หมอโรคกระดูก เผย 4 ตัวการลับในจานอาหาร กระตุ้นเก๊าท์รุนแรง ร้ายกาจยิ่งกว่าไก่
"หมอเก่ง" หมอโรคกระดูก เผย 4 ตัวการลับ ในจานอาหาร กระตุ้นเก๊าท์รุนแรง ร้ายกาจยิ่งกว่าไก่ หลายคนอาจกินอยู่ทุกวันแบบไม่รู้ตัว
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ โพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊ก ‘หมอเก่งกระดูกและข้อ’ ให้ความรู้เกี่ยวกับเมนูอาหารที่เป็นสาเหตุโรคเก๊าท์ โดยระบุว่า หยุดกินไก่กับยอดผักแล้ว ทำไมยังปวด? เปิดโปง "โจรเงียบ" ในจานอาหาร ตัวการเก๊าท์ที่คุณอาจกินอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว
“หมอครับ ผมงดไก่ งดเป็ด งดชะอม กระถิน ตามตำราเป๊ะๆ มา 3 เดือนแล้วครับ ทำไมเมื่อคืนเก๊าท์ยังกำเริบอีก? หรือว่าผมไปเผลอกินอะไรผิดสำแดงเข้าครับ?”
คนไข้ชายวัย 50 ปี ถามหมอด้วยความสงสัยและท้อแท้ เพราะตั้งใจคุมอาหารอย่างดี แต่ข้อมือและโคนนิ้วเท้าก็ยังบวมแดงขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
หมอเลยลองไล่ถามเมนูอาหารดูครับ ปรากฏว่าคุณพี่ท่านนี้ชอบทาน “เกาเหลาหม้อไฟซดน้ำซุปคล่องคอ” และตบท้ายด้วย “น้ำส้มคั้นเย็นๆ” เพื่อสุขภาพ… หารู้ไม่ว่า นี่แหละครับคือ “กับดัก” ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้!
เรามักถูกสอนกันมานานว่า “เป็นเก๊าท์ห้ามกินสัตว์ปีกและยอดผัก” ซึ่งถูกต้องครับ แต่มันเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น วันนี้หมอจะพาทุกท่านดำดิ่งไปดู “4 ตัวการลับ” ที่กระตุ้นเก๊าท์ได้รุนแรงไม่แพ้กัน เผลอๆ อาจจะร้ายกาจกว่าไก่เสียอีกครับ
1.น้ำหวานและน้ำผลไม้ (Fructose): หวานปาก ลำบากข้อ นี่คือตัวการอันดับ 1 ที่ถูกมองข้ามมากที่สุดครับ! หลายคนคิดว่าการดื่มน้ำผลไม้กล่อง หรือน้ำอัดลม เป็นเรื่องปกติ แต่ความจริงแล้ว น้ำตาลชนิดที่ชื่อว่า “ฟรุกโตส” (Fructose) ที่ผสมอยู่ในเครื่องดื่มเหล่านี้ ร้ายกาจมากครับ
กลไก : เมื่อร่างกายเผาผลาญฟรุกโตส มันจะเร่งกระบวนการสร้างกรดยูริกขึ้นมาโดยตรง และยังไปขัดขวางการขับกรดยูริกออกจากไตอีกด้วย เรียกได้ว่า “สร้างเพิ่ม แถมระบายออกไม่ได้”
สิ่งที่ควรระวัง : น้ำอัดลม, น้ำผลไม้กล่อง, ชาเขียวรสหวาน, นมเปรี้ยว, และผลไม้รสหวานจัดมากๆ เช่น ลำไย ทุเรียน ขนุน (ทานได้แต่ต้องจำกัดปริมาณครับ)
2.อาหารทะเลเปลือกแข็งและปลาบางชนิด “อ้าวหมอ นึกว่าห้ามแค่ปลาหมึก?” ความจริงแล้วอาหารทะเลมีสารพิวรีน (Purine) สูงหลายชนิดครับ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเปลือกและปลาตัวเล็ก
กลุ่มเสี่ยงสูง : หอยทุกชนิด (หอยแครง, หอยแมลงภู่, หอยนางรม), ไข่ปลา, กุ้ง, ปู
ปลาบางชนิด : ปลาซาร์ดีน (ปลากระป๋อง), ปลาแมคเคอเรล, ปลาไส้ตัน, ปลาอินทรีย์ ปลาเหล่านี้มีพิวรีนสูงกว่าปลาเนื้อขาวทั่วไปมากครับ
