รายงานพิเศษ : HL เดินหน้าขยายธุรกิจสุขภาพ เปิดสาขาใหม่ 14 แห่ง รับกำลังซื้ออาหารเสริมโตแกร่ง
ความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพและการดูแลตัวเองมากขึ้น หนุนการเติบโตของ บมจ.เฮลท์ลีด (HL) ซึ่งเดินหน้าขยายธุรกิจสุขภาพเต็มรูปแบบ ตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 15% จากตลาดอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง พร้อมเปิดสาขาใหม่อีก 14 แห่ง เพิ่มการเข้าถึงลูกค้า
ข้อมูลการวิเคราะห์อุตสาหกรรมระบุว่า มูลค่าตลาดอาหารเสริมในประเทศไทยในปี 2567 อยู่ที่กว่า 133,600 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจนแตะประมาณ 179,900 ล้านบาทภายในปี 2573 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5.1% ต่อปี
สนับสนุนการเติบโตของ บมจ.เฮลท์ลีด (HL) ซึ่ง นายศุภกร พันธุกานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุ แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 กลุ่มบริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตประมาณ 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขายเต็มปีของผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวในปี 2568 รวมถึงแนวโน้มการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 14 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคและขยายฐานลูกค้า พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ในกลุ่มอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และสินค้าเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น
ส่วนแนวโน้มตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพในประเทศไทยยังคงมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่ม อาหารเสริม (Dietary Supplements) และ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพและการดูแลตัวเองมากขึ้น
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดอาหารเสริมของไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6–8% ต่อปี โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เน้นการเสริมภูมิคุ้มกัน การชะลอวัย และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวก็ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวพรรณและการป้องกันปัญหาสุขภาพผิว
นอกจากนี้ กระแส Wellness Economy หรือเศรษฐกิจด้านสุขภาพที่กำลังเติบโตทั่วโลก ยังส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีนวัตกรรมมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากในระยะยาว
สำหรับแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะ อาหารเสริมที่มีการเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมของสารอาหาร (Bioavailability Enhancer) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารสำคัญได้ดีขึ้น และบริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและสมุนไพรเพื่อสุขภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและมีส่วนผสมจากธรรมชาติ
หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจคือ สเปรย์พ่นปากและจมูก MOUTH SPRAY & NASAL SPRAY “แบรนด์ Q” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ช่วยลดการสะสมของเชื้อไวรัสในช่องปากและโพรงจมูก โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังได้รับรางวัลในเวทีระดับนานาชาติ สะท้อนถึงศักยภาพด้านการพัฒนานวัตกรรมของบริษัท
ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนนำเข้า อุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มเติม เพื่อขยายพอร์ตสินค้าและเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ
และอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในปี 2569 คือการ ขยายสาขาเพิ่มอีก 14 แห่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ใหม่ ๆ และรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยการขยายสาขาถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มยอดขายของบริษัท เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกด้านสุขภาพยังคงต้องอาศัยช่องทางหน้าร้านในการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า ทั้งในด้านการให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ การเลือกซื้อสินค้า และการสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์
นอกจากนี้ การเพิ่มจำนวนสาขายังช่วยให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้าใหม่ ๆ ที่บริษัทพัฒนาออกสู่ตลาด ซึ่งปัจจุบัน HL มีสินค้าจำหน่ายมากกว่า 10,000 รายการ ครอบคลุมทั้งยา เวชภัณฑ์ เวชสำอาง อาหารเสริม อุปกรณ์การแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม
รวมทั้งแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ โดยผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากกว่าการรักษาเมื่อเกิดโรค ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารเสริม สกินแคร์ และสินค้าเพื่อสุขภาพได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ HL ที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพและมีนวัตกรรม