โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ศึกสังหารเทพ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 27 ก.พ. เวลา 10.23 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2568 เวลา 16.59 น. • RCman
“ฉินหลง อัจฉริยะขี้ขลาดผู้ยอมถูกรังแกและซ่อนตัวหลังพี่สาว แต่โชคชะตาพลิกผันเมื่อเขาพบ 'ผลึกสีรุ้ง' พลังแห่งทวยเทพนับร้อยตื่นขึ้นในร่าง เปลี่ยนไอ้ขี้แพ้ให้กลายเป็นราชันย์ผู้สยบทั้งโลก!”

ข้อมูลเบื้องต้น

⊱ ────── {.⋅ ศึกสังหารเทพ⋅.} ────── ⊰

“ฉินหลง อัจฉริยะขี้ขลาดผู้ยอมถูกรังแกและซ่อนตัวหลังพี่สาว แต่โชคชะตาพลิกผันเมื่อเขาพบ 'ผลึกสีรุ้ง' พลังแห่งทวยเทพนับร้อยตื่นขึ้นในร่าง เปลี่ยนไอ้ขี้แพ้ให้กลายเป็นราชันย์ผู้สยบทั้งโลก!”

ปีคริสต์ศักราช 2080

โลกใบนี้ไม่ได้หมุนด้วยกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากย้อนเวลากลับไปเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ประวัติศาสตร์มนุษยชาติได้ถูกเขียนทับด้วยหมึกสีเลือดแห่งดวงดาว เหตุการณ์นั้นถูกจารึกในนาม "วิกฤตการณ์ดาวเสาร์" การระเบิดครั้งมโหฬารของดาวเคราะห์วงแหวนที่นักดาราศาสตร์ไม่สามารถหาคำตอบได้ แรงระเบิดนั้นไม่ได้ส่งมาเพียงเศษอุกกาบาต แต่มันส่งคลื่นพลังงานลึกลับที่เรียกว่า "คลื่นเทวะ" ปะทะเข้ากับชั้นบรรยากาศโลก

นับแต่นั้นมา ทารกที่ลืมตาดูโลกก็เปลี่ยนไป พันธุกรรมของมนุษย์ถูกปลุกกระตุ้นด้วยจิตวิญญาณบรรพกาล เด็กบางคนสามารถเรียกสายลม บางคนสื่อสารกับเปลวไฟ และในบรรดาผู้พิเศษเหล่านั้น มีตัวตนระดับสูงที่เรียกขานกันว่า "จุติเทพ" มนุษย์ผู้โชคดีหรืออาจจะโชคร้าย ที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับดวงจิตของเทพเจ้าและวีรชนจากตำนานทั่วโลก

ในขณะที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าจนมีรถยนต์บินได้และโฮโลแกรมสามมิติ แต่อำนาจที่แท้จริงกลับตกอยู่ในมือของ "สภาเทพ" ของแต่ละทวีป ความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจตะวันตกและตะวันออกได้ปะทุขึ้นจนถึงจุดแตกหัก และวันนี้… คือวันที่สมดุลอำนาจนั้นพังทลายลง

ณ น่านฟ้าเหนือสาธารณรัฐจีน ท้องฟ้าเหนือกรุงปักกิ่งที่เคยสว่างไสวด้วยแสงนีออนยามค่ำคืน บัดนี้ถูกบดบังด้วยเมฆดำทมิฬที่หมุนวนราวกับพายุคลั่ง ใจกลางของพายุนั้นเปล่งแสงสีทองอร่ามของ "อาคมอาณาเขต: อนันตานิรันดร์" มหาเวทระดับพระเจ้าที่ถูกร่ายโดยสภาเทพแห่งยุโรป ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งประเทศจีน ตัดขาดการสื่อสารและปิดตายเส้นทางหนีโดยสิ้นเชิง

เสียงกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว ตึกระฟ้าสูงร้อยชั้นใจกลางเมืองอาบย้อมไปด้วยเปลวเพลิง เบื้องบนเวหานั้น ร่างของบุรุษผู้หนึ่งลอยตระหง่าน ผมสีขาวเงินปลิวไสว ดวงตาสีฟ้าครามทอประกายอำมหิต ในมือถือสายฟ้าฟาดที่ส่งเสียงคำรามราวกับสัตว์ร้าย เขาคือ "จอนเซนร์" ประธานสภาทวยเทพและผู้นำของสหรัฐฯ ผู้เป็นร่างจุติของ "ซุส" ราชาแห่งทวยเทพโอลิมปัส สายตาของเขามองลงมายังเบื้องล่างด้วยความหยามเหยียด ประกาศก้องผ่านจิตสังหารให้ทุกคนยอมจำนน หรือไม่ก็รับความตาย

เบื้องล่างท่ามกลางซากปรักหักพัง การต่อสู้ของเหล่า "ร่างจุติ" ฝั่งจีนดำเนินไปอย่างดุเดือดและสิ้นหวัง "อู่จ้าว" ชายวัยกลางคนร่างยักษ์ผู้แบกรับจิตวิญญาณแห่ง "วีรชนกวนอู" เร่งพลังโลหิตจนผิวกายกลายเป็นสีแดงก่ำ ในชุดเกราะนาโนสูทที่ขาดวิ่น เขากระชับง้าวมังกรเขียวในมือแน่น แม้ร่างกายมนุษย์จะเต็มไปด้วยบาดแผล แต่จิตวิญญาณนักรบยังคงลุกโชน เขาตัดสินใจพุ่งทะยานเข้าปะทะกับศัตรูเบื้องหน้าด้วยเจตจำนงที่ไม่ยอมสยบ

แต่ง้าวหนักอึ้งกลับถูกรับไว้ด้วยท่อนแขนเปล่าๆ ของ "เฮนรี่" ชายชาวตะวันตกที่มีมัดกล้ามเนื้อราวกับหินผา ร่างจุติของ "วีรชนเฮอร์คิวลิส" แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมเยาะเย้ยในความพยายามที่สูญเปล่า ก่อนจะเหวี่ยงหมัดขวาที่อัดแน่นด้วยพลังทำลายล้างเข้าใส่หน้าอกของอู่จ้าวเต็มแรง เสียงกระดูกซี่โครงแตกละเอียดดังประสานกับเสียงร่างที่ปลิวกระเด็นอัดทะลุตึกไปถึงสามหลัง เลือดสีแดงฉานกระอักออกมาเปรอะเปื้อนเครายาว อู่จ้าวพยายามใช้ด้ามง้าวยันกายลุกขึ้น แต่ภาพความพ่ายแพ้เบื้องหน้าทำให้น้ำตาของลูกผู้ชายต้องไหลริน

ห่างออกไปไม่ไกล "หลี่เหว่ย" ชายหนุ่มรูปงามผู้ครอบครองพลังของ "วีรชนจูล่ง" ถูกรุมล้อมด้วยกองทัพเทพรองของฝั่งกรีก แม้หอกสีเงินในมือจะสังหารศัตรูไปนับร้อย แต่จำนวนที่มากเกินไปทำให้หอกศักดิ์สิทธิ์หักสะบั้นลงพร้อมกับลมหายใจสุดท้าย เขาเสียชีวิตในท่านั่งคุกเข่าเพื่อปกป้องกลุ่มเด็กกำพร้าด้านหลัง เหตุการณ์นั้นสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้กับ "เฉินกัง" เด็กมัธยมปลายผู้มีดวงจิตของ "เทพนาจา" ที่พยายามพุ่งเข้าไปช่วย แต่กลับถูกโซ่ตรวนเวทมนตร์ของ "โนอาร์" ร่างจุติแห่ง "เทพฮาเดส" ตรึงร่างเอาไว้กลางอากาศ วงล้อไฟที่เท้าดับแสงลง เหลือเพียงเสียงกรีดร้องไร้เสียงของวิญญาณที่ถูกสูบออกไป

