดใหญ่เพื่อจัดหาชิปจากผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกอย่าง อินวิเดีย (Nvidia) และ เอเอ็มดี (AMD) สำหรับใช้ในศูนย์ข้อมูลของบริษัท

ชิปทั้ง 4 รุ่นเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลชิปที่เรียกว่า Meta Training and Inference Accelerator (MTIA) โดยเมตาเปิดเผยโครงการนี้ต่อสาธารณะครั้งแรกในปี 2566 และต่อมาได้เปิดตัวชิปรุ่นที่สองของโครงการในปี 2567

ชิปตระกูล MTIA ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในศูนย์ข้อมูลของเมตา ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและเอไอที่ทำงานอยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มของบริษัท เช่น Facebook และ Instagram

ชิป MTIA รุ่นใหม่ รองรับเอไอสร้างภาพและวิดีโอ

ยี๋ จวิน ซ่ง (Yee Jiun Song) รองประธานฝ่ายวิศวกรรมของเมตา ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซีว่า การออกแบบชิปขึ้นมาใช้เองช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมทั้งต้นทุนและประสิทธิภาพของระบบได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับการพึ่งพาชิปจากผู้ผลิตภายนอกเพียงอย่างเดียว

เมื่อเมตาออกแบบชิปเอง แล้วส่งให้ผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Company เป็นผู้ผลิตตามแบบที่กำหนด บริษัทจะสามารถปรับสมดุลระหว่างราคาและประสิทธิภาพของระบบในศูนย์ข้อมูลได้ดีขึ้น

ซ่งยังกล่าวด้วยว่า การมีชิปที่พัฒนาขึ้นเองช่วยให้เมตามีแหล่งจัดหาชิปที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาผู้ผลิตรายเดียว และยังช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาชิปในตลาดได้ในระดับหนึ่ง

ในบรรดาชิปใหม่ที่เปิดตัว รุ่นแรกคือ MTIA 300 ซึ่งเมตาเริ่มนำไปใช้งานจริงแล้วเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ซ่งอธิบายว่า ชิปรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ฝึกโมเดลเอไอขนาดเล็ก โดยเฉพาะโมเดลที่ใช้กับระบบจัดอันดับและระบบแนะนำเนื้อหาในแพลตฟอร์มของบริษัท ระบบเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่คัดเลือกเนื้อหาให้ผู้ใช้งานเห็นในฟีด เช่น การเลือกโพสต์ วิดีโอ หรือบทความที่ปรากฏในหน้าฟีด รวมถึงการเลือกโฆษณาออนไลน์ที่มีแนวโน้มตรงกับความสนใจของผู้ใช้ในแพลตฟอร์มต่างๆ ของเมตา

นอกจาก MTIA 300 แล้ว เมตายังเปิดเผยแผนพัฒนาชิปอีก 3 รุ่น ได้แก่ MTIA 400, MTIA 450 และMTIA 500 โดยชิปทั้งสามรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับงานด้าน Generative AI หรือระบบเอไอที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ขึ้นมาได้จากคำสั่งของผู้ใช้งาน เช่น การสร้างภาพ วิดีโอ หรือสื่อรูปแบบอื่นจากข้อความที่ผู้ใช้พิมพ์เข้าไป

MTIA by Meta

ซ่งอธิบายว่า งานประเภทนี้เรียกว่า “inference” ซึ่งหมายถึงขั้นตอนที่ระบบเอไอใช้โมเดลที่ผ่านการฝึกแล้วเพื่อสร้างผลลัพธ์ให้ผู้ใช้งาน อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าชิป MTIA จะไม่ได้ถูกใช้ในการฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่

เมตาระบุในบล็อกของบริษัทว่า ขณะนี้การทดสอบชิปรุ่น MTIA 400 เสร็จสิ้นแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมนำไปติดตั้งใช้งานในศูนย์ข้อมูลของบริษัท ส่วนชิปรุ่น MTIA 450 และ MTIA 500 มีแผนจะเริ่มใช้งานได้ภายในปี 2570

ซ่งกล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วบริษัทเซมิคอนดักเตอร์มักใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาชิปแต่ละรุ่น แต่สำหรับโครงการ MTIA ของเมตา บริษัทกำลังพัฒนาชิปรุ่นใหม่ในช่วงเวลาห่างกันประมาณ 6 เดือน ซึ่งถือเป็นจังหวะการพัฒนาที่รวดเร็วมากสำหรับอุตสาหกรรมนี้

เหตุผลสำคัญคือ เมตากำลังขยายศูนย์ข้อมูลอย่างรวดเร็ว และมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ดังนั้น บริษัทจึงต้องการให้ศูนย์ข้อมูลที่กำลังก่อสร้างสามารถติดตั้งชิปที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในช่วงเวลานั้น

เมตาประเมินว่าชิปแต่ละรุ่นจะมีอายุการใช้งานในศูนย์ข้อมูลประมาณ 5 ปีหรือมากกว่านั้น ซึ่งถือเป็นระยะเวลามาตรฐานของอุปกรณ์ประมวลผลในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาชิปเอไอของเมตาเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการลงทุนจำนวนมากในการสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่หลายแห่งในสหรัฐ โดยปัจจุบัน เมตากำลังก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในรัฐ Louisiana และยังมีโครงการศูนย์ข้อมูลอีกสองแห่งในรัฐ Ohio และ Indiana

