ไทยกำลังเจอบททดสอบใหญ่! ผู้เชี่ยวชาญเตือน ‘ความไม่มั่นคงด้านพลังงาน’ คือโจทย์ใหญ่สุดจากสงครามตะวันออกกลาง
“ยิ่งการปิดกั้นของช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อนานเท่าใด ความปั่นป่วนของตลาดพลังงานโลกก็ยิ่งทวีคูณขึ้นเท่านั้น”
วิชัย เอสวารัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประธานบริหารกลุ่มบริษัท QI Group กล่าวกับ TODAY ถึงผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังทวีความรุนแรง
ในมุมของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่กำลังสั่นสะเทือนเสถียรภาพของระบบพลังงานโลก
และสำหรับประเทศไทย ซึ่งยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง ความผันผวนดังกล่าวอาจกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้
วิชัยเตือนว่า หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกอาจไม่ได้อยู่เพียงที่ราคาพลังงาน แต่รวมถึงเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
ช่องแคบฮอร์มุซ จุดที่โลกจับตา
หนึ่งในจุดที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกกำลังจับตามองมากที่สุดคือ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ช่องทางเดินเรือแคบระหว่างอิหร่านกับโอมาน ซึ่งเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย
แม้จะเป็นเพียงช่องแคบเล็กๆ บนแผนที่โลก แต่ในความเป็นจริง พื้นที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ของระบบพลังงานโลก
แต่ละวัน น้ำมันดิบประมาณ 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลกต้องผ่านจุดนี้ รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อีกประมาณ 17% ของตลาดโลก
วิชัยอธิบายว่า ความเปราะบางของช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้อยู่เพียงตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ แต่รวมถึงลักษณะของภัยคุกคามที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด
“ในความเป็นจริง การปิดกั้นเส้นทางนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ขีปนาวุธหรือทุ่นระเบิดทางทะเลด้วยซ้ำ แค่ใช้โดรนราคาถูกก็สามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับการเดินเรือ การขนส่ง และระบบประกันภัยทั่วโลกได้แล้ว”
เขาเตือนว่า ผลกระทบของสถานการณ์ดังกล่าวอาจไม่ได้หยุดอยู่เพียงตลาดน้ำมัน แต่กำลังเริ่มลุกลามไปสู่ระบบการค้าของโลก
ปัจจุบัน เรือสินค้าหลายร้อยลำยังคงติดค้างอยู่ในเส้นทางการเดินเรือ ขณะที่เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากต้องยกเลิกการเข้ารับสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
ผลกระทบดังกล่าวเริ่มลามไปถึงผลิตภัณฑ์ปลายน้ำของอุตสาหกรรมพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดีเซล เชื้อเพลิงอากาศยาน หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
เมื่อเส้นทางพลังงานสำคัญของโลกเริ่มเผชิญความไม่แน่นอน ตลาดพลังงานจึงมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น และแรงกระแทกดังกล่าวสามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ และราคาสินค้าในหลายประเทศได้อย่างรวดเร็ว
แรงกระแทกที่อาจมาถึงไทย
สำหรับประเทศไทย ความผันผวนของตลาดพลังงานโลกไม่ใช่เพียงข่าวต่างประเทศ แต่มีแนวโน้มส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ
ไทยเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพลังงานกว่าครึ่งของประเทศยังคงพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลาง
หากเส้นทางขนส่งพลังงานในภูมิภาคดังกล่าวเผชิญความไม่แน่นอนต่อเนื่อง ต้นทุนด้านพลังงานของประเทศก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
แรงกดดันดังกล่าวอาจเริ่มส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจ ตั้งแต่ต้นทุนการขนส่ง โลจิสติกส์ ไปจนถึงภาคการผลิต ก่อนจะค่อยๆ ขยายไปสู่ราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน
วิชัยเตือนว่า ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง การเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงานอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การฟื้นตัวชะลอลงได้
เขามองว่า ภาคธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดอาจไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ แต่คือธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ยังมีเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและเงินทุนสำรองที่เพียงพอในการรับมือกับความผันผวนของตลาด
แต่สำหรับธุรกิจ SME ซึ่งมีอัตรากำไรต่ำและสภาพคล่องจำกัด การเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งอาจสร้างแรงกดดันทางการเงินอย่างรุนแรง
“SME อาจกลายเป็นผู้รับแรงกระแทกจากวิกฤตครั้งนี้มากที่สุด เพราะพวกเขาไม่มีเครื่องมือหรือกันชนทางการเงินที่เพียงพอ” วิชัยอธิบาย
บททดสอบใหญ่ของรัฐบาลไทย
ในระดับมหภาค วิชัยมองว่า หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจต้องเผชิญความเสี่ยงของภาวะ stagflation ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เศรษฐกิจเติบโตชะลอตัวพร้อมกับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
สถานการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตน้ำมันโลกในทศวรรษ 1970 และสร้างแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจหลายประเทศทั่วโลก
กรณีของประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้พลังงานทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้เศรษฐกิจไทยจึงมีความอ่อนไหวต่อความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์พลังงานเป็นพิเศษ
วิชัยมองว่า ความเสี่ยงดังกล่าวกำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจและพลังงานของรัฐบาลไทย
“ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์มีบทบาทต่อเศรษฐกิจมากขึ้น ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องคิดเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” วิชัยอธิบาย
เขาเสนอว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเร่งเสริมความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจต่อแรงกระแทกจากภายนอก ไม่ว่าจะผ่านการกระจายแหล่งพลังงาน การเพิ่มการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ หรือการเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานในระดับภูมิภาค เช่น โครงการ ASEAN Power Grid
ในสถานการณ์เช่นนี้ คำถามสำคัญอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า ราคาพลังงานจะเพิ่มขึ้นมากเพียงใด แต่คือรัฐบาลไทยจะเตรียมรับมือกับโลกที่พลังงานและภูมิรัฐศาสตร์เชื่อมโยงกันมากขึ้นอย่างไร