ความสิ้นหวังกัดกินหัวใจของชาวจีนทุกคน แต่ท่ามกลางความมืดมิดนั้น แสงสว่างสายหนึ่งได้พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า "เซียซุน" ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ในสภาพชุ่มโชกไปด้วยเลือด รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายด้วยเพลิงแค้น เบื้องหลังปรากฏเงาร่างโปร่งแสงของวานรยักษ์สวมมงกุฏทองคำ เขาคือร่างจุติของ "ฉีเทียนต้าเซิ่ง เทพซุนหงอคง" ผู้ไม่อาจทนดูพี่น้องร่วมชาติตายไปต่อหน้าต่อตาได้อีกต่อไป

กระบองทองสารพัดนึกถูกขยายขนาดจนใหญ่เท่าเสาเข็ม ฟาดกวาดกองทัพเทพกรีกจนแตกกระเจิงเพื่อเปิดทาง เซียซุนพุ่งฝ่าดงสายฟ้ามุ่งตรงไปยังเป้าหมายเดียวคือผู้นำศัตรู จอนเซนร์ หรือ ซุส มองดูความพยายามนั้นด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะฟาดอสนีบาตสีทองลงมาใส่ร่างเนื้อของเซียซุนจนไหม้เกรียม แต่ราชาวานรไม่ยอมหยุด เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุดด้วยการปลดปล่อย "แก่นแท้แห่งเทพ" บีบอัดพลังงานมหาศาลที่ดูทรงพลัง เปรียบเสมือนสะสมมาหลายพันปีเพื่อแลกกับการระเบิดตัวเอง

เซียซุนโถมตัวเข้ากอดร่างของซุสไว้แน่น ก่อนที่แรงระเบิดจากการสละชีพจะสว่างวาบไปทั่วแผ่นดิน แรงกระแทกมหาศาลฉีกกระชากม่านพลังอาคมของฝ่ายยุโรปจนพังทลาย ซุสผู้ยิ่งใหญ่กรีดร้องโหยหวน แขนซ้ายขาดสะบั้นและร่างกายซีกซ้ายถูกเผาไหม้จนสาหัส ถูกแรงอัดกระเด็นหายไปไกลสุดสายตา

ท่ามกลางความโกลาหล "หลิวเฟย" หญิงสาวผู้มีดวงจิตของ "เทพหนี่วา" ยืนมองภาพความสูญเสียด้วยน้ำตานองหน้า เธอเห็นการสลายไปของเซียซุน ดวงจิตของอู่จ้าวที่กำลังมอดดับ และดวงจิตของเหล่าเทพและวีรชนอีกนับพันที่ล่องลอยอย่างไร้ทิศทาง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะรักษาความหวังสุดท้ายไว้ เธอจึงพนมมือร่ายมหาเวทต้องห้ามที่แลกมาด้วยชีวิต "อาคมสรรค์สร้าง: หลอมรวมวิญญาณ"

ละอองแสงวิญญาณของเหล่าเทพเหล่าวีรชนประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นจิตนักรบของกวนอู จิตอันกล้าหาญของจูล่ง เศษเสี้ยวพลังของหงอคง และเทพนับร้อยดวงจิต ดวงจิตวีรชนอีกนับพัน ถูกดูดมารวมกัน เบื้องหน้าของหลิวเฟยเกิดการบีบอัด ผสมผสาน และหลอมรวมด้วยพลังชีวิตเฮือกสุดท้ายของหนี่วา จนกำเนิดเป็นก้อนพลังงาน "ดวงจิตสีรุ้ง" เพียงหนึ่งเดียว สิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์จักรวาล พลังที่รวมทวยเทพนับร้อยไว้ภายใน

ร่างของหลิวเฟยเริ่มโปร่งใสและแตกสลายกลายเป็นละอองแสง ก่อนที่จิตสำนึกจะดับวูบลง เธอใช้แรงเฮือกสุดท้ายส่งดวงจิตสีรุ้งนั้นพุ่งหายวับลงไปซ่อนเร้นในความมืดมิดของแผ่นดินจีน อำพรางจากสายตาของศัตรู ทางด้านซุสที่บาดเจ็บสาหัสจำใจต้องส่งสัญญาณถอยทัพ กองทัพเทพยุโรปถอนกำลังกลับอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังและความเงียบงัน

สงครามในปี 2080 จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของจีน แต่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ภายใต้กองซากอิฐปูนนั้น "มรดก" ชิ้นสุดท้ายที่หลิวเฟยทิ้งไว้ กำลังรอคอยผู้ที่เหมาะสมมารับช่วงต่อ เพื่อทวงคืนทุกสิ่งในอีก 18 ปีข้างหน้า… ในปี 2098

⚔️ ระบบวัดระดับพลังมาตรฐานสากล

ในโลกปี 2098 พลังถูกวัดด้วย "ค่าพลังวิญญาณ" และ "ขีดจำกัดทางกายภาพ" โดยแบ่งออกเป็นคลาสดังนี้

F-Rank: ผู้ตื่นรู้

นิยาม: มนุษย์ที่มีพลังพิเศษตื่นขึ้น แต่ยังมีปริมาณน้อยนิด หรือร่างกายยังเป็นคนธรรมดา

E-Rank: ผู้ฝึกฝน

นิยาม: ผู้ที่เริ่มใช้พลังในการต่อสู้จริงได้ สามารถเป็นอันตรายต่อคนธรรมดาอย่างมาก

D-Rank: นักรบ

นิยาม: ระดับมาตรฐานของ "ทหารอาชีพ" หรือ "ฮันเตอร์มืออาชีพ" เริ่มทนทานต่ออาวุธปืนขนาดเล็ก

C-Rank: ยอดฝีมือ

นิยาม: จุดแบ่งแยกคนเก่งออกจากคนธรรมดา เป็นระดับที่ต้องใช้พรสวรรค์และการฝึกหนัก

B-Rank: แม่ทัพ

นิยาม: "กองทัพเดินได้" เพียงคนเดียวสามารถรับมือทหารติดอาวุธนับร้อย

A-Rank: วีรชน

นิยาม: บุคคลระดับยุทธศาสตร์ของชาติ พลังเทียบเท่าขีปนาวุธทางทหาร

S-Rank: วีรชนตำนาน

นิยาม: "ภัยพิบัติเดินดิน" การเคลื่อนไหวของคนระดับนี้ส่งผลต่อความมั่นคงโลก

ระดับเหนือมนุษย์

SS-Rank: กึ่งเทพ

ตัวอย่าง: จุติเทพทั่วไป, แม่ทัพสวรรค์

พลัง: บิดเบือนกฎฟิสิกส์ในพื้นที่จำกัด, ตัดผ่ามิติ

SSS-Rank / EX: เทพเจ้า

พลัง: ควบคุมกฎเกณฑ์ธรรมชาติ (เวลา, ความตาย, การสรรค์สร้าง), ทำลายล้างระดับทวีปหรือดวงดาว

⚠ คำเตือน (WARNING)

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป (Rate 18+) เนื้อหาประกอบด้วยฉากความรุนแรงอย่างชัดเจน , การนองเลือดและอวัยวะฉีกขาด , การสังหารหมู่, ภาวะบีบคั้นทางอารมณ์, การกลั่นแกล้ง , และการใช้ภาษาที่หยาบคายเพื่ออรรถรสและเน้นจิตนาการตามผู้เขียน

ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการเสพเนื้อหา หากท่านมีสภาพจิตใจอ่อนไหวต่อความสูญเสียหรือความรุนแรง โปรดระมัดระวัง

✉ คำเชิญชวนถึงนักอ่าน

"เมื่อโลกนี้… พระเจ้าไม่ได้อยู่ข้างเราอีกต่อไป"

หากคุณกำลังมองหานิยายแฟนตาซีที่ไม่ใช่แค่การปล่อยพลังใส่กัน แต่คือมหากาพย์แห่งการ "เอาคืน" ของมนุษยชาติ หากคุณเบื่อพระเอกที่เก่งแต่เกิด แล้วอยากลองสัมผัสรสชาติขมขื่น"ผู้ถูกเลือกที่ขี้ขลาดที่สุด"

ผมขอเชิญคุณเปิดใจก้าวเข้าสู่โลกปี 2098 โลกที่อารยธรรมตะวันออกล่มสลาย และความหวังเดียวถูกฝากไว้ในมือของเด็กหนุ่มชื่อ "ฉินหลง"… มาร่วมเป็นสักขีพยานว่า ไอ้ขี้แพ้ คนหนึ่ง จะแบกรับพลังของเทพเจ้านับร้อยแล้วปีนป่ายขึ้นไปกระชากคอคนที่อยู่บนฟ้าลงมาได้อย่างไร

ลองอ่านบทนำสักนิด แล้วคุณจะพบว่า… เลือดในกายของคุณกำลังเดือดพล่าน!

ติดตามข่าวสาร, ภาพประกอบ, และพูดคุยกับนักเขียน ได้ที่…
FACEBOOK: RCman x Astromata นักเขียนนิยาย

─ ❖ ─
( Astromata เครดิต ผู้ออกแบบภาพและโปรโมท Graphic Marketimg Designer)

สงวนลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนี้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

ห้ามมิให้สแกนหนังสือ ถ่ายภาพ คัดลอกเนื้อหา ภาพประกอบ หรือดัดแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดของหนังสือเล่มนี้ไปเผยแพร่ในรูปแบบหรือวิธีการใดๆ ก็ตาม ทั้งก่อนและหลังได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์และผู้จัดจำหน่าย ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์

เมืองที่พระเจ้าทอดทิ้ง

***ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการเสพเนื้อหา หากท่านมีสภาพจิตใจอ่อนไหวต่อความสูญเสียหรือความรุนแรง โปรดระมัดระวัง***

กลิ่นคาวเลือดจางๆ คือสิ่งแรกที่ปลุกผมให้ตื่นขึ้นในทุกเช้า ไม่ใช่กลิ่นจากสงครามที่ไหน แต่เป็นกลิ่นสนิมเหล็กที่คละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูกของผมเอง ผมลากสังขารที่หนักอึ้งลุกขึ้นจากฟูกนอนเก่าๆ ที่ปูราบไปกับพื้นห้องแคบๆ ในอพาร์ตเมนต์รูหนูแห่งนี้ กระจกเงาบานร้าวที่ติดอยู่ตรงผนังสะท้อนภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่งผมเอง "ฉินหลง"

ใบหน้าในกระจกนั้น หากมองข้ามรอยช้ำสีม่วงคล้ำที่มุมปากและรอยถลอกปอกเปิกบริเวณโหนกแก้ม มันคงจะเป็นใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ใครหลายคนต้องอิจฉา ผิวขาวละเอียด จมูกโด่งเป็นสัน และโครงหน้าที่ได้รูปราวกับรูปปั้นแกะสลัก แต่พระเจ้าคงเล่นตลกที่มอบรูปลักษณ์ภายนอกอันงดงามนี้มาให้กับคนที่อ่อนแอที่สุดในห่วงโซ่อาหาร ร่างกายของผมผอมบาง แม้จะสูงโปร่งแต่กลับดูเก้งก้างและไร้เรี่ยวแรง ไหล่ที่ควรจะผายออกอย่างผ่าเผยกลับห่อลู่ลงด้วยความหวาดกลัวที่ฝังรากลึก เป็นท่าทางของคนขี้แพ้ที่ฝึกฝนจนชำนาญท่าทางของการพยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเพื่อไม่ให้ไปสะดุดตาใคร

ผมจัดการล้างคราบเลือดที่แห้งกรังออกจากใบหน้า ความเจ็บปวดแล่นปราดทุกครั้งที่น้ำเย็นสัมผัสผิว แต่มันก็ช่วยให้ผมตื่นเต็มตา ตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่โหดร้ายของปี 2098

กิจวัตรยามเช้าของผมไม่ใช่การออกกำลังกายหรือทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์ แต่คือการรีบแต่งตัว คว้ากระเป๋านักเรียนที่ภายในอัดแน่นไปด้วยสมุดการบ้านของคนอื่นเกือบสิบเล่ม แล้ววิ่งฝ่าลมหนาวที่พัดเอามลพิษสีเทาเข้ามาในปอด เพื่อไปต่อแถวหน้า "ร้านเบเกอรี่หรู" ในเขตเมืองชั้นกลาง ภารกิจของผมคือการแย่งชิง "ขนมปังไส้ครีมนมสด" รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น ที่มีขายเพียงวันละห้าสิบชิ้น เพื่อนำไปเป็นเครื่องบรรณาการวางไว้บนโต๊ะของ "พวกมัน" ก่อนกริ่งเข้าเรียนจะดัง หากผมพลาด หรือไปช้าแม้แต่วินาทีเดียว ราคาที่ต้องจ่ายจะไม่ใช่เงิน แต่เป็นความเจ็บปวดทางกายที่จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในตอนเย็น

ระหว่างทางที่ผมเดินก้มหน้าก้มตาผ่านถนนคอนกรีตที่แตกเป็นรอยร้าว สายตาของผมมักจะเหลือบมองไปยังทิวทัศน์เบื้องหลังตึกระฟ้าเหล่านั้น มันคืออนุสรณ์สถานแห่งความอัปยศของชาติเรา เมื่อสิบแปดปีก่อน สาธารณรัฐจีนเคยยิ่งใหญ่เกรียงไกร ท้องฟ้าเหนือศีรษะนี้เคยมีเทพเจ้าผู้พิทักษ์บินวนเวียนคอยปกป้อง แต่หลังจากเหตุการณ์ "อัสดงแห่งทวยเทพ" ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ภาพโฮโลแกรมขนาดยักษ์บนตึกสูงกำลังฉายข่าวความขัดแย้งตามชายแดนและเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงทุกวัน ผู้ประกาศข่าวสาวพูดถึงการขาดแคลนทรัพยากรและการกดดันจากสภาเทพตะวันตกที่ยังคงคว่ำบาตรเรา จีนในตอนนี้เปรียบเสมือนยักษ์ป่วยที่นอนรอวันตาย การฟื้นฟูเมืองดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ซากตึกเก่าจากสงครามเมื่อเกือบสองทศวรรษก่อนยังคงตั้งตระหง่านแทรกตัวอยู่กับตึกใหม่ เป็นแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย ย้ำเตือนให้เรารู้ว่าเราคือ "ผู้แพ้"

ผมกำสายกระเป๋าสะพายแน่นขึ้น ความรู้สึกขมขื่นแล่นขึ้นมาจุกที่อก ผมเป็นพวกบ้าประวัติศาสตร์ หรือจะเรียกว่าหมกมุ่นก็ได้ ในขณะที่วัยรุ่นคนอื่นสนใจเกมออนไลน์หรือดารา ผมกลับใช้เวลาว่างทั้งหมดไปกับการขุดคุ้ยไฟล์วิดีโอเก่าๆ ในห้องสมุดดิจิทัล ภาพเหตุการณ์ในปี 2080 วนเวียนอยู่ในหัวผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า วีรกรรมของอู่จ้าวที่ใช้ง้าวมังกรฟาดฟันศัตรู การเสียสละของหนี่วา หรือแม้แต่ตำนานราชาวานรที่ระเบิดตัวเองเพื่อปกป้องแผ่นดิน

ทำไมนะ? ทำไมวีรบุรุษเหล่านั้นถึงหายไปหมด? ทำไมสวรรค์ถึงทิ้งให้เหลือแต่พวกเรา มนุษย์ที่ไร้ทางสู้ต้องมารับกรรม?