นอกจากนี้ รายงานของบลูมเบิร์กยังระบุว่า เมตากำลังพิจารณาเช่าพื้นที่ในโครงการศูนย์ข้อมูลเอไอชื่อ Stargate ที่ตั้งอยู่ในรัฐ Texas หลังจากบริษัท โอเพนเอไอ (OpenAI) และ ออราเคิล (Oracle) ยกเลิกแผนการขยายศูนย์ข้อมูลในโครงการดังกล่าว

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เร่งพัฒนาชิปเอง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มพัฒนาชิปของตัวเองเพื่อนำไปใช้ในศูนย์ข้อมูล เนื่องจากชิปประมวลผลกราฟิก (GPU) ที่ใช้สำหรับงานเอไอมีราคาสูง และมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต

บริษัทขนาดใหญ่อย่าง กูเกิล (Google) และ อเมซอน (Amazon) จึงหันมาพัฒนาชิปประเภทที่เรียกว่า Application-Specific Integrated Circuit (ASIC) ซึ่งเป็นชิปที่ออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะด้าน

ชิปประเภทนี้มักมีขนาดเล็กกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่า และมีต้นทุนต่ำกว่าชิป GPU แต่ข้อจำกัดคือ สามารถทำงานได้เฉพาะบางประเภทเท่านั้น ไม่ได้มีความยืดหยุ่นเท่าชิปประมวลผลทั่วไป โดยกูเกิลเป็นบริษัทแรกที่พัฒนาชิปประเภทนี้ ได้เปิดตัว Tensor Processing Unit (TPU) รุ่นแรกในปี 2558 ขณะที่อเมซอนเปิดตัวชิปที่ออกแบบเองครั้งแรกในปี 2561

กูเกิลและอเมซอนนำชิปที่พัฒนาขึ้นเองไปให้ลูกค้าใช้งานผ่านบริการคลาวด์ แต่เมตาเลือกใช้ชิป MTIA ภายในระบบของบริษัทเท่านั้น โดยไม่ได้เปิดให้ลูกค้าภายนอกใช้งาน

ความต้องการหน่วยความจำ HBM เพิ่มสูง อาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน

เมตาระบุว่าชิปรุ่นใหม่ของ MTIA จะติดตั้งหน่วยความจำความเร็วสูงที่เรียกว่า High-Bandwidth Memory (HBM) ในปริมาณมากขึ้น เพื่อรองรับงานประมวลผลของระบบ Generative AI อย่างไรก็ตาม การแข่งขันพัฒนาเอไออย่างเข้มข้นในอุตสาหกรรมทำให้ความต้องการชิปหน่วยความจำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดความกังวลเรื่องปริมาณการจัดหาในตลาด

ซ่งกล่าวว่า เมตามีความกังวลเกี่ยวกับปริมาณหน่วยความจำ HBM ที่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม แต่บริษัทเชื่อว่ายังสามารถจัดหาหน่วยความจำได้เพียงพอสำหรับแผนการพัฒนาระบบของบริษัท

หน่วยความจำประเภทนี้มักถูกจัดหาจากผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น Samsung Electronics, SK Hynix และ Micron Technology โดยปกติแล้วบริษัทเทคโนโลยีจะทำสัญญาจัดหาหน่วยความจำกับผู้ผลิตเหล่านี้ในระยะสั้น เนื่องจากตลาดหน่วยความจำมีลักษณะเป็นวัฏจักรที่ราคาและอุปทานเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ซ่งไม่ได้เปิดเผยว่าเมตาได้ทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตหน่วยความจำเหล่านี้หรือไม่ แต่ระบุว่าบริษัทใช้แนวทางกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้สามารถจัดหาชิปและส่วนประกอบต่างๆ ได้จากหลายแหล่ง

เมตายังคงซื้อจีพียูจากอินวิเดียและเอเอ็มดีจำนวนมาก

แม้เมตาจะพัฒนาชิปของตัวเอง แต่บริษัทก็ยังคงลงทุนซื้อจีพียูจากผู้ผลิตรายใหญ่เช่นเดิม เมตาได้ทำข้อตกลงเพื่อจัดหาชิปจากอินวิเดียจำนวนหลายล้านตัว และยังมีข้อตกลงกับเอเอ็มดี เพื่อจัดหาชิปที่มีกำลังประมวลผลรวมสูงถึง 6 กิกะวัตต์สำหรับใช้ในศูนย์ข้อมูลของบริษัทในช่วงหลายปีข้างหน้า

ซ่งอธิบายว่า เนื่องจากลักษณะของงานเอไอเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เมตาจึงต้องการมีทางเลือกหลายแบบสำหรับระบบประมวลผล เพื่อให้สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับงานแต่ละประเภทได้

เมตาระบุว่าชิป MTIA ถูกผลิตโดย Taiwan Semiconductor Manufacturing Company ซึ่งเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลก โดยมีฐานการผลิตหลักอยู่ในไต้หวัน และกำลังสร้างโรงงานผลิตชิปขนาดใหญ่แห่งใหม่ในรัฐ Arizona สหรัฐ

เมตาไม่ได้เปิดเผยว่าชิป MTIA จะถูกผลิตที่โรงงานในรัฐแอริโซนาหรือไม่ ซ่งกล่าวว่า ทีมวิศวกรที่ทำงานด้านการออกแบบชิปของเมตามีจำนวนหลายร้อยคน และส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันเมตามีศูนย์ข้อมูลที่เปิดใช้งานหรืออยู่ระหว่างวางแผนทั้งหมด 30 แห่งทั่วโลก และในจำนวนนี้มีถึง 26 แห่งที่ตั้งอยู่ในสหรัฐ

อ้างอิง: CNBC Wired และ Meta

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...