น้ำมันดิบยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ “ทรัมป์” ลั่นสหรัฐมีกระสุน-เวลาเหลือเฟือ เดินหน้าสงครามอิหร่าน
น้ำมันดิบยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ ขณะที่สงครามกำลังยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐมีศักยภาพทางทหารและเวลาเพียงพอในการสู้รบ
วันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นมาตรฐานตลาดโลก ยังคงเคลื่อนไหวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเช้าวันศุกร์ ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านกำลังเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม
ณ เวลา 05.40 น. ตามเวลาสหรัฐ สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวขึ้นราว 0.7% มาอยู่ที่ 101.15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้จะลดช่วงบวกจากระดับก่อนหน้า ขณะที่ สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% มาอยู่ที่ 95.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
โดยรวมแล้ว ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน สัญญาน้ำมันเบรนท์เพิ่มขึ้นมากกว่า 9% ในสัปดาห์นี้ หลังจากสัปดาห์ก่อนพุ่งขึ้นถึง 27.9% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นรายสัปดาห์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 ขณะที่สัญญา WTI ซึ่งทำสถิติปรับขึ้นรายสัปดาห์ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 1983 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็กำลังมุ่งหน้าปิดสัปดาห์นี้ในระดับสูงขึ้นอีกประมาณ 5.8%
นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านกำลังยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าความขัดแย้งอาจยังไม่สิ้นสุดในเร็ววัน
ทรัมป์กล่าวว่า "สหรัฐมีกำลังยิงที่เหนือกว่า กระสุนไม่จำกัด และมีเวลาเพียงพอ” พร้อมระบุให้ผู้สนับสนุน “รอดูสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลอิหร่าน”
ขณะเดียวกันสำนักข่าว Axios รายงานว่าทรัมป์ได้กล่าวกับผู้นำกลุ่ม G7 ระหว่างการประชุมทางโทรศัพท์เมื่อต้นสัปดาห์ว่า อิหร่านใกล้จะยอมแพ้แล้ว อย่างไรก็ตามหนึ่งวันถัดมา โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ได้ประกาศผ่านโทรทัศน์ของรัฐว่าจะเดินหน้าต่อสู้ต่อไป
สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ยังคงเป็นประเด็นที่ตลาดกังวล หลังจากมีรายงานว่าเรือต่างชาติหลายลำในพื้นที่ถูกโจมตีด้วยกระสุนในสัปดาห์นี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มความกังวลว่าสงครามที่ยืดเยื้ออาจสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลก
เอบราฮิม โซลฟาการี โฆษกกองบัญชาการทหารของอิหร่าน กล่าวเตือนเมื่อวันพุธว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะระดับ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งกำลังถูกทำให้สั่นคลอน
แม้ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นต่อเนื่อง แต่ตลาดยังคงเผชิญแรงกดดันจากมาตรการเพิ่มอุปทาน โดยก่อนหน้านี้สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้ตกลงระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินในปริมาณเป็นประวัติการณ์ถึง 400 ล้านบาร์เรล ขณะที่ทำเนียบขาวยังประกาศผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียบางส่วนชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Barclays ระบุว่า นักลงทุนเริ่มมีความกังวลมากขึ้น หลังจากช่วงแรกตลาดคาดว่าสงครามจะเป็นเพียงเหตุการณ์ระยะสั้น
“นักลงทุนยังเชื่อในสิ่งที่เรียกว่า ‘Trump put’ จึงทำให้ตลาดหุ้นโลกยังไม่ปรับตัวลงรุนแรงเหมือนในวิกฤตราคาน้ำมันครั้งก่อน ๆ แต่ความวิตกกำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน และหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิด ตลาดอาจเผชิญความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง (stagflation)” นักวิเคราะห์ระบุ
ด้าน อัมจาด บเซซู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทผลิตน้ำมัน EnQuest กล่าวกับ CNBC ว่า ตลาดน้ำมันโลกไม่เคยเผชิญสถานการณ์ที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้มาก่อน
เขากล่าวว่า ทุกวันที่ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป เท่ากับมีน้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันหายไปจากตลาด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสมดุลอุปทานอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตือนว่าวิกฤตครั้งนี้อาจยาวนานและรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาด และตลาดควรเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านลบมากกว่าความเป็นไปได้ด้านบวก
เขาเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับวิกฤตการคว่ำบาตรน้ำมันของกลุ่มประเทศอาหรับในทศวรรษ 1970 ซึ่งครั้งนั้นทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึงสี่เท่า โดยระบุว่า แม้ราคาน้ำมันในรอบนี้จะเพิ่มขึ้นแล้วราว 50% แต่มีแนวโน้มว่าวิกฤตอาจยืดเยื้อไปอีกระยะหนึ่ง
อ้างอิง : www.cnbc.com