เมื่อเท้าของผมก้าวเข้ามาในเขตโรงเรียนมัธยม ความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นก็ถูกกระชากทิ้งไป แทนที่ด้วยความหวาดระแวงที่พุ่งสูงจนหัวใจเต้นรัว โรงเรียนแห่งนี้คือสังคมจำลองที่โหดร้ายที่สุด ที่นี่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองผู้เยาว์ที่แท้จริง มีเพียงกฎแห่งพลัง ใครที่มีเชื้อสายหรือมีพลังพิเศษตื่นขึ้น แม้จะเป็นพลังระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่ไหน ก็จะได้รับการปฏิบัติราวกับราชา ส่วนคนธรรมดาอย่างผม… คือทาส

"มาแล้วเหรอ ไอ้ขยะหน้าหล่อ"

สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ผมทันทีที่ก้าวเข้าห้องเรียน ไม่มีความเป็นมิตร มีแต่ความเหยียดหยามและความสนุกสนานบนความทุกข์ของคนอื่น ผมรีบเดินก้มหน้า นำขนมปังราคาแพงที่ต้องเจียดเงินค่าอาหารกลางวันซื้อไปวางไว้บนโต๊ะหลังห้องอย่างนอบน้อมที่สุด บนโต๊ะนั้นมีเด็กหนุ่มรูปร่างท้วมคนหนึ่งนั่งเอาเท้าพาดโต๊ะอยู่ เขาคือ "จางเหว่ย" ลูกสมุนปลายแถวของแก๊งผู้มีอิทธิพลในโรงเรียน พลังของเขาก็แค่ทำให้มือร้อนขึ้นได้นิดหน่อยเหมือนเตารีดพังๆ แต่แค่นั้นก็มากพอที่จะทำให้เขากลายเป็นเจ้านายเหนือหัวของผม

ผมวางขนมเสร็จแล้วรีบควักสมุดการบ้านปึกใหญ่ออกมาจากกระเป๋า วางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ สมองของผมจดจำได้หมดว่าลายมือของใครต้องเขียนแบบไหน ผมต้องแกล้งทำผิดในบางข้อเพื่อไม่ให้ครูจับได้ ความฉลาดของผม… มันสมองที่ครูคณิตศาสตร์เคยชมว่าอยู่ในระดับอัจฉริยะ กลับถูกใช้ไปกับเรื่องไร้ค่าพรรค์นี้ เพื่อแลกกับการที่จะไม่โดนตบหัวสักทีสองทีในคาบเช้า

ผมนั่งลงที่โต๊ะมุมห้องซึ่งเต็มไปด้วยรอยขีดเขียนคำด่าทอ สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พยายามตัดขาดการรับรู้จากเสียงหัวเราะเยาะเย้ยรอบข้าง มือของผมเผลอลูบไปที่รอยช้ำบนแขนใต้เสื้อแขนยาว ความเจ็บปวดตอกย้ำความจริงที่ว่าผมมันขี้ขลาดแค่ไหน หลายคนอาจจะถามว่าทำไมไม่สู้? ทำไมไม่ฟ้องครู? หรือทำไมไม่ลาออก?

คำตอบมันมีเพียงหนึ่งเดียว… "พี่สาว"

ภาพของพี่สาวฉายชัดในความทรงจำ หญิงสาวผู้เคยมีความฝันอยากเป็นหมอ แต่ต้องทิ้งทุกอย่างเมื่อพ่อแม่เราจากไปในเหตุการณ์ตึกถล่มหลังสงคราม เพื่อส่งผมเรียนโรงเรียนดีๆ เพื่อให้ผมมีอนาคต เธอต้องทำงานหนักทั้งกลางวันและกลางคืน งานกลางวันคือพนักงานล้างจาน แต่ผมรู้ดีว่างานกลางคืนของเธอคืออะไร… แม้เธอจะพยายามปิดบังแค่ไหน แต่กลิ่นบุหรี่ราคาถูกและกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกที่ติดตัวเธอกลับมาตอนเช้ามืด พร้อมกับรอยช้ำตามตัวที่เธออ้างว่าเดินชนโต๊ะ มันบอกทุกอย่างชัดเจนแล้ว

ศักดิ์ศรีของผม มันถูกพี่สาวใช้ร่างกายแลกมา หากผมมีเรื่องชกต่อย หากผมถูกไล่ออก สิ่งที่พี่ทำมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า ผมจึงยอมเป็นกระสอบทราย ยอมเป็นตัวตลก ยอมเป็นไอ้หน้าตัวเมียที่ใครๆ ก็รังแกได้ ขอเพียงแค่ให้ผมเรียนจบ ได้งานทำ และพาพี่สาวออกไปจากนรกขุมนี้

"เฮ้ย ฉินหลง! เหม่ออะไรวะ ไปซื้อน้ำมาให้หน่อยสิ!" เสียงตะคอกดังขึ้นพร้อมกับขวดพลาสติกเปล่าที่ถูกปามาโดนหัวผมอย่างจัง

ผมสะดุ้งเฮือก รีบกุลีกุจอเก็บขวดขึ้นมา พยักหน้ารับคำสั่งอย่างรวดเร็ว "ด…ได้ครับ จะไปเดี๋ยวนี้ครับ"

ผมวิ่งออกจากห้องท่ามกลางเสียงหัวเราะขบขัน ผมเกลียดตัวเอง เกลียดความอ่อนแอนี้ เกลียดโลกใบนี้ที่ไม่มีความยุติธรรม ในใจลึกๆ ผมกรีดร้องเรียกหาปาฏิหาริย์ เหมือนกับที่คนจีนเมื่อ 18 ปีก่อนเฝ้ารอความหวัง ผมอยากให้มีพลัง… พลังที่จะบดขยี้รอยยิ้มพวกนั้น พลังที่จะปกป้องพี่สาว ไม่ใช่พลังที่เอาไว้รังแกคนที่อ่อนแอกว่า

แต่ความเป็นจริงคือ ผมเป็นแค่ฉินหลง เด็กม.6 ที่กำลังวิ่งไปซื้อน้ำอัดลมให้คนที่รังแกตัวเอง และทำได้แค่ฝันกลางวันถึงตำนานเทพเจ้าที่ตายไปแล้ว ตำนานที่ไม่มีวันหวนคืน…

หรือเปล่านะ?