3.“น้ำซุป” และ “กะปิ” : ระเบิดเวลาในถ้วยแกง ข้อนี้สำคัญสำหรับคนไทยมากครับ
น้ำซุป : ไม่ว่าจะเป็นซุปก๋วยเตี๋ยว ซุปข้าวมันไก่ หรือแกงจืดที่เคี่ยวนานๆ สารพิวรีนจากเนื้อสัตว์และกระดูกจะละลายออกมาอยู่ในน้ำซุปจนเข้มข้นมาก การ “ซดน้ำซุปจนหมดชาม” คือการรับสารพิวรีนเข้าไปเต็มๆ โดยไม่ต้องเคี้ยวเนื้อสัตว์เลยครับ
กะปิ : ทำมาจากกุ้งเคยตัวเล็กๆ หมัก ซึ่งอัดแน่นไปด้วยพิวรีน ใครที่ชอบน้ำพริกกะปิ หรือแกงที่ใส่กะปิเยอะๆ ต้องระวังให้ดีครับ
4.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์… ไม่ใช่แค่เบียร์! เรารู้กันดีว่า “เบียร์” คือของต้องห้ามอันดับหนึ่ง เพราะมีทั้งแอลกอฮอล์และยีสต์ที่เปลี่ยนเป็นยูริกได้ไวมาก แต่หลายคนเข้าใจผิดว่า “งั้นดื่มเหล้าสี หรือไวน์แทนก็ได้สิ?”
คำตอบคือ “เสี่ยงเหมือนกัน” ครับ เพราะแอลกอฮอล์ทุกชนิด เมื่อเข้าไปในร่างกาย จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดแลกติก (Lactic acid) ซึ่งกรดตัวนี้จะไปแย่งช่องทางขับถ่ายกับกรดยูริกที่ไต ทำให้ไตขับยูริกได้น้อยลง ยูริกจึงคั่งค้างในเลือดสูงขึ้นทันทีหลังดื่มครับ
แล้วเราควรกินอะไร? (The Good News) อ่านมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งหมดหวังว่าชีวิตนี้จะกินอะไรไม่ได้เลยนะครับ ยังมีอาหารที่เป็น “ฮีโร่” ช่วยลดกรดยูริกได้ด้วยครับ
- นมจืดไขมันต่ำ (Low-fat milk/Yogurt) : มีงานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า โปรตีนในนมช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดได้
- กาแฟดำ : การดื่มกาแฟ (ที่ไม่ใส่น้ำตาล/ครีมเทียม) ในปริมาณพอเหมาะ ช่วยลดความเสี่ยงเก๊าท์กำเริบได้
- วิตามินซี : การทานวิตามินซี 500 mg ต่อวัน มีส่วนช่วยให้ไตขับกรดยูริกได้ดีขึ้นเล็กน้อย
- น้ำเปล่า : ยาดีที่สุดและถูกที่สุด ดื่มน้ำให้มากพอ (2-3 ลิตรต่อวัน) จะช่วยพากรดยูริกออกจากร่างกายทางปัสสาวะครับ
สรุป โรคเก๊าท์ไม่ได้แพ้แค่ไก่กับยอดผักครับ แต่ “น้ำตาลฟรุกโตส, แอลกอฮอล์, อาหารทะเลเปลือกแข็ง และน้ำซุปเคี่ยวนาน” คือศัตรูตัวฉกาจที่ซ่อนอยู่ในมื้ออาหารของเรา
หมอไม่ได้บอกให้เลิกกินทุกอย่างนะครับ แต่ให้ “รู้ทันและจำกัดปริมาณ” โดยเฉพาะช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ ดื่มน้ำน้อย หรือมีความเครียด เพราะช่วงเวลานั้นแหละครับ ที่โจรเงียบเหล่านี้จะฉวยโอกาสเล่นงานข้อของเรา
ที่มา หมอเก่งกระดูกและข้อ เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์ 19 ม.ค. 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หมอโรคกระดูก เผย 4 ตัวการลับในจานอาหาร กระตุ้นเก๊าท์รุนแรง ร้ายกาจยิ่งกว่าไก่
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th