ได้งานใหม่

แสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มลาลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงความมืดสลัวที่ค่อยๆ คืบคลานเข้าปกคลุมตรอกซอยแคบๆ ในเขตสลัม ผมลากสังขารที่เหนื่อยล้าจากการเรียน และการเอาตัวรอด มุ่งหน้ากลับบ้าน แต่ทว่าขาทั้งสองข้างกลับพาผมเลี้ยวเข้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่งโดยอัตโนมัติ สถานที่ที่เป็นเหมือนหลุมหลบภัยทางใจเพียงแห่งเดียวของผม "ร้านหนังสือเก่าลุงหวัง"

กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นจางๆ ที่ลอยฟุ้งในอากาศทำให้จิตใจที่ตึงเครียดของผมผ่อนคลายลงทันที ลุงหวัง ชายชราเจ้าของร้านผู้มีรอยยิ้มใจดีนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม เขาไม่ใช่แค่พ่อค้า แต่เป็นเพื่อนสนิทของพ่อผมที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ผมยังจำความไม่ได้ ผมเติบโตมากับเรื่องเล่าของเขา เรื่องราวในวันที่ผมอายุครบหนึ่งขวบพอดี ปีคริสต์ศักราช 2080 ปีแห่งหายนะที่พรากพ่อกับแม่ของผมไปตลอดกาล

ความทรงจำของผมเกี่ยวกับสงครามครั้งนั้นเป็นเพียงภาพเลือนราง แต่ลุงหวังและพี่สาวมักจะเล่าให้ฟังเสมอว่า ในวันที่ระเบิดลงและตึกถล่มทลาย พี่สาวของผม "ฉินปิง" ในวัยเพียงสิบสามปี กอดผมที่ร้องไห้จ้าวิ่งหนีตายเข้าไปในหลุมหลบภัย เธอแบกรับภาระเลี้ยงดูทารกน้อยท่ามกลางซากปรักหักพัง กัดฟันสู้ชีวิตทำงานรับจ้างทุกอย่างเพื่อส่งผมเรียน โดยมีลุงหวังคอยช่วยเหลือแบ่งปันอาหารและให้ความรู้ผ่านหนังสือเก่าๆ เกี่ยวกับตำนานวีรชนจีน ทวยเทพที่ยิ่งใหญ่ ที่ผมเทิดทูนและใฝ่ฝันอยากจะเป็นเหมือนพวกเขามาตลอด

เมื่อลุงหวังเห็นผมเดินเข้ามา แววตาของชายชราฉายแววเอ็นดู เขาไม่รอช้าที่จะยื่นกล่องข้าวกล่องหนึ่งมาให้ มันคือข้าวหน้าไก่ที่ยังมีความร้อนระอุ ผมรับมันมาด้วยความหิวโหยและคำขอบคุณที่ออกมาจากใจจริง ความเกรงใจเป็นสิ่งที่คนจนอย่างผมไม่มีสิทธิ์จะมี ลุงหวังตบไหล่ผมเบาๆ เป็นการให้กำลังใจโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใด ก่อนที่ผมจะขอตัวกลับ

เมื่อประตูห้องเช่าแคบๆ ถูกเปิดออก ภาพแรกที่ปะทะสายตาคือแผ่นหลังของพี่สาว พี่ฉินปิงในวัยสามสิบเอ็ดปีกำลังนั่งอยู่หน้ากระจกบานเก่า แต่งแต้มใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยแห่งความเหนื่อยล้าด้วยเครื่องสำอางราคาถูก เพื่อเตรียมตัวออกไปทำงานในยามวิกาล ผมวางกล่องข้าวหน้าไก่ลง พยายามคะยั้นคะยอให้พี่ทานก่อนไปทำงาน แต่เธอกลับปฏิเสธด้วยน้ำเสียงราบเรียบ บอกให้ผมกินเสียเองและฝากฝังให้ช่วยเก็บกวาดห้อง ก่อนจะเดินมาตบไหล่ผมเบาๆ แล้วเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกที่พยายามกลบกลิ่นอับของห้อง

ผมมองตามหลังพี่สาวไปด้วยความรู้สึกจุกแน่นในอก ก่อนจะเริ่มลงมือเก็บกวาดห้องตามคำสั่ง ทั้งห้องนอนเล็กๆ ของผม ห้องของพี่ และโถงทางเดินแคบๆ ทุกอย่างดูเป็นปกติจนกระทั่งสายตาของผมเหลือบไปเห็นสิ่งผิดปกติในถังขยะพลาสติกใบเล็ก

มือของผมสั่นเทาขณะหยิบแผงยาเปล่าๆ ขึ้นมาอ่านฉลากตัวหนังสือเล็กๆ นั้น… "ยาลดอาการอักเสบมดลูก"

วินาทีนั้น โลกทั้งใบเหมือนหมุนคว้าง ความโกรธเกลียดตัวเองพุ่งพล่านขึ้นมาจนแทบกระอัก ผมรู้ดีว่าพี่ทำงานอะไร งานกลางวันที่ว่าล้างจานมันไม่พอเลี้ยงเราสองคน และงานกลางคืนที่เธอทำ… มันต้องแลกมาด้วยร่างกายและศักดิ์ศรี เพื่อให้ไอ้น้องชายหน้าโง่อย่างผมได้เรียนหนังสือ ได้มีข้าวกิน พี่ต้องทนเจ็บปวดขนาดนี้เชียวหรือ? ผมกำแผงยานั้นแน่นจนมันยับยู่ยี่ น้ำตาแห่งความเจ็บใจเอ่อล้นออกมา

ผมต้องรีบเรียนให้จบ ต้องรีบหางานทำ จะให้พี่สาวต้องมาขายศักดิ์ศรีเพื่อเลี้ยงผมต่อไปไม่ได้อีกแล้ว!

ทว่า รายได้จากการเป็นเด็กเสิร์ฟพาร์ทไทม์ในวันหยุดที่ได้วันละ 60 ซิลเวอร์ มันช่างน้อยนิดเสียเหลือเกินเมื่อเทียบกับค่ายาและค่าครองชีพ ในยุคที่เงินตราถูกแบ่งเป็นเหรียญเงินและเหรียญทอง โดย 100 ซิลเวอร์มีค่าเท่ากับ 1 โกล… ลำพังแค่ค่าเช่าห้องก็แทบจะไม่พอจ่ายแล้ว

ทันใดนั้น เสียงจากโทรทัศน์รุ่นเก่าที่เปิดทิ้งไว้ก็ดึงสติผมกลับมา ผู้ประกาศข่าวกำลังรายงานเรื่องการเข้ามาลงทุนของบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดยักษ์จากญี่ปุ่น พวกเขาต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อ "เก็บกู้ซากตึก" ในเขตอันตรายที่หลงเหลือจากสงครามเมื่อ 18 ปีก่อน ตัววิ่งด้านล่างหน้าจอระบุค่าตอบแทนตัวเลขที่ทำให้หัวใจผมเต้นระรัว

"ค่าจ้างรายวัน: 1 โกล (100 ซิลเวอร์) สำหรับพนักงานพาร์ทไทม์"

หนึ่งโกล… เงินจำนวนนี้มากกว่าค่าแรงเด็กเสิร์ฟเกือบสองเท่า! มันคืองานเสี่ยงตายที่ต้องมุดเข้าไปในซากตึกผุพังที่อาจถล่มลงมาเมื่อไหร่ก็ได้ หรืออาจจะเจอสารเคมีตกค้าง แต่ในวินาทีนี้ ความกลัวตายมันเทียบไม่ได้เลยกับความกลัวที่จะเห็นพี่สาวต้องเจ็บปวดอีกต่อไป

ผมไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว มือคว้าโทรศัพท์มือถือหน้าจอแตกขึ้นมา กดเข้าไปที่เว็บไซต์รับสมัครงานนั้น นิ้วรัวพิมพ์ข้อมูลส่วนตัวลงไปอย่างรวดเร็ว: ฉินหลง, อายุ 18 ปี, นักเรียนชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย… ยืนยันการสมัคร

นี่คือทางเดียวที่ลูกผู้ชายขี้ขลาดอย่างผมจะทำได้ ผมยอมเสี่ยงชีวิตในดงซากปรักหักพัง ดีกว่าต้องทนเห็นพี่สาวกลืนกินยาแก้ปวดเพื่อแลกเศษเงินจากพวกตัณหากลับอีกต่อไป

หลังจากกดส่งใบสมัครงานที่อาจเปลี่ยนชะตาชีวิตไปแล้ว ผมวางโทรศัพท์ลงข้างตัวแล้วลากสังขารเข้าห้องน้ำ สายน้ำเย็นเฉียบจากฝักบัวที่เป็นสนิมไหลอาบชะล้างคราบเหงื่อไคล แต่มันกลับไม่สามารถชะล้างความรู้สึกด้อยค่าที่เกาะกินใจผมออกไปได้ ผมยืนพิงผนังกระเบื้องที่แตกร้าว ปล่อยให้น้ำไหลผ่านใบหน้า พยายามทำหัวให้โล่งที่สุดเพื่อเตรียมรับมือกับ "ภาระ" ที่รออยู่ข้างนอก

เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ผมกลับมานั่งที่โต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ยกลางห้อง ข้าวหน้าไก่ของลุงหวังเริ่มเย็นชืดไปแล้ว แต่รสชาติเค็มปะแล่มของซอสยังคงอร่อยล้ำสำหรับคนหิวโซอย่างผม ผมตักข้าวเข้าปากเคี้ยวอย่างเชื่องช้า สายตาจับจ้องไปยังกองสมุดการบ้านตั้งใหญ่ที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้า… การบ้านที่ไม่ใช่ของผม

มือขวาของผมจับปากกา เริ่มตวัดเขียนคำตอบลงในสมุดของ "จางเหว่ย" และพรรคพวก โจทย์ฟิสิกส์เรื่องกลศาสตร์ควอนตัมที่ครูเพิ่งสอนวันนี้ สำหรับคนอื่นมันอาจจะเป็นเรื่องยากที่ต้องใช้เวลาทั้งคืนในการขบคิด แต่สำหรับผม… แค่กวาดตามองปราดเดียว สมการและตัวแปรต่าง ๆ ก็จัดเรียงตัวกันในสมองอย่างเป็นระเบียบ ผมใช้เวลาไม่ถึงนาทีในการแก้โจทย์แต่ละข้อ

ความฉลาด… ช่างเป็นพรสวรรค์ที่ไร้ค่าสิ้นดี ผมแค่นยิ้มให้กับตัวเอง ขณะที่ปลายปากกาขยับไปมา "ทำเสร็จให้หมด พรุ่งนี้เช้าต้องวางอยู่บนโต๊ะกู" คำสั่งของจางเหว่ยยังก้องอยู่ในหู ผมต้องแกล้งคำนวณพลาดบ้างในบางจุด ต้องลายมือให้ดูแย่ลงหน่อยเพื่อให้สมจริง นี่ผมกำลังทำบ้าอะไรอยู่? เป็นอัจฉริยะที่ต้องแกล้งโง่เพื่อความอยู่รอดงั้นหรือ?

ตึง! ตึง! ตึง!

จู่ๆ เสียงกระแทกอย่างรุนแรงก็ดังมาจากผนังฝั่งขวา ผนังกั้นห้องเช่าราคาถูกที่บางเสียจนแทบจะกันเสียงลมหายใจไม่ได้ ตามมาด้วยเสียงครวญครางกระเส่าของผู้หญิงและเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของผู้ชายที่ดังเล็ดลอดเข้ามาอย่างชัดเจนราวกับมาทำกิจกรรมกันอยู่ข้างหูผม

"อ๊า… แรงอีก! พี่จ๋า… แรงอีก!"

เสียงเนื้อกระทบเนื้อดัง ป้าบ! ป้าบ! ประสานกับเสียงขาเตียงเหล็กที่โยกไหวเสียดสีกับพื้นปูน เอี๊ยด… อ๊าด… จังหวะการกระแทกกระทั้นนั้นรุนแรงจนกรอบรูปเก่านิ่งบนโต๊ะของผมสั่นไหวตามแรงสะเทือน ฝุ่นผงจากเพดานร่วงกราวลงมาใส่สมุดการบ้านที่ผมเพิ่งเขียนเสร็จ

ผมวางปากกาลง ถอนหายใจยาวเหยียด พยายามจะเพ่งสมาธิกลับไปที่สมการฟิสิกส์ แต่เสียงกิจกรรมเข้าจังหวะของคู่รักห้องข้างๆ มันช่างเร่าร้อนและต่อเนื่องจนทำลายสมาธิผมจนย่อยยับ

ผมนั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางความโกลาหลทางประสาทสัมผัส… มือข้างหนึ่งถือปากกาทำการบ้านให้คนที่รังแกผม ปากเคี้ยวข้าวเย็นชืดที่ได้รับบริจาคมา หูฟังเสียงเซ็กส์อันดุเดือดของคนแปลกหน้าข้างห้อง ในขณะที่สมองกำลังคิดเรื่องหาเงินไปรักษาพี่สาวที่ต้องขายเรือนร่างเพื่อเลี้ยงดูผม

"หึ…" เสียงหัวเราะแห้งๆ หลุดออกมาจากลำคอผม

ช่างเป็นค่ำคืนที่สมบูรณ์แบบอะไรเช่นนี้ นี่สินะรสชาติของชีวิต… ชีวิตของ "ฉินหลง" เด็กหนุ่มผู้มีมันสมองระดับพระเจ้าแต่อาศัยอยู่ในรูหนูที่สั่นสะเทือนตามจังหวะตัณหาของคนอื่น ช่างเป็นชีวิตที่ "พิเศษ" จนน้ำตาแทบจะไหลออกมาจริงๆ

ผมกัดฟันแน่น หยิบหูฟังเก่าๆ ที่สายขาดไปข้างหนึ่งขึ้นมายัดใส่หู เร่งเสียงเพลงร็อคให้ดังสุดเพื่อกลบเสียงบัดสีพรรค์นั้น แล้วก้มหน้าก้มตาเขียนการบ้านต่อไป เขียน… เพื่อให้ผ่านคืนนี้ไปได้อีกหนึ่งคืน เพื่อรอวันพรุ่งนี้… วันที่ผมจะได้ไปเสี่ยงตายในซากตึกนั่น

ขอให้มันพังทลายลงมาทับผมให้ตายๆ ไปเสียก็คงดี… หรือไม่ ก็ขอให้ผมเจออะไรสักอย่าง อะไรก็ได้… ที่จะเปลี่ยนชีวิตเฮงซวยนี้ไปตลอดกาล

ความตาย

เช้าวันเสาร์ที่ท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทาหม่น หมอกควันพิษจากการเผาไหม้ในเขตอุตสาหกรรมลอยต่ำปกคลุม "เขตฟื้นฟูที่ 7" ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานเมืองทางทิศเหนือ สถานที่แห่งนี้เคยเป็นย่านธุรกิจที่รุ่งเรือง แต่บัดนี้กลับกลายเป็นสุสานคอนกรีตขนาดมหึมา ซากตึกสูงเสียดฟ้าที่หักโค่นลงมาเมื่อ 18 ปีก่อนยังคงนอนทอดตัวราวกับโครงกระดูกยักษ์ รอคอยการชำแหละ

ป้ายไฟโฮโลแกรมขนาดใหญ่ที่ติดอยู่หน้าทางเข้าเขตก่อสร้างฉายโลโก้บริษัท "ยามาดะ คอร์ปอเรชั่น" บริษัทรับเหมายักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นที่เข้ามาสัมปทานพื้นที่ ตัวอักษรสีแดงเข้มวูบวาบแข่งกับแสงอาทิตย์ยามเช้า พร้อมกับเสียงประกาศกฎระเบียบที่ดังผ่านลำโพงเป็นภาษาญี่ปุ่นสลับกับภาษาจีนสำเนียงแปร่งๆ

รถบรรทุกขนคนงานจอดเทียบท่า ฝูงชนจำนวนมากกรูกันลงมาจากท้ายรถ ส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำ ผิวเกรียมแดด สวมเสื้อกล้ามเปื้อนฝุ่น แต่ท่ามกลางความดิบเถื่อนเหล่านั้น ร่างของ "ฉินหลง" กลับดูผิดที่ผิดทางอย่างเห็นได้ชัด

เด็กหนุ่มในชุดวอร์มเก่าๆ ของโรงเรียนมัธยมยืนห่อไหล่ด้วยความหนาวเหน็บ ใบหน้าที่ขาวซีดและรูปร่างที่ผอมบางทำให้เขาดูเหมือนลูกแกะที่หลงเข้ามาในดงหมาป่า แววตาของเขาฉายความกังวลขณะกวาดตามองเครื่องจักรกลหนักและหุ่นยนต์รื้อถอนรุ่นเก่าที่กำลังทำงานเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

"เฮ้ย! ไอ้หนูตรงนั้นน่ะ!"

เสียงตวาดดังลั่นมาจากแท่นบัญชาการชั่วคราว ชายร่างยักษ์สวมชุดยูนิฟอร์มสีน้ำเงินเข้มของบริษัทเดินตรงดิ่งเข้ามา เขาคือ "ทานากะ" หัวหน้าคุมงานชาวญี่ปุ่น ที่แขนเสื้อติดป้ายอาร์มระบุระดับพลัง "แรงค์ E" รังสีความร้อนจางๆ แผ่ออกมาจากผิวกายของเขาทำให้อากาศรอบตัวบิดเบี้ยว นี่คือพลังของ "ผู้ฝึกฝนธาตุไฟ" ระดับล่าง แต่สำหรับคนธรรมดา มันก็เพียงพอที่จะสร้างความหวาดกลัว

ทานากะมองสำรวจฉินหลงตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะแสยะยิ้มที่มุมปากจนเห็นฟันเลี่ยมทอง "นี่มันเขตก่อสร้างนะเว้ย ไม่ใช่สนามเด็กเล่น คิดจะมาเดินแฟชั่นโชว์หรือไงวะ หน้าตาสำอางแบบนี้จะยกอิฐไหวสักก้อนไหม?"

เสียงหัวเราะครื้นเครงดังมาจากกลุ่มคนงานเจ้าถิ่นที่ยืนมุงดูอยู่ พวกเขาชอบใจเสมอเวลามีเหยื่อรายใหม่ให้หัวหน้ายำเล่น

ฉินหลงก้มหน้าลงต่ำ มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ พยายามข่มความอับอายและความกลัว เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่หนักแน่น "ผ…ผมสมัครงานมาครับ ในประกาศบอกว่ารับพนักงานพาร์ทไทม์… ค่าจ้างวันละ 1 โกล"

"1 โกล?" ทานากะทวนคำเสียงสูง ก่อนจะหัวเราะลั่น "โฮ่! อยากได้เงินก้อนโตทั้งที่สารรูปเหมือนขี้ก้างเนี่ยนะ? ได้สิ… บริษัทเราใจดีอยู่แล้ว แต่งานสบายๆ มันเต็มหมดแล้ว เหลือแต่งานที่ 'ลูกผู้ชาย' เขาทำกัน"

หัวหน้างานร่างยักษ์ชี้มือไปยังทิศทางหนึ่ง ทิศทางที่มีป้ายเตือนรูปกะโหลกไขว้สีแดงปักอยู่ถี่ๆ บริเวณนั้นคือซากตึกโรงพยาบาลเก่าที่ถล่มลงมาทับซ้อนกันจนเกิดเป็นโพรงลึกดำมืด กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสารเคมีบางอย่างโชยออกมาจางๆ

"โซน C-9 ใต้ดินชั้นสาม เซ็นเซอร์ตรวจจับโลหะมันรวน สงสัยจะมีซากเหล็กเส้นขวางทางอยู่ แกลงไปดูหน่อย ถ้าเคลียร์ทางไม่ได้ วันนี้ก็ไม่ต้องเอาเงิน"

เสียงซุบซิบดังขึ้นในหมู่คนงานทันที "เฮ้ย เอาจริงดิ? โซน C-9 นั่นมันเขตอันตรายระดับสีส้มเลยนะ โครงสร้างเปราะบางจะตาย" "แถมลือกันว่ามีพวก 'หนูท่อกลายพันธุ์' ดุๆ อยู่ด้วย ส่งเด็กนั่นลงไปก็เหมือนส่งไปตายน่ะสิ"

แม้จะได้ยินเสียงเตือนแว่วมา แต่ทานากะกลับไม่สนใจ เขายื่นไฟฉายกระบอกเก่าๆ กับวิทยุสื่อสารที่เสาหักๆ ให้ฉินหลง "จะทำไม่ทำ? ถ้าไม่ทำก็ไสหัวกลับไปดูดนมแม่ไป!"

ฉินหลงมองอุปกรณ์ในมือ สลับกับมองโพรงมืดมิดเบื้องหน้า ภาพพี่สาวที่ต้องทนเจ็บปวด ภาพยามดอักเสบในถังขยะ และความปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากชีวิตบัดซบนี้ แล่นพล่านเข้ามาในหัว เขาไม่มีทางเลือก

เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี พยักหน้าช้าๆ "ผมทำครับ"

ทานากะยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ "ดี งั้นก็รีบไสหัวไปได้แล้ว อย่าให้เสียเวลาทำมาหากิน!"

ร่างผอมบางของฉินหลงเดินแยกตัวออกจากกลุ่มคนงาน ก้าวข้ามเส้นกั้นเขตอันตรายมุ่งหน้าสู่ปากทางเข้าซากตึก ความมืดมิดของอุโมงค์คอนกรีตค่อยๆ กลืนกินแผ่นหลังของเขาหายไป ทิ้งไว้เพียงแสงสว่างจากปลายอุโมงค์ที่หรี่ลงเรื่อยๆ

ไม่มีใครรู้เลยว่า การตัดสินใจก้าวลงไปในความมืดครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ไปตลอดกาล ภายใต้ซากปรักหักพังที่ถูกลืมเลือน บางสิ่งที่มีอำนาจเหนือจินตนาการกำลังรอคอยการมาถึงของเขาอยู่อย่างเงียบงัน

"เฮ้ย! ไอ้หน้าอ่อน!"

เสียงตะโกนไล่หลังของทานากะดังก้องสะท้อนไปตามอุโมงค์คอนกรีต หยุดฝีเท้าของฉินหลงที่กำลังจะก้าวลึกเข้าไปในความมืด หัวหน้างานชาวญี่ปุ่นป้องปากตะโกนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจ "ถ้าเจอต้นเหตุที่ทำให้เซ็นเซอร์รวน รีบวอมาบอกทันที เข้าใจไหม! เดี๋ยวฉันจะส่งหน่วยหุ่นยนต์ซ่อมบำรุงลงไปจัดการเอง อย่าสะเออะทำตัวเป็นฮีโร่ล่ะ!"

ฉินหลงหันกลับไปพยักหน้ารับอย่างจำยอม ก่อนจะหันหลังเดินดุ่มเข้าไปในความเวิ้งว้างเพียงลำพัง ในใจของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความขมขื่น คำพูดของทานากะเปิดเผยเจตนาที่แท้จริงอย่างชัดเจน… บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างยามาดะ คอร์ปอเรชั่น มีเทคโนโลยีหุ่นยนต์สำรวจที่ทันสมัยอยู่แล้ว ไม่มีคามจำเป็นใดๆ ที่ต้องใช้มนุษย์เดินเท้าลงมาในที่เสี่ยงตายแบบนี้

แต่นี่คือวิถีของผู้ชนะ ภายหลังสงครามเมื่อ 18 ปีก่อนที่จีนล่มสลาย ญี่ปุ่นได้ผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ในเอเชีย การส่งชาวจีนลงมาเสี่ยงตายแทนหุ่นยนต์ราคาแพง จึงเป็นเพียงความบันเทิงเริงใจและเกมการเมืองเล็กๆ ของพวกผู้คุมกฎต่างถิ่น เพื่อย้ำเตือนว่าใครคือนาย ใครคือบ่าว

ยิ่งเดินลึกลงไป อากาศก็ยิ่งเย็นเยือกและอับชื้น กลิ่นราและสนิมเหล็กลอยคลุ้งจนแสบจมูก แสงไฟจากโลกภายนอกเลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงลำแสงสีขาวนวลจากไฟฉายในมือฉินหลงที่ส่องนำทาง เขาไต่ลงบันไดหนีไฟที่ผุกร่อนผ่านชั้นใต้ดินชั้นที่ 1… ชั้นที่ 2… จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ทางเข้าชั้นที่ 3

ภาพเบื้องหน้าทำให้เขายืนตะลึงงัน พื้นของโถงทางเดินหายไปเกือบทั้งหมด ราวกับถูกกรงเล็บของสัตว์ยักษ์ตะปบจนขาดวิ่น เผยให้เห็นโพรงมืดขนาดมหึมาที่กินพื้นที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ฉินหลงส่องไฟฉายลงไปด้านล่าง แสงไฟส่องลงไปในความว่างเปล่านั้น แต่กลับมองไม่เห็นก้นบึ้ง มันลึกจนน่าขนลุก เหมือนปากของอสูรกายที่อ้ากว้างรอรับเหยื่อ

"บ้าเอ๊ย… ทางขาดหมดเลย" ฉินหลงพึมพำเสียงสั่น

เขาพยายามกวาดสายตาหาทางไปต่อ จนเห็นแนวคานเหล็กที่ยื่นเลาะเลียบผนังไปอีกฝั่ง แม้จะดูอันตรายแต่มันเป็นทางอ้อมเดียวที่จะผ่านโพรงนรกนี้ไปได้ เด็กหนุ่มสูดหายใจลึก รวบรวมความกล้า ก้าวเท้าเหยียบลงบนเศษปูนที่ดูมั่นคงที่สุด ค่อยๆ ไต่เลาะผนังไปอย่างระมัดระวัง

แต่โชคชะตาไม่เคยเข้าข้างคนอ่อนแอ

ครืด!

เสียงกรวดทรายใต้รองเท้าผ้าใบเก่าๆ ลั่นดังสนั่น พื้นคอนกรีตที่เขาเหยียบยุบตัวลงกะทันหัน ร่างของฉินหลงไถลลื่นลงสู่ความว่างเปล่า

"เฮ้ย!"

สัญชาตญาณสั่งให้เขาทิ้งทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอด ไฟฉายกระบอกใหญ่ในมือหลุดร่วงลงสู่ความมืดมิด ตามด้วยวิทยุสื่อสารที่กระเด็นหายไป ฉินหลงตะเกียกตะกายคว้าลมกลางอากาศ จนกระทั่งมือทั้งสองข้างคว้าหมับเข้ากับโครงเหล็กเส้นที่โผล่ออกมาจากผนังปูน

ตึง!

แรงกระชากทำให้หัวไหล่แทบหลุด ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วแขน สนิมเหล็กคมกริบบาดลึกเข้าไปในฝ่ามือจนเลือดซึม ร่างผอมบางของฉินหลงห้อยต่องแต่งอยู่เหนือเหวไร้ก้น ขาทั้งสองข้างแกว่งไกวอย่างไร้ที่ยึดเกาะ

"ช…ช่วยด้วย! มีใครอยู่ไหม! ช่วยผมด้วย!"

เขาแหกปากร้องตะโกน แม้จะรู้ดีว่าเสียงของเขาคงส่งไปไม่ถึงข้างบน แต่ความกลัวตายทำให้เขาหยุดร้องไม่ได้ ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงสะท้อนของเขากลับถูกตอบกลับด้วยเสียงอื่นที่ไม่ใช่เสียงมนุษย์

จี๊ด… จี๊ด… แฮร่…

เสียงแหลมเล็กที่คุ้นเคยแต่ทว่าดุดันและน่าสยดสยองดังแว่วมาจากความมืดเหนือศีรษะ เสียงฝีเท้าเล็กๆ จำนวนมากกำลังไต่ลงมาตามโครงเหล็ก… ใกล้เข้ามา… ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

ฉินหลงตัวแข็งทื่อ ขนลุกชันไปทั้งตัว เขานึกขึ้นได้ว่าที่หมวกนิรภัยยังมีไฟฉายสำรองดวงเล็กติดอยู่ มือข้างหนึ่งที่สั่นเทาพยายามเอื้อมไปกดสวิตช์ที่ข้างหมวก

แกร๊ก… วูบ!

ลำแสงเล็กๆ สาดส่องขึ้นไปด้านบน เผยให้เห็นเจ้าของเสียงปริศนาที่อยู่ห่างจากใบหน้าเขาไปเพียงไม่กี่เมตร

ดวงตาสีแดงก่ำสะท้อนแสงไฟวาวโรจน์ รูปร่างของมันเหมือนหนูท่อที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ขนาดของมันกลับใหญ่โตมโหฬารเท่ากับสุนัขขนาดกลาง ขนสีเทาดำร่วงเป็นหย่อมๆ เผยให้เห็นผิวหนังที่เป็นแผลพุพอง แต่นั่นยังไม่น่ากลัวเท่ากับ "ฟัน" ของมัน

เขี้ยวคู่หน้ายาวโง้งและเหลืองอ๋อย ยื่นออกมานอกปากที่เต็มไปด้วยน้ำลายยืดหยดลงมา…และหยดลงบนไหล่ของฉินหลง

มันคือ "หนูท่อกลายพันธุ์" สัตว์รังควานระดับต่ำที่อันตรายที่สุดสำหรับคนธรรมดา มันจ้องมองเหยื่อที่ห้อยต่องแต่งไร้ทางสู้อย่างหิวกระหาย ก่อนจะส่งเสียงขู่คำรามในลำคอ กรรร… และเริ่มย่างสามขุมเข้ามาหาโครงเหล็กที่ฉินหลงเกาะอยู่

วินาทีนั้น ฉินหลงตระหนักได้ทันทีว่า ความตายไม่ได้รออยู่ที่ก้นเหว… แต่มันกำลังคลานลงมาหาเขาในตอนนี